บุรีรัมย์ แชมป์,ดุมบูย่า ดาวซัลโว! รวมสถิติที่น่าสนใจในเลกแรกของ โตโยต้า ไทยลีก 2019

ไทยลีก 2019 เพิ่งจบเลกแรกไป และเตรียมฟาดแข้งต่อทันทีในเลกที่สอง ครึ่งทางของการหาสโมสรที่ดีที่สุดในไทย มีสถิติอะไรน่าสนใจบ้าง ลองมาดูกัน

 

นี่คือสถิติที่น่าสนใจของการแข่งขันโตโยต้า ไทยลีก 2019 หลังผ่านไปครึ่งทาง มาดูกันว่ามีสถิติใดบ้างที่เกิดกับทีมรักของท่าน

บุรีรัมย์, สมุทรปราการ ไร้พ่ายในบ้าน

หลังจากผ่านไป 15 เกม ก็ปรากฎว่า มี 2 สโมสร ที่ยังไม่พลาดท่าให้ใครในบ้านของตัวเองเลย ได้แก่บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่เอาชนะไปถึง 6 เกม เสมอ 3 เกม จาก 9 เกมในบ้านของตัวเอง ส่วนอีกทีม ก็คือ สมุทรปราการ ซิตี้ ที่ลงเล่นในบ้านไปแล้ว 7 เกม แบ่งเป็นการเอาชนะ 5 เกม เสมอ 2 เกม

ชัยนาท, สุพรรณบุรี ไร้ชัยนอกบ้าน

เมื่อเราได้เห็นรายชื่อทีมที่เล่นได้อย่างแข็งแกร่งในบ้านแล้ว คราวนี้เราก็มาดูสถิติในด้านตรงข้ามกันบ้าง ซึ่งนั้นก็คือทีมที่ไม่สามารถเอาชนะใครได้เลยยามเล่นเป็นทีมเยือน ซึ่งก็มี 2 ทีมด้วยกัน ที่เป็นเจ้าของสถิติอันไม่น่าจดจำนี้ ได้แก่ ชัยนาท ฮอร์นบิล ที่ลงเล่นเป็นทีมเยือนไปแล้ว 6 เกม และพวกเขาก็แพ้ไปถึง 4 เกมด้วยกัน ส่วนอีก 2 เกมที่เหลือเป็นการเสมอ นอกจากนี้พวกเขายังเสียประตูทุกนัดยามเล่นเป็นทีมเยือนด้วย ขณะที่อีกทีมก็เป็น สุพรรณบุรี เอฟซี ที่ลงเล่นเกมเยือนไปแล้ว 8 เกม สามารถเก็บผลเสมอได้แค่ 2 เกม ส่วนอีก 6 นัดเป็นการแพ้ทั้งหมด

แนวรุกสุดโหดต้องยกให้ ทรูแบงค็อก, ท่าเรือ

มากันที่เรื่องสถิติของเกมรุกกันบ้าง สำหรับ 15 เกมที่ผ่านพ้นไป ในศึกโตโยต้า ไทยลีก 2019 ปราฎว่า ทีมที่ยิงประตูได้มากที่สุดคือ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด และ การท่าเรือ เอฟซี ซึ่งทำไปถึง 30 ประตู จาก 15 เกม หรือเฉลี่ยนัดละ 2 ประตู โดยผลงานการทำประตูที่ร้อนแรงของทัพแข้งเทพนั้น ส่วนหนึ่งต้องยกความดีความชอบให้ เนลสัน โบนีญ่า หัวหอกทีมชาติเอล ซัลวาดอร์ ที่ทำไปแล้ว 11 ประตู จากการลงเล่นเพียง 13 เกมเท่านั้น ส่วนทางท่าเรือนั้น ผลงานหลักๆ ในเกมรุกของพวกเขามาจาก ดราแกน บอสโควิช และ เซร์จิโอ ซัวเรส ที่ทำไปคนละ 5 ประตู

การท่าเรือ เอฟซี

พยัคฆ์ล้านนา หลังรั่ว

ขณะเดียวกัน ทีมที่มีสถิติเกมรับแย่ที่สุดในช่วงเลกแรก ก็เป็นทีมน้องใหม่อย่าง เชียงใหม่ เอฟซี ซึ่งพวกเขาเสียไปแล้ว 35 ประตู และมีเพียงแค่ 2 เกมเท่านั้น ที่พวกเขาสามารถเก็บคลีนชีตได้

ปราสาทสายฟ้าจอมเก็บ3แต้ม/ค้างคาวไฟรักสันติ/ราชบุรี,เมืองทอง,เชียงใหม่ แพ้มากสุด

สำหรับทีมที่เก็บชัยชนะได้มากที่สุดใน 15 เกมแรกของฤดูกาลนี้ ก็ยังคงเป็นจ่าฝูงอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่คว้าชัยไปถึง 9 เกม ขณะที่ทีมที่เสมอบ่อยที่สุดก็เป็น สุโขทัย เอฟซี ที่เสมอไปถึง 9 นัด ส่วนทีมที่แพ้บ่อยที่สุดนั้นมี 3 ทีม ได้แก่ ราชบุรี มิตรผล เอฟซี, เชียงใหม่ เอฟซี และเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ที่แพ้ไปแล้วทีมละ 9 เกม

เชียงใหม่ เอฟซี

บุรีรัมย์-โคราช ได้จุดโทษมากสุด/ 3 ทีมไร้โอกาส

สำหรับทีมที่ได้จุดโทษมากที่สุดในศึกโตโยต้า ไทยลีก หลังจบเลกแรกไป ก็คือสองทีมดังจากภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จ่าฝูงของลีก และ นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ซึ่งทั้งสองสโมสรได้ไป 5 ครั้งเท่ากัน แต่เป็นทางทัพปราสาทสายฟ้าที่ยิงได้แม่นยำกว่า โดยพวกเขายิงเข้า 4 ครั้ง พลาด 1 ครั้ง ส่วนทาง “สวาทแคท” ยิงเข้า 3 ครั้ง พลาด 2 ครั้ง ขณะที่ทีมที่ได้จุดโทษมากเป็นอันดับรองลงมา คือ พีที ประจวบ เอฟซี, การท่าเรือ เอฟซี, ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด และ สมุทรปราการ ซิตี้ ที่ได้ไปทีมละ 3 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม มีทีมทั้งหมด 3 ทีม ด้วยกัน ที่ไม่ได้จุดโทษเลยหลังผ่านไปแล้ว 15 เกม คือ ตราด เอฟซี, ชัยนาท ฮอร์นบิล และ พีทีที ระยอง

สรุปสถิติจุดโทษของแต่ละทีมในไทยลีกหลังผ่านไป 15 เกม

อันดับ 1 (5 ครั้ง) : บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด (เข้า 4 ไม่เข้า 1), นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี (เข้า 3 ไม่เข้า 2)

อันดับ 2 (3 ครั้ง) : พีที ประจวบ เอฟซี (เข้าทั้งหมด), ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด (เข้าทั้งหมด), การท่าเรือ เอฟซี (เข้า 2 ไม่เข้า 1), สมุทรปราการ ซิตี้ (เข้า 1 ไม่เข้า 2)

อันดับ 3 (2 ครั้ง) : สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด (เข้าทั้งหมด), สุพรรณบุรี เอฟซี (เข้าทั้งหมด), เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด (เข้าทั้งหมด), ราชบุรี มิตรผล เอฟซี (เข้าทั้งหมด), ชลบุรี เอฟซี (เข้า 1 ไม่เข้า 1)

อันดับ 4 (1 ครั้ง) : สุโขทัย เอฟซี (เข้า), เชียงใหม่ เอฟซี (เข้า)

ไม่ได้จุดโทษเลย : ตราด เอฟซี, ชัยนาท ฮอร์นบิล, พีทีที ระยอง

พีทีที ระยอง โดนจุดโทษมากสุด

นอกจากจะไม่เคยได้จุดโทษตลอด 15 เกมแรกแล้ว พีทีที ระยอง ยังเป็นทีมที่เสียจุดโทษมากที่สุด โดยพวกเขาเสียจุดโทษไปแล้ว 5 ครั้ง ในฤดูกาลนี้

แมตช์ ชลบุรี เปิดรังรับน้องใหม่อย่าง เชียงใหม่ เอฟซี ซัดประตูกันมากที่สุด

สำหรับเกมที่มีการยิงประตูกันมากที่สุด ก็หนีไม่พ้นเกมที่ ชลบุรี เอฟซี เปิดบ้านเอาชนะ เชียงใหม่ เอฟซี 7-5 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน ที่ผ่านมา

ท่าเรือ สุดโหดครองสถิติใบเหลือง, แดง มากสุด

ส่วนสถิติใบเหลืองใบแดงนั้น ปรากฎว่าตลอด 15 แมทช์เดย์ที่ผ่านมา มีการแจกใบเหลืองไป 544 ใบ ใบแดงอีก 25 ใบ โดยทีมที่โดนใบเหลืองมากที่สุดก็เป็น การท่าเรือ เอฟซี กับ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ที่ได้รับใบเหลืองไปทีมละ 46 ใบ ส่วนทีมที่โดนใบแดงมากที่สุดก็เป็น การท่าเรือ เอฟซี ที่ได้รับไป 5 ใบ

ลอนซาน่า ดุมบูย่า คว้าดาวซัลโวครึ่งฤดูกาลแรก

มากันที่สถิติรายบุคคลกันบ้าง โดยสถิติรายบุคคลเรื่องแรกที่เราจะพูดถึงคือการทำประตู ซึ่งผ่านไปแล้ว 15 เกม คนที่ทำประตูได้มากที่สุดก็เป็น ลอนซาน่า ดุมบูย่า ดาวยิงจากแดนน้ำหอมของทีมน้องใหม่อย่าง ตราด เอฟซี ที่ทำไปแล้ว 12 ประตู จาก 15 เกม ส่วนอันดับรองลงมาเป็น ลูเคี่ยน อัลเมด้า ของ ชลบุรี เอฟซี และ เนลสัน โบนีญ่า ของ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ที่ทำไป 11 ลูก

ลอนซาน่า ดุมบูย่า

เมืองทอง ฟอร์มตกแต่ เฮแบร์ตี้ ยังขึ้นแท่นจอมแอสซิสต์

ผ่านจอมถล่มประตูกันไปแล้ว เราก็มาดูจอมแอสซิสต์กันบ้าง ซึ่งคนที่ทำแอสซิสต์ได้มากที่สุดในช่วงเลกแรกก็เป็น เฮแบร์ตี้ แฟร์นานเดซ แนวรุกของ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ที่ทำไปแล้ว 7 แอสซิสต์ ส่วนอันดับสองเป็นของ สรรวัชญ์ เดชมิตร มิดฟิลด์ทีมชาติไทยของ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ที่ทำไป 5 ครั้ง

ศิวรักษ์ คลีนชีตมากสุด

ส่วนผู้รักษาประตูที่รักษาคลีนชีตได้มากที่สุด ก็เป็น ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน มือกาวทีมชาติไทยของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่ไม่เสียประตู 8 นัด จากการลงสนาม 15 เกม ส่วนอันดับ 2 มีด้วยกัน 2 คน ได้แก่ อภิรักษ์ วรวงษ์ นายด่านของสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด และ กิตติคุณ แจ่มสุวรรณ ของ สุโขทัย เอฟซี ที่ทำไปคนละ 6 คลีนชีต

ฟาลเคสการ์ด เซฟจุดโทษ 100%

อีกหนึ่งสถิติที่น่าสนใจของตำแหน่งผู้รักษาประตู ก็คือ สถิติการป้องกันจุดโทษได้ 100% ของ ไมเคิ่ล ฟาลเคสการ์ด มือกาวทีมชาติฟิลิปปินส์ของ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ที่ป้องกันจุดโทษได้ทั้ง 2 ครั้ง ที่ทีมเสีย โดยเป็นการเซฟจุดโทษในเกมบุกเสมอ นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี 1-1 และเกมแพ้คาบ้านต่อ ชลบุรี เอฟซี 2-4

ไมเคิ่ล ฟาลเคสการ์ด

ลูเคี่ยน ทำประตูต่อเกมมากที่สุด

ส่วนนักเตะที่ทำประตูในเกมๆ เดียวมากที่สุด ก็เป็น ลูเคี่ยน อัลเมด้า ดาวยิงตัวเก่งของ ชลบุรี เอฟซี ที่ทำคนเดียว 5 ประตู ในเกมเปิดบ้านชนะ เชียงใหม่ เอฟซี 7-5

มีนักเตะทำแฮตทริกไปแล้ว 5 คน

ส่วนนักเตะที่สามารถทำแฮตทริกได้ในไทยลีกหลังผ่านไปครึ่งทาง ก็มี 5 คนด้วยกัน ประกอบไปด้วย ยานนิค โบลี่ (ราชบุรี มิตรผล เอฟซี) ในเกมชนะ ตราด เอฟซี 3-2, ลูเคี่ยน อัลเมด้า (ชลบุรี เอฟซี) ในเกมชนะ เชียงใหม่ เอฟซี 7-5, เลอันโดร อัสซัมเซา (นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี) ในเกมชนะ ชลบุรี เอฟซี 4-0, เนลสัน โบนีญ่า (ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด) ในเกมชนะ พีที ประจวบ เอฟซี 6-1 และ บิรัม ดิยุฟ (ตราด เอฟซี) ในเกมเสมอ ชลบุรี เอฟซี 3-3

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์แฟนบอลเข้าสนามมากสุด

สำหรับสนามที่มีแฟนบอลเข้าชมในสนามมากที่สุดหลังผ่านไปถึง 15 เกม ได้แก่ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซึ่งสนามช้าง อารีน่า ของพวกเขา มีแฟนบอลเข้ามาดูเกมมากถึง 117,040 คน

“เอล กลาซิโก้ เมืองไทย” คนดูเยอะสุด

สำหรับเกมที่มีแฟนบอลเข้ามาชมเยอะที่สุดในช่วงเลกแรก ก็เป็นเกมเจอกันระหว่างของสองทีมยักษ์ใหญ่อย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กับ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ที่สนามช้าง อารีน่า ซึ่งมีผู้ชมมากถึง 27,009 คน ซึ่งผลในเกมนี้ ก็เป็นเจ้าบ้านที่เอาชนะไป 1-0

เอล กลาซิโก้ เมืองไทย

แฟนบอลเข้าสนามร่วม 7 แสน ยอดบัตร/สินค้าที่ระลึกมากกว่า 70 ล้าน

ส่วนยอดแฟนบอลที่เข้ามาเชียร์ในสนามตลอดทั้ง 120 เกม จากช่วง 15 สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีผู้ชมมากถึง 695,819 คน และยอดจำหน่ายบัตร รวมถึงสินค้าที่ระลึก ก็มากถึง 73,297,438 บาท

 

ติดตามโปรแกรมการแข่งขัน ไทยลีก 2019 พร้อมลิ้งดูบอลสด อัพเดตทุกสัปดาห์ได้ที่นี่ คลิกเลย

 

TRUE TALK : 5 เหตุผลที่ คีเลียน เอ็มบับเป้ ควรย้ายมาร่วมทีม ลิเวอร์พูล ... by "Chunka"

แม้ก่อนหน้านี้ ประธานสโมสรของ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง อย่าง นาสเซอร์ อัล เคไลฟี่ ยืนยันว่า คีเลียน เอ็มบัปเป้ จะอยู่กับยอดทีมแดนน้ำหอมต่อไปในฤดูกาลหน้า 200% แต่อย่าลืมว่า ในโลกที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์มหาศาลอย่าง ฟุตบอล ไม่มีดีลไหนที่เป็นไปไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเราคงไม่มีวันได้เห็นการย้ายทีมที่พังทุกสถิติการซื้อขายของ เนย์มาร์ ที่ เปแอสเช ยอมทุ่มเงินประเคนให้กับ บาร์เซโลน่า ถึงถิ่นคาตาลันกว่า 222 ล้านยูโร

วันนี้ TrueID Sports จะมาวิเคราะห์ถึงโอกาส ความเป็นไปได้ และเหตุผลสำคัญทั้ง 5 ข้อว่าทำไม คีเลียน เอ็มบัปเป้ ถึงควรโยกไปหาความท้าทายครั้งสำคัญในชีวิตการค้าแข้งกับแชมป์ยุโรปทีมล่าสุดอย่าง ลิเวอร์พูล

ลิเวอร์พูล

“พรีเมียร์ลีก” ลีกอันดับหนึ่งของโลก

พรีเมียร์ลีก คือหนึ่งในลีกระดับท็อปของโลก ที่เปี่ยมไปด้วยเหล่าบรรดาซูเปอร์สตาร์ระดับโลก มากมาย แน่นอน นักฟุตบอลอาชีพค่อนโลก ล้วนแต่ปรารถนาว่าอยากจะมาเล่นในลีกนี้ให้ได้สักครั้งในชีวิต และหนึ่งในนั้นอาจจะมีชื่อของ คีเลียน !!!

เอ็มบับเป้ อาจกำลังมองหาความท้าทายหรือการแข่งขันที่สูงขึ้นกว่าเดิม หลังเจ้าตัวผ่านการคว้าแชมป์มาแล้วทุกรายการในลีกบ้านเกิดของตัวเอง พร้อมกับพาทีมชาติฝรั่งเศส ผงาดคว้าแชมป์โลกมาครองได้สำเร็จ

แน่นอนด้วยวัยเพียงแค่ 20 ปีที่เปี่ยมไปด้วยความกระหายในความสำเร็จ บางที เวทีลีกเอิง ฝรั่งเศส อาจจะเล็กเกินไปสำหรับ คีเลียน และเมื่อลองกวาดสายตามองไปทั่วยุโรป หากไม่นับ ลา ลีก้า ที่มี บาร์เซโลน่า กับ เรอัล มาดริด ยืนจังก้าเป็นยักษ์ตระหง่านกลางยุโรปตอนใต้ ก็คงมีแค่เพียง พรีเมียร์ลีก นี่แหละที่ตอบโจทย์ชีวิตการค้าแข้งของเจ้าตัวมากที่สุด

และทีมจากพรีเมียร์ลีกที่ตกเป็นข่าวกับ คีเลียน มากที่สุด ณ ขณะนี้ก็คือ ลิเวอร์พูล นั่นเอง

ลิเวอร์พูล

“หงส์แดง” ต้องการ “แข้งแนวรุก” ระดับเวิลด์คลาส

ลิเวอร์พูล กำลังมองหานักเตะในตำแหน่งตัวรุกเพื่อเข้ามายกระดับทีมให้มีความแข็งแกร่งมากกว่าเดิม เพราะหากเราลองส่องขุมกำลังชุดปัจจุบัน อาจจะยังไม่เพียงพอต่อการขยับเข้าใกล้ถ้วยโทรฟี่ที่รอคอยมาร่วมสามทศวรรษอย่าง แชมป์ลีกสูงสุด

ท่ามกลางกระแสข่าวลือมากมาย ทั้งการเตรียมดึงตัว นิโกล่าส์ เปเป้ ดาวยิงจาก ลีลล์ และฮาคิม ซิเย็ค ตัวจิ๊ดจาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม แต่แน่นอนด้วยค่าตัวมหาศาลที่ดูเหมือนจะเกินฝีเท้ามากไปหน่อย ทำให้ เยอร์เก้น คล็อปป์ และทีมงานอาจจะต้องปรับหมากในตลาดซื้อขายนักเตะ เพื่อให้ได้แข้งระดับ “เวิลด์คลาส” ของจริง หาใช่ของปลอมทำเหมือน

90 ล้านปอนด์กับ นิโกล่าส์ เปเป้ อาจจะเทียบไม่ได้เลยกับ เอ็มบัปเป้ ที่ยังสด และมีอายุการใช้งานทะลุ 10 ปี แถมยังไม่ต้องพิสูจน์อะไรอีกแล้ว แน่นอนว่า บางที ดีลที่ ลิเวอร์พูล เตรียมยื่นไปอาจจะเป็นข้อเสนอที่ใหญ่ที่สุดในตลาดซื้อขายนักเตะหนนี้เลยก็เป็นได้

ลิเวอร์พูล

ลิเวอร์พูล มีเป้าหมายความสำเร็จอย่างชัดเจน
เอ็มบัปเป้ ก็เช่นกัน…

ผู้บริหารของ ลิเวอร์พูล มีเป้าหมายแผนงานต่างๆ ของทีมอย่างชัดเจนในการไล่ล่าความสำเร็จ โดยเฉพาะการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดให้ได้อีกครั้ง หลังจากที่ห่างหายไปนานนับเกือบ 30 ปี

นอกจากเพิ่งประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สมัยที่ 6 มาครองได้ และฝีมือมันสมองของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่พร้อมจะดึงศักยภาพของนักเตะระดับท็อปมาใช้ได้เกิดประโยชน์มากที่สุด ดังนั้น เอ็มบับเป้ จึงเป็นตัวเลือกที่ดีในการเข้ามาช่วยเพิ่มศักยภาพของทีมให้มีความแข่งแกร่งมากขึ้น คล้ายดั่งจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะเติมเต็มภาพโทรฟี่พรีเมียร์ลีกทั้งระยะสั้น และระยะยาว

ลิเวอร์พูล

“เดอะ ค็อป” ที่จะไม่ทำให้ เอ็มบัปเป้ ต้องเดียวดาย

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เหล่า “เดอะ ค็อป” คือกลุ่มแฟนบอลที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก พวกเขาพร้อมที่จะก้าวเดินกับทีมไปด้วยกันในทุกๆ สถานการณ์ ไม่ว่าจะดี หรือร้าย ดั่งวลีดังก้องโลกอย่าง “You’ll Never Walk Alone

หาก เอ็มบับเป้ ได้ลองมาสัมผัสกับบรรยากาศที่แห่งนี้ด้วยการเป็นนักเตะของ ลิเวอร์พูล เชื่อว่าเขาจะเป็นอีกหนึ่งคนที่ได้รับแรงสนับสนุนที่ดีจากเหล่าแฟนบอล ได้กลุ่มแฟนคลับของตนเองที่จะคอยตามให้กำลังใจตลอด ไม่ว่าจะไปเยือนที่ไหนก็ตาม ซึ่งนั่นคือกำไรชีวิตที่ คีเลียน จะไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต คล้ายๆ กับอดีตแข้ง “หงส์แดง” มากมายที่ยังคงรัก และผูกพันกับยอดทีมแห่งเมอร์ซีย์ไซด์ไม่เปลี่ยน

Peter Byrne/PA via AP

“แอนฟิลด์” โรงงานผลิตเครื่องจักรถล่มประตูระดับท็อป

กรุงศรีอยุธยา ไม่เคยสิ้นคนดีฉันใด
แอนฟิลด์ ก็ไม่เคยสิ้นกองหน้าฝีเท้าดีฉันนั้น

ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน “แอนฟิลด์” ยังคงเป็นแหล่งเพาะบ่ม สร้างชื่อ และผลิตกองหน้าระดับท็อปมาประดับวงการมากมาย ชื่อของ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์, ไมเคิ่ล โอเว่น, เฟร์นานโด ตอร์เรส, หลุยส์ ซัวเรซ กระทั่งก้าวเข้าสู่ยุคของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์

พวกเขาเหล่านี้ล้วนแต่ถูกยกย่องโดยเหล่า “เดอะ ค็อป” ว่าเป็นสุดยอดกองหน้าของสโมสร ในแต่ละยุคสมัย ซึ่งน่าจะเป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญในการดึงดูดให้กองหน้าเฟร้นช์แมนสนใจที่จะเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างประวัติศาสตร์ของสโมสร

ไม่แน่ว่าถ้าหากเขาสามารถยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำ ชื่อของ คีเลียน เอ็มบัปเป้ ก็อาจจะได้ไปอยู่ในทำเนียบรายชื่อที่ถูกยกว่าเป็นสุดยอดดาวยิงตลอดกาลของทีมก็เป็นได้

ลองจินตนาการภาพดูว่า ซาดิโอ มาเน่ กำลังควบบอลด้วยความเร็วดุจจรวดก่อนแทงต่อให้ โม ซาลาห์ ควบไปถึงเส้นหลังดึงจังหวะตบกลับเข้ามาหน้าปากประตูให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ โหม่งชงมาที่เสาไกลให้ คีเลียน เอ็มบัปเป้ เข้าฮอร์สจ่อๆ ก่อนวิ่งไปหาแฟนบอลพร้อมกับทำท่ากอดอกกวนๆ อันเป็นเอกลักษณ์ให้เหล่า “เดอะ ค็อป” ได้เริงร่ากัน แค่นี้พรีเมียร์ลีก ซีซั่นใหม่ก็คงมันส์ขึ้นกว่าเดิมเห็นๆ

แต่สำคัญที่สุด… คีเลียน เอ็มบัปเป้ ต้องย้ายมาก่อนนะครับ (ฮา)

“Chunka”

 

TRUE TALK : ย้อนไทม์ไลน์ “มาดามแป้ง” กับ 12 ปีโรแมนติก บนเส้นทางนายหญิงทัพชบาแก้ว ... by "Chunka"

จบไปแล้วสำหรับฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลก 2019 ที่ประเทศฝรั่งเศส ในรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเกมที่แฟนบอลชาวไทยต่างผิดหวังไปตามๆ กัน หลังฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย พลาดท่าพ่ายในเกมส่งท้ายให้กับทีมชาติชิลี 0-2 จบด้วยอันดับบ๊วยของกลุ่ม จากการแพ้รวดทั้งหมด ทำให้เส้นทางฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลกต้องหยุดไว้เพียงแค่รอบนี้เท่านั้น

มาดามแป้ง

หลังจบเกม ทาง “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซ่ำ ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมที่อยู่มานานเกือบ 12 ปี พร้อมด้วย “โค้ชหนึ่ง” หนึ่งฤทัย สระทองเวียน เฮดโค้ชฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย เพื่อรับผิดชอบต่อผลงานที่เกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินน้ำหอม

TrueID Sports อาสาพามาดูเส้นทางของทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย นับตั้งแต่ที่ “มาดามแป้ง” เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติไทย เธอผ่านสมรภูมิต่างๆ มาแล้วอย่างไรบ้าง

เข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีมครั้งแรก

นวลพรรณ ล่ำซำ มีโอกาสเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยเป็นครั้งแรก ในช่วงปี 2008

ก่อนหน้านี้ เธอได้รับตำแหน่งผู้จัดการทีมนักกีฬาคนพิการทีมชาติไทย ชุดการแข่งขันกีฬาคนพิการภาคพื้นตะวันออกไกล และแปซิฟิกตอนใต้ (FESPIC Games) ครั้งที่ 9 ที่ มาเลเซีย และชุดเอเชียนพาราลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 4

ซึ่ง นายวรวีร์ มะกูดี นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ในสมัยนั้น ได้มีการทาบทามให้เธอเข้ามารับตำแหน่งนี้ ซึ่งได้อธิบายถึงหน้าที่ต่างๆ ความรับผิดชอบในฐานะผู้จัดการทีมหลักๆ คือการบริหารจัดการทีม จากนั้น นวลพรรณ จึงได้มีการเริ่มวางแผนงานเพื่อไล่ล่าความสำเร็จในรายการซีเกมส์, ฟุตบอลหญิงชิงแชมป์อาเซียน และชิงแชมป์เอเชีย รวมไปถึงการพาทัพ “ชบาแก้ว” ก้าวไปสู่ในเวทีระดับโลกให้ได้เร็วที่สุด

“ทัพชบาแก้ว” ก่อนยุคที่ มาดามแป้ง จะเข้ามาเป็นผู้จัดการทีมนั้น ถือเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จมาพอสมควร โดยเคยรั้งอยู่ในอันดับที่ 33 ของโลก เมื่อช่วงปี 2007 และคว้าแชมป์ฟุตบอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย มาแล้วหนึ่งครั้ง (ปี 1983) ส่วนในกีฬาซีเกมส์ ทัพขาอ่อนทีมชาติไทยยังเคยไปไกลเหรียญทอง มาแล้ว 4 หน

เส้นทางการเป็นผู้จัดการทีม

นวลพรรณ ได้เริ่มสร้างชื่อเสียงของเธอกับทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย จากที่ไม่ค่อยอยู่ในสายตาของแฟนบอลไทย เธอสามารถเนรมิตให้ทีมชุดนี้เป็นที่รู้จักของคนในวงกว้างได้ กระทั่งปัจจุบันทัพ “ชบาแก้ว” รั้งอันดับที่ 34 ของโลก (อ้างอิงจาก ฟีฟ่า แรงกิ้ง) ด้วยผลงานที่โดนเด่นมากมายหลายรายการ เราจึงขอยกรายการสำคัญที่เป็นบันไดในการเริ่มต้นสู่ความสำเร็จ เช่น…

การแข่งขันฟุตบอลซีเกมส์ ปี 2009 ที่ประเทศลาว ถือเป็นงานใหญ่ชิ้นแรกนับตั้งแต่เธอก้าวเข้ามารับบทผู้จัดการทีม แต่สุดท้ายไทยทำได้เป็นแค่เพียงจบด้วยการเป็นรองแชมป์เท่านั้น หลังแพ้การดวลจุดโทษต่อ เวียดนาม ทีมที่เรียกได้ว่าเป็นคู่รักคู่แค้นด้วยกันมาตลอด

คราบน้ำตาที่เวียงจันทน์ ถือเป็นจุดหักเหครั้งสำคัญที่ นวลพรรณ ได้ตั้งเป้าหมายกับตัวเองเอาไว้ว่า ทีมชาติไทยจะต้องก้าวไปเล่นในฟุตบอลโลกให้ได้ในอนาคต

ต่อมาคือ ฟุตบอลหญิงซีเกมส์ ครั้งที่ 27 ประเทศเมียนมา รอบชิงชนะเลิศ ที่ มัณฑะลาร์ ธิริ สปอร์ต สเตเดี้ยม เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2013 ทีมชาติไทย พบกับ เวียดนาม ภายใต้การคุมทัพของ “โค้ชหนึ่ง” หนึ่งฤทัย สระทองเวียน ซึ่งในรอบรองชนะเลิศก่อนหน้านี้ ไทย สามารถเอาชนะชาติเจ้าภาพในการดวลจุดโทษด้วยสกอร์ 9-8

สุดท้ายเป็นทาง “ชบาแก้ว” สามารถเอาชนะ เวียดนาม ไปได้ 2-1 จากการทำประตูของ นภัทร สีเสริม และอนุชศรา หมายเจริญ สามารถคว้าเหรียญทองมาครองได้สำเร็จ ถือเป็นอีกหนึ่งการเริ่มต้นเส้นทางความสำเร็จครั้งสำคัญของยอดผู้จัดการทีมหญิงรายนี้

ก้าวแรกสู่เวทีระดับโลก

แน่นอนว่า ความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดที่ “มาดามแป้ง” ได้ทิ้งไว้ให้กับพงศาวดารลูกหนังบ้านเราก็คือ การสร้างประวัติศาสตร์พาทัพ “ชบาแก้ว” ผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลก รอบสุดท้ายได้ถึงสองครั้งด้วยกัน

21 พฤษภาคม 2014 ทัพ “ชบาแก้ว” ได้ทำความฝันที่ยิ่งใหญ่ให้เป็นจริงได้ คือ การคว้าอันดับ 5 ในศึกชิงแชมป์เอเชีย หลังชิงตั๋วใบสุดท้ายมาครองด้วยการเฉือนเอาชนะ เวียดนาม ไปได้ 2-1 ซึ่ง กาญจนา สังข์เงิน กองหน้าตัวเก่ง เหมาคนเดียวสองประตู พาทีมไปลุยฟุตบอลโลกปี 2015 ที่ประเทศแคนาดาได้สำเร็จชนิดสุดช็อกแฟนบอลทั้งโลก

แม้ฟุตบอลโลกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย จะเต็มไปด้วยความยากลำบาก หลังต้องอยู่ร่วมกลุ่มกับทีมระดับ เยอรมัน, นอร์เวย์ และไอวอรี่ โคสต์ แต่นั่นหาได้ทำให้กำลังใจของ นวลพรรณ และลูกทีมนั้นถดถอยลงแต่อย่างใด เพราะเธอถือว่านี่เป็นก้าวแรกที่จะช่วยทำให้คนทั้งโลกได้รู้จักกับคำว่า “ฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย”

ในการลงเกมเปิดสนามนัดแรก ไทย พ่ายให้กับอดีตแชมป์โลกอย่าง นอร์เวย์ ไปแบบหมดทางสู้ 4-0 จากนั้นในนัดที่สอง เราสามารถแก้ตัวได้สำเร็จด้วยการเอาชนะ ไอวอรี่ โคสต์ ไปแบบสุดมันส์ 3-2 ซึ่งในเกมดังกล่าว อรทัย ศรีมณี เหมาคนเดียวสองประตู แถมยังจารึกชื่อตัวเองในฐานะคนไทยคนแรกที่พังประตูในเวิลด์ คัพ รอบสุดท้าย ถือเป็นสามคะแนนที่เชื่อว่าจะอยู่ในหัวใจของ นวลพรรณ และแฟนบอลไทยไปตลอดกาล

แม้เกมสุดท้าย ไทย จะแพ้ต่อ เยอรมัน ขาดลอย 0-4 ร่วงตกรอบแบ่งกลุ่มไปตามความคาดหมาย แต่ฟุตบอลโลกครั้งแรกของ “มาดามแป้ง” ถือเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะพรรณาใดๆ ด้วยหัวใจ และสปิริตของทีมที่ถูกหล่อหลอมโดยหญิงเหล็กคนนี้

มาดามแป้ง

หลังจากที่ผ่านช่วงหลังฟุตบอลโลก ก็ได้ลุยต่อกับภารกิจ ฟุตบอล ปรีโอลิมปิก รอบคัดเลือกโซนเอเชีย รอบที่สอง ที่เป็นอีกหนึ่งทัวร์นาเม้นต์ที่ ไทย ทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวังอีกครั้ง โดยการปราชัยต่อ เวียดนาม 2-0 ในนัดสุดท้ายทำให้ “ชบาแก้ว” ร่วงตกรอบทันที

การตกรอบครั้งนี้ ทำให้ “โค้ชหนึ่ง” ตัดสินใจประกาศลาออกจากตำแหน่งเฮดโค้ช ฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย เพื่อรับผิดชอบต่อผลงานที่น่าผิดหวัง ซึ่งนอกจากการประกาศลาออกของเฮดโค้ชรายนี้แล้ว ทาง “มาดามแป้ง” ก็มีความคิดที่อาจจะไม่ทำทีมต่อ

แต่อย่างไรก็ตามสุดท้ายเธอก็ได้เลือกที่จะอยู่สู้ต่อไป…

สเปนเซอร์ ไพรเออร์ เฮดโค้ชฝีมือดีชาวอังกฤษ คือคนที่มีโอกาสเข้ามารับช่วงคุมทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย ต่อจาก หนึ่งฤทัย สระทองเวียน ช่วงเดือน พฤษภาคม 2016 และสามารถพาทีมคว้าแชมป์อาเซียนมาครองได้สำเร็จในช่วงปีดังกล่าว จากการเอาชนะ เวียดนาม ด้วยการดวลจุดโทษ 6-5 พร้อมได้โควต้าไปเล่นในรอบฟุตบอลหญิง ชิงแชมป์เอเชีย ได้อีกด้วย

แต่หลังจากนั้น เจ้าตัวได้ขอยุติบทบาทการคุมทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยด้วยเหตุผลส่วนตัว หลังเสร็จสิ้นภารกิจในฟุตบอลหญิง ซีเกมส์ ที่ประเทศมาเลเซีย ทำให้สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ต้องเร่งหาหัวหน้าผู้ฝึกสอนคนใหม่เข้ามาแทนที่ จึงได้เลือกกลับมาใช้บริการ หนึ่งฤทัย สระทองเวียน อีกครั้งในการล่าตั๋ว ฟุตบอลโลก 2019 ที่ประเทศฝรั่งเศส

ปี 2018 นวลพรรณ พร้อมทีมได้เดินทางไปทำศึกฟุตบอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย ที่ประเทศจอร์แดน ภายใต้แรงกดดัน พ่วงกับความคาดหวังมหาศาลจากแฟนบอล ที่ต้องการเห็นทีมชาติไทยผ่านเข้าไปเล่นในเวิลด์ คัพให้ได้อีกสมัย ซึ่งครั้งนี้ พวกเธอสามารถพิชิตอุปสรรคทั้งปวงได้ด้วยการพาตัวเองเข้าไปไกลถึงรอบตัดเชือกได้เป็นครั้งแรกในรอบ 32 ปี คว้าตั๋วไปลุยฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้สมใจ ถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงที่ “มาดามแป้ง” ฝากไว้ให้กับวงการฟุตบอลไทยอีกครั้ง

แม้ว่าเส้นทางของ ไทย ในเวทีฟุตบอลโลก 2019 จะเรียกได้ว่าเป็นงานช้างที่สุดนับตั้งแต่ที่ นวลพรรณ ก้าวมาทำทีม หลังถูกจับติ้วให้ไปอยู่ใน “กรุ๊ปออฟเดท” ที่มีทั้ง สหรัฐอเมริกา, สวีเดน และชิลี แต่ในเมื่อทุกคนต้องเดินลงสู่สนาม พร้อมกับแบกศักดิ์ศรีคนไทยกว่า 70 ล้านคน ฉะนั้น ทุกวินาทีที่ ฝรั่งเศส จึงเปรียบเสมือนกำแพงที่ “ชบาแก้ว” ต้องก้าวข้ามไปให้ได้ ไม่ว่าสุดท้ายผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็ตาม

13-0 คือสกอร์ที่ทำให้คนทั้งโลกได้รู้จักกับฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยอีกครั้งในฐานะ “เหยื่ออันโอชะ” ของแข้งสาวแดนมะกัน ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ มากมายของแฟนบอลที่ตั้งคำถามกับทีมชุดนี้ รวมถึง นวลพรรณ ว่า “ถึงเวลาเปลี่ยนแปลงทีม” แล้วหรือยัง ?

ฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย

สภาพจิตใจอันบอบช้ำ
น้ำตาที่ไหลอาบแก้มนักเตะค่อนทีม
สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความอ่อนล้า
“ชบาแก้ว” จะกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงในเกมนัดที่สองได้อย่างไร…

ท่ามกลางคำดูถูกเหยียดหยามมากมาย หลายๆ คนต่างมองว่า ไทย ไม่น่าจะรอดจากเงื้อมมือของ สวีเดน ที่เคยเป็นทั้งรองแชมป์โลก และอันดับสามอีกสองหน ถามว่า ไทย จะทำประตูได้หรือไม่ยิ่งเป็นอะไรที่ดูเหมือนจะ “เลอะเทอะ” กันไปใหญ่

มาดามแป้ง

แต่ในชีวิตจริง ถ้าใจคุณสู้ โอกาสย่อมมีให้กับคุณอยู่เสมอ และเกมนี้ “ชบาแก้ว” สามารถทำในสิ่งที่เรียกได้ว่า “เซอร์ไพรส์” คนทั้งโลกได้ หลัง กาญจนา สังข์เงิน ควบบอลด้วยความเร็วดุจแม่ชีต้าร์ก่อนเข้าไปกดด้วยขวาตู้มเดียว…

ไทย ได้ประตูตีไข่แตก ถือเป็นประตูที่สี่ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายของ นวลพรรณ

AP Photo/David Vincent

วันเวลาดำเนินมาถึงเกมนัดสุดท้ายที่ ไทย ยังคงมีความหวังเล็กๆ ในการเข้ารอบต่อไป หากสามารถเอาชนะ ชิลี ได้ และต้องลุ้นให้ นิวซีแลนด์ เสมอกับ แคเมอรูน เพื่อเข้ารอบเป็นทีมอันดับ 3 ที่ดีที่สุดต่อไป แต่สุดท้ายผลคู่ดังกล่าวกลับไม่เป็นใจ บวกกับทีมชาติไทย ก็พ่ายต่อ ชิลี ไป 0-2 ทำให้เราต้องยุติเส้นทางฝันไว้ที่รอบแบ่งกลุ่มเท่านั้น

แต่เชื่อหรือไม่ว่า การตกรอบในครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้คนไทย รวมถึงตัวผู้เขียนรู้สึกเสียใจเลยแม้แต่น้อย…

เราภูมิใจที่ได้เห็น “หัวใจที่แกร่ง” และเข้มแข็งของฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยเกินกว่าที่เพศสภาพทางกฎหมายจะกำหนดไว้

เช่นเดียวกับหัวใจของ “มาดามแป้ง” ที่แกร่งราวกับเสริมใยเหล็กไว้ในอกข้างซ้าย…

ฟุตบอลหญิง

“ชบาแก้ว” ในยุคนวลพรรณ ถือได้ว่าประสบความสำเร็จมาอย่างมากมาย

ผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย สองสมัย (2015, 2019)
เอเชี่ยนคัพ อับดับ 5 ปี 2014 และอันดับ 4 ปี 2018
เอเชียนเกมส์ สามารถทะลุเข้าสู่รอบควอเตอร์ไฟน่อลได้สองครั้ง
แชมป์ฟุตบอลหญิงชิงแชมป์อาเซียน (2011, 2015, 2016 และ 2018)
เหรียญทองฟุตบอลหญิงซีเกมส์ (ปี 2013)

ฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย
AP Photo/Claude Paris

หลังจากยุติบทบาทการเป็นผู้จัดการทีม เธอได้กล่าวส่งท้ายว่า “เราเดินมาเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกได้สำเร็จถือว่าเป็นสมัยที่ 2 ที่ทางแป้ง และ “โค้ชหนึ่ง” ได้พาทีมเข้ารอบ สำหรับแป้งเองรับตำแหน่งผู้จัดการฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งเป็นเวลาเกือบ 12 ปี”

“จนถึงวันนี้ ต้องยอมรับว่ามีความผูกพันกับน้องๆ ในทีมเป็นอย่างมาก ครึ่งทีม นักเตะส่วนใหญ่หลายๆ คน อยู่กับแป้งมาตั้งแต่วันแรก เมื่อสักครู่ ก็ได้มีการพูดคุยกับน้องๆ ทั้งหมดแล้ว ว่าแป้งและอาจารย์หนึ่ง จะขอยุติบทบาท โดยเฉพาะตัวแป้งเอง ขอยุติบทบาทการเป็นผู้จัดการทีม ตลอด 12 ปี ที่ผ่านมา และได้ขอบคุณน้องๆ นักกีฬาในทีม พร้อมให้กำลังใจ”

สิ่งที่เกิดขึ้นตลอด 12 ปีที่ผ่านมา กับทีมชาติไทยภายใต้การบริหารของ “มาดามแป้ง” ถือเป็นเทพนิยายที่เต็มไปด้วยเรื่องราวหลากหลายรสชาติ มีทั้งสุข ทุกข์ เสียงหัวเราะ คราบน้ำตา ดังนั้น หากจะเปรียบว่าเธอเป็น “หัวใจสำคัญ” ที่คอยทุ่มเทช่วยเหลือ สร้างความอบอุ่นให้กับนักเตะทีมงานภายในทีมมาโดยตลอด ก็คงไม่ผิดแต่อย่างใด

เส้นทางต่อไปของ “มาดามแป้ง” หลังจากนี้นับได้ว่าน่าสนใจมากๆ เธอจะเข้ามาทุ่มเททั้งกาย และใจให้กับ การท่าเรือ เอฟซี ที่กำลังอยู่ในสถานการณ์ลุ้นแชมป์ ไทยลีก 2019 หรือว่าจะเลือกเดินสู่เส้นทางในการเป็นผู้สมัคร นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ในสมัยหน้า และไม่ว่าเธอจะเลือกเส้นทางใด สิ่งสำคัญที่สุดที่ นวลพรรณ ได้พิสูจน์มาตลอด 12 ปีที่ผ่านมาก็คือ…

หัวใจของผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้ มีแต่คำว่า “ฟุตบอล”

“Chunka”  

 

TrueID Sports Hightlights : โปรแกรมถ่ายทอดสดกีฬา 22-23 June 2019

สุดสัปดาห์นี้ พบกับรายการกีฬาเด็ดมากมาย ที่พร้อมระเบิดความมันส์ แฟนฟุตบอลห้ามพลาดศึกฟุตบอลโลกหญิง 2019 ที่เข้าสู่รอบน็อคเอาท์กันแล้ว ขณะเดียวกัน ยังมีฟุตบอลรายการใหญ่ แอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ 2019 เริ่มแข่งขันกันด้วย

นอกจากนี้ยังกีฬาระดับโลกรายการอื่น ๆ ให้รับชมกันอย่างจุใจทั้ง กอล์ฟ PGA ทัวร์ และเทนนิส ATP ทัวร์ถึง 2 รายการ แฟนกีฬาตัวจริง ห้ามพลาด!

ฟุตบอล

ศึกฟุตบอล ไทยลีก 1 สัปดาห์ที่ 15 ของฤดูกาล 2019 บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แชมป์เก่า และทีมจ่าฝูง จะเปิดบ้านพบ เชียงใหม่ เอฟซี ส่วนรองจ่าฝูง การท่าเรือ บุกเยือน สมุทรปราการ ซิตี้

โปรแกรม ฟุตบอลไทยลีก สัปดาห์ที่ 15

วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน 2562
17.45 น. เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด – ตราด เอฟซี ทางช่อง True4U / True Sport HD 2
18.00 น. ราชบุรี มิตรผล เอฟซี – พีที ประจวบ เอฟซี ทางช่อง True Sport HD 3
19.00 น. สุโขทัย เอฟซี – นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ทางช่อง True Music (TVS 357)
20.00 น. บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด – เชียงใหม่ เอฟซี ทางช่อง True Sport HD 2

วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน 2562
18.00 น. พีทีที ระยอง – แบงค็อก ยูไนเต็ด ทางช่อง True4U / True Sport HD 2
18.00 น. ชัยนาท ฮอร์นบิล – ชลบุรี เอฟซี ทางช่อง True Music (TVS 357)
19.00 น. สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด – สุพรรณบุรี เอฟซี ทางช่อง True Sport HD 3
19.00 น. สมุทรปราการ ซิตี้ – การท่าเรือ เอฟซี ทางช่อง True Sport 2

ร่วมส่งใจเชียร์ 3 นักเตะไทยสู่ศึก เจ1 ลีก โดยสัปดาห์นี้ “เจ ชนาธิป” นำทัพ คอนซาโดเล ซัปโปโร เปิดบ้านพบ ซากัน โตสุ ส่วน “อุ้ม ธีราทร” จะลงเล่นให้ โยโกฮาม่า เอฟ มารินอส พบ มัตสุโมโตะ ยามากะ ขณะที่ โออิตะ ทรินิตะ ของ “นิว ฐิติพันธ์” บุกเยือน วิสเซล โกเบ

โปรแกรม ฟุตบอลเจ1 ลีก สัปดาห์ที่ 16 (คู่ที่มีถ่ายทอดสด)

วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน 2562
12.00 น. คอนซาโดเล่ ซัปโปโร – ซากัน โทตสุ ทางช่อง True Sport HD 2
16.00 น. โยโกฮาม่า เอฟ มารินอส – มัตสุโมโตะ ยามากะ ทางช่อง True Sport HD 3
16.00 น. โออิตะ ทรินิตะ – วิสเซล โกเบ ทางช่อง True Sport HD

ศึกฟุตบอลโลกหญิง 2019 รอบ 16 ทีมสุดท้าย ทีมเต็งอย่าง เยอรมัน, บราซิล รวมถึงเจ้าภาพ ฝรั่งเศส มีคิวลงเล่นรอบร็อคเอาท์ในช่วงสุดสัปดาห์นี้

โปรแกรมฟุตบอลโลกหญิง 2019 รอบ 16 ทีมสุดท้าย

วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน 2562
22.30 น. เยอรมัน – ไนจีเรีย ทางช่อง beIN Sports 1 / beIN Sports 4
02.00 น. นอร์เวย์ – ออสเตรเลีย ทางช่อง beIN Sports 1 / beIN Sports 4 (คืนวันเสาร์)

วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน 2562
22.30 น. อังกฤษ – แคเมอรูน ทางช่อง beIN Sports 1 / beIN Sports 4
02.00 น. ฝรั่งเศส – บราซิล ทางช่อง beIN Sports 1 / beIN Sports 4 (คืนวันอาทิตย์)

ศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติแอฟริกา 2019 รอบแบ่งกลุ่ม โดยในช่วงสุดสัปดาห์นี้มีทีมดัง ๆ อย่าง ไนจีเรีย, เซเนกัล และ โมร็อกโก ลงสนามให้ได้รับชมกัน

โปรแกรม ฟุตบอล แอฟริกัน คัพ ออฟ เนชั่นส์ 2019

วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน 2562
21.30 น. ดีอาร์ คองโก – อูกานดา ทางช่อง beIN Sports 2
00.00 น. ไนจีเรีย – บุรุนดี ทางช่อง beIN Sports 2 (คืนวันเสาร์)
03.00 น. กินี – มาดากัสการ์ ทางช่อง beIN Sports 2 (คืนวันเสาร์)

วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน 2562
21.30 น. โมร็อกโก – นามิเบีย ทางช่อง beIN Sports 2
00.00 น. เซเนกัล – แทนซาเนีย ทางช่อง beIN Sports 2 (คืนวันเสาร์)
03.00 น. แอลจีเรีย – เคนยา ทางช่อง beIN Sports 2 (คืนวันเสาร์)

กอล์ฟ

กอล์ฟ PGA Travelers Championship 2019

วันพฤหัสที่ 20 มิถุนายน 2562
02.00 น. การแข่งขันรอบแรก ทางช่อง Golf Channel (คืนวันพฤหัส)

วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน 2562
02.00 น. การแข่งขันรอบที่ 2 ทางช่อง Golf Channel (คืนวันศุกร์)

วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน 2562
00.00 น. การแข่งขันรอบที่ 3 ทางช่อง Golf Channel (คืนวันเสาร์)

วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน 2562
00.00 การแข่งขันรอบสุดท้าย ทางช่อง Golf Channel (คืนวันอาทิตย์)

เทนนิส
เทนนิส ATP Noventi Open 2019

รอบรองชนะเลิศ
วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน 2562 เริ่ม 18.30 น. ทางช่อง True Tennis HD

รอบชิงชนะเลิศ
วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน 2562 เริ่ม 18.00 น. ทางช่อง True Tennis HD

เทนนิส ATP Fever Tree Championship 2019

รอบรองชนะเลิศ
วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน 2562 เริ่ม 19.00 น. ทางช่อง True Sport HD

รอบชิงชนะเลิศ
วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน 2562 เริ่ม 20.30 น. ทางช่อง True Sport HD

สนุก เพลิดเพลินไปกับรายการกีฬาโปรดของคุณ ตลอดวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ได้ที่ TrueID ที่นี่ที่เดียว!

** วันและเวลาแข่งขัน อาจมีการเปลี่ยนแปลง **

 

โปรแกรมการแข่งขัน แอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ 2019 พร้อมลิ้งก์ดูบอลสด

ตารางการแข่งขัน ฟุตบอล แอฟริกัน คัพ ออฟ เนชั่นส์ 2019 หรือฟุตบอล ชิงแชมป์แห่งทวีป แอฟริกัน  พร้อมช่องดูบอลสดผ่าน TrueID  เพียงแค่คุณ สมัครสมาชิก และ เข้าสู่ระบบ  TrueID (วิธีสมัคร คลิก!) คุณก็สามารถติดตามชมแบบสดๆ ทุกคู่ ทุกแมทช์ ครบทั้งฤดูกาล ผ่านทางเว็บไซต์ sport.trueid.net ได้อย่างสบายใจด้วยภาพ และเสียงที่คมชัดระดับ HD แถมยังถูกลิขสิทธิ์อีกด้วย

โปรแกรมถ่ายทอดสด และตารางการแข่งขัน แอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ 2019 ที่ประเทศ อียิปต์ ระหว่างวันที่ 21 มิถุนายน – 19 กรกฎาคม 2019

ตารางแข่งขันแอฟริกัน คัพ ออฟ เนชั่นส์ 2019

รอบแบ่งกลุ่ม

คืนวันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน 2019
03.00 น. อียิปต์ – ซิมบับเว
รับชมได้ทาง :  BeIN Sports 2

วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน 2019
21.30 น. ดีอาร์ คองโก – ยูกันดา
รับชมได้ทาง :  BeIN Sports 2
00
.00 น. ไนจีเรีย – บุรุนดี
รับชมได้ทาง : BeIN Sports 2
03.00 น. กินี – มาดากัสการ์
รับชมได้ทาง : BeIN Sports 2

วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน 2019
21.30 น. โมร็อกโก – นามิเบีย
รับชมได้ทาง :  BeIN Sports 2
00
.00 น. เซเนกัล – แทนซาเนีย
รับชมได้ทาง : BeIN Sports 2
03.00 น. แอลจีเรีย – เคนย่า
รับชมได้ทาง : BeIN Sports 2

วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน 2019
21.30 น. ไอเวอรี่โคสต์ – แอฟริกาใต้
รับชมได้ทาง :  BeIN Sports 2
00
.00 น. ตูนิเซีย – แองโกลา
รับชมได้ทาง : BeIN Sports 2
03.00 น. มาลี – มอริเตเนีย
รับชมได้ทาง : BeIN Sports 2

คืนวันอังคารที่ 25 มิถุนายน 2019
00.00 น. แคเมอรูน – กินี บิสเซา
รับชมได้ทาง :  BeIN Sports 2
03.00 น. กาน่า – เบนิน
รับชมได้ทาง : BeIN Sports 2

วันพุธที่ 26 มิถุนายน 2019
21.30 น. ไนจีเรีย – กินี
รับชมได้ทาง :  BeIN Sports 2
00
.00 น. ยูกันดา – ซิมบับเว
รับชมได้ทาง : BeIN Sports 2
03.00 น. อียิปต์ – ดีอาร์ คองโก
รับชมได้ทาง : BeIN Sports 2

วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน 2019
21.30 น. มาดากัสการ์ – บุรุนดี
รับชมได้ทาง :  BeIN Sports 2
00
.00 น. เซเนกัล – แอลจีเรีย
รับชมได้ทาง : BeIN Sports 2
03.00 น. เคนย่า – แทนซาเนีย
รับชมได้ทาง : BeIN Sports 2

วันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน 2019
21.30 น. ตูนิเซีย – มาลี
รับชมได้ทาง :  BeIN Sports 2
00
.00 น. โมร็อกโก – ไอเวอรี่โคสต์
รับชมได้ทาง : BeIN Sports 2
03.00 น. แอฟริกาใต้ – นามิเบีย
รับชมได้ทาง : BeIN Sports 2

วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน 2019
21.30 น. มอริเตเนีย – แองโกลา
รับชมได้ทาง :  BeIN Sports 2
00
.00 น. แคเมอรูน – กาน่า
รับชมได้ทาง : BeIN Sports 2
03.00 น. เบนิน – กินี บิสเซา
รับชมได้ทาง : BeIN Sports 2

วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน 2019
23.00 น. บุรุนดี – กินี
รับชมได้ทาง :
23.00 น. มาดากัสการ์ – ไนจีเรีย
รับชมได้ทาง : 
02.00 น. ซิมบับเว – ดีอาร์ คองโก
รับชมได้ทาง : 
02.00 น. ยูกันดา – อียิปต์
รับชมได้ทาง : 

วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม 2019
23.00 น. นามิเบีย – ไอเวอรี่โคสต์
รับชมได้ทาง :
23.00 น. แอฟริกาใต้ – โมร็อกโก
รับชมได้ทาง : 
02.00 น. แทนซาเนีย – แอลจีเรีย
รับชมได้ทาง : 
02.00 น. เคนย่า – เซเนกัล
รับชมได้ทาง : 

วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม 2019
23.00 น. เบนิน – แคเมอรูน
รับชมได้ทาง :
23.00 น. กินี บิสเซา – กาน่า
รับชมได้ทาง : 
02.00 น. มอริเตเนีย – ตูนิเซีย
รับชมได้ทาง : 
02.00 น. แองโกลา – มาลี
รับชมได้ทาง : 

 

TRUE TALK : ส่อง 5 นักบาส TPBL สุดหล่อต้องบอกต่อด้วย

เริ่มเปิดแมตซ์การแข่งขันได้ไม่ทันไร สำหรับลีกบาสเกตบอลระดับประเทศ “Thailand
Professional Basketball League” (ไทยแลนด์ โปรเฟสชั่นแนล บาสเกตบอล ลีก) หรือ “TPBL” ที่รวมนักบาสเกตบอลอาชีพจาก 6 สโมสรชั้นนำในประเทศไทยเข้าร่วมแข่งขัน เพื่อช่วยกันพัฒนาการแข่งขันกีฬาบาสเกตบอลในประเทศไทยให้เทียบเท่าระดับนานาชาติ ก็มีกระแสกรี๊ดกร๊าดจากสาวๆ แฟนกีฬาบาสเกตบอล ที่เข้าไปร่วมชมเกาะขอบสนามถึง “นักบาส
TPBL หล่อบอกต่อ” กันเป็นแถว จะมีใครจากทีมไหนติดโผบ้างนั้นไปชมกันเลย

บูม – พงศกร เจียมสวัสดิ์

ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นจริงๆ สำหรับ “บูม-พงศกร” นักกีฬาจาก สโมสรการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค PEA ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของอดีตนักบาสเกตบอลหญิงทีมชาติ “สมถวิล เบ็ญอารี” นั่นเอง! โดย บูม เกิดวันที่ 22 มี.ค. 2543 ปัจจุบันอายุ 19 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 1 คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สูง 190 ซม.น้ำหนัก 73 กก.

บูม เล่าว่าเพราะคุณพ่อและคุณแม่เป็นนักกีฬาบาสทั้งคู่ ตนเองจึงได้ซึมซับและเริ่มเล่นกีฬาบาสเกตบอลมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบเลยทีเดียว

สาวๆ สามารถไปกดติดตาม หนุ่มบูม ได้ที่ IG : Boompsk11

โอม – ศุภกฤต ฐิติคุณรัตน์

หนุ่มน้อยหน้ามนคนนี้ อยู่ สโมสรโมโน สกอร์เปี้ยน จันทบุรี บาสเกตบอลคลับ ปัจจุบันอายุ 19 ปี เกิดวันที่ 17 ก.พ. 2543 กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 1 คณะมนุษยศาสตร์-อังกฤษ ม.กรุงเทพฯ เข้าวงการกีฬาบาสเกตบอลมาแล้วหลายปี เนื่องจากเป็นคนที่มีความรักและชอบในกีฬาบาสฯ จึงทำให้ โอม ทำตามความฝันจนสำเร็จ

สาวๆ สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของ โอม ได้ที่ IG : Ohmsuphakit

เชน – ชลสิทธิ์ กิจบำรุง

ชลสิทธิ์ กิจบำรุง

เป็นหนุ่มหล่อที่มีรอยยิ้มโดนใจสาวๆ ทั้งสนามบาสฯ เลยก็ว่าได้ สำหรับ “เชน-ชลสิทธิ์” นักกีฬาจาก สโมสร การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค PEA อายุ 19 ปี เกิดวันที่ 7 ม.ค. 2543 กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 1 คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สูง 188 ซม.น้ำหนัก 73 กก. โดย เชน เล่าให้ฟังว่าตนเองเล่นบาสมาประมาณ 10 กว่าปีได้แล้ว เคยได้รองชนะเลิศกีฬามหาวิทยาลัยแห่งชาติ แถมปัจจุบันยังเป็น คิ้วท์บอยของจุฬาฯ อีกต่างๆ

สาวๆ สามารถตามไปส่องความน่ารักๆ ของ เชน ได้ที่ IG : chainzcls

ต้น – นราธิป บุญเสริม

สาวๆ หลายคนคงคุ้นหน้าค่าตากับหนุ่มหล่อจาก สโมสรโมโนวอริเออร์ บาสเกตบอลคลับ
คนนี้อย่างแน่นอน เพราะ “ต้น-นราธิป” ถือเป็นขวัญในสาวๆ ในวงการกีฬาบาสฯ ไม่น้อย ต้น
เกิดวันที่ 20 กันยายน 2528 ปัจจุบันอายุ 23 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 คณะนิเทศศาสตร์
สื่อสิ่งพิมพ์ ม.สยาม สูง 195 ซม. หนัก 90 กก.

สาวๆ สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของ ต้น ได้ที่ IG / FB : tonboonserm

View this post on Instagram

🙏

A post shared by NARATIP BOONSERM (@ton_boonserm) on

วัฒน์ – สหัสวรรษ อินมาพันธ์

หนุ่มหน้าตี๋ที่โปรยเสน่ห์สาวๆ ด้วยรอยยิ้มอีกหนึ่งคน สำหรับ “วัฒน์-สหัสวรรษ” นักกีฬาจาก สโมสรโมโน สกอร์เปี้ยน จันทบุรี บาสเกตบอลคลับ อายุ 19 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 คณะบริหาร การตลาด ม.ศรีปทุม ความสามารถด้านบาสเกตบอลของ วัฒน์ ไม่เป็นรองใครทั้งสิ้น เพราะเขาเคยติดทีมชาติเยาวชน ชุด U18 มาแล้วอีกด้วย สาวๆ

สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของ วัฒน์ ได้ที่ IG : Sahatsawaat

ติดตามโปรแกรมการแข่งขัน ไทยแลนด์ โปรเฟสชั่นแนล บาสเกตบอล ลีก 2019 (TBPL) ได้ที่นี่ (คลิกเลย)

ไทยแลนด์ โปรเฟสชั่นแนล บาสเกตบอล ลีก

TRUE TALK : “โค้ชเตี้ย” กับภารกิจปลุก “ฉลามชล” ให้กลับมาฟื้นคืนชีพอีกครั้ง ... by "Chunka"

“รวมพลังกายใจมุ่งสู่ความยิ่งใหญ่ ด้วยหัวใจของเราปรารถนา เลือดที่สีน้ำเงินพล่านในกายของเราหายใจเข้าออก คือ ชลบุรีเอฟซี”

เราขอยกบทเพลงเชียร์ของ “ฉลามชล” ที่ร้องก่อนเกมที่จะเริ่มและช่วงนักฟุตบอลเดินมาขอบคุณแฟนบอลหลังจากจบเกม นำมาประกอบการเขียนบทความนี้ ซึ่งเป็นบทเพลงที่มีความหมายลึกซึ้งกินใจเป็นอย่างมากต่อเหล่าแฟนบอล เดอะชาร์ค พาวเวอร์, ฉลามหลังโกล และแฟนบอลที่มีความเชื่อใน “ศรัทธาฟ้าน้ำเงิน” ทุกๆ คน ไม่ว่าทีมจะเป็นอย่างไร ตกอยู่ในสถานการณ์ไหน พวกเขาก็พร้อมที่จะเปล่าเสียงร้องเพลงนี้ออกมา และก้าวฝ่าฝันกับทีมไปด้วยกัน

ชลบุรี

แม้ว่าในช่วงเวลาหลัง มีข้อสงสัย และคำถามจากแฟนบอลถึงทิศทางการทำทีม หลังจาก ชลบุรี โชว์ผลงานไม่น่าประทับใจนักในช่วงปีหลังๆ ทั้งที่ถามว่า เหตุใจ จึงไม่ยอมทุ่มเงินดึง ซูเปอร์สตาร์เข้าสู่ทีม หรือทำไมใช้แต่โค้ชคนไทย ที่ไร้ประสบการณ์ ซึ่งคำตอบของคำถามดังกล่าวคือ การที่มองไปที่ “เน้นสร้างมากกว่าซื้อ”

เหล่าผู้บริหาร “ชลาชล” เห็นว่าการที่ทุ่มเม็ดเงินทุกบาททุกสตางค์ในแต่ละปี มองว่ามันเป็นแค่ความสำเร็จเพียงแค่ชั่ววูบเท่านั้น บวกกับทีมมีงบประมาณอย่างจำกัดด้วย เพราะฉะนั้นก็ต้องมองถึงไปการให้โอกาสกับนักเตะเยาวชนให้ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในอนาคตให้ได้ดีกว่า

นอกจากการพัฒนาปั้นดาวรุ่งให้ขึ้นมาเป็นดาวแล้ว ทีมก็ยังมีการพัฒนาในระดับผู้ฝึกสอนอีกด้วย จะเห็นได้ว่าทีมดังแห่งภาคตะวันออก ส่วนใหญ่จะเน้นการใช้โค้ชคนไทยเป็นหลัก เพราะได้เปรียบในเรื่องการสื่อสารที่เข้าใจง่าย การใกล้ชิด และรู้ว่านักเตะไทยเป็นอย่างไร ทีมก็พร้อมที่จะให้โอกาสให้โค้ชได้เรียนรู้ประสบการณ์ในการทำทีมฟุตบอลอาชีพบนลีกสูงสุด โดยคนที่ผ่านในจุดตรงนี้มาแล้วมากมายหลายคน ยกตัวอย่างเช่น จเด็จ มีลาภ, เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, เทิดศักดิ์ ใจมั่น, จักรพันธ์ ปั่นปี และรวมไปถึง พิภพ อ่อนโม้ ที่กำลังศึกษาในด้านงานนี้อยู่อีกด้วย

แต่อย่างก็ตาม ผลงานของทีม ซึ่งดูจากตารางคะแนนแล้วยังไม่ดีเท่าที่ควร ก่อนที่จะพักเบรคในช่วง คิงส์ คัพ 5 นัดหลังสุด ชนะ 1 เสมอ 1 แพ้ 3 อยู่ในอันดับที่ 11 ห่างจากโซนตกชั้นอยู่เพียงแค่ 3 คะแนน ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการที่จะไปร่วมอยู่โซนตกชั้น จึงทำให้ จักรพันธ์ ปั่นปี ขอยุติบทบาทในการทำทีม เนื่องจากผลงานของทีมนั้นยังไม่ดีเท่าที่ควร จึงทำให้ต้องมีการมองหาตัวกุนซือคนใหม่เข้ามาคุมทีม

การที่เน้นพัฒนาเพียงอย่างเดียวคงยังไม่ตอบโจทย์ของการทำทีมฟุตบอล และแฟนบอลที่ย่อมอยากเห็นทีมประสบความสำเร็จ และคว้าโทรฟี่ ดั่งเช่นอดีตให้ได้ จนทำให้ ชลบุรี ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง

และ “โค้ชเตี้ย” คือผู้ที่เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของ “ฉลามชล”

เป็นอีกหนึ่งกระแสเรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อยที่สโมสรมีการเปลี่ยนแปลงภายในทีมอีกครั้ง โดยได้ตัดสินใจเลือก สะสม พบประเสริฐ เข้ามาเป็นนายใหญ่คนใหม่ของทัพฉลามชล ที่ในช่วงก่อนหน้านี้รับงานเป็นคอมเม้นเตเตอร์อยู่บ่อยครั้ง

สำหรับกุนซือจอมเฮี้ยบรายนี้ห่างหายจะการคุมทีมเป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม ผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชน ในวงการฟุตบอลของเมือง ไทย เคยผ่านการคุมทีม ในระดับ สโมสร และทีมชาติไทย  มาแล้วมากมาย เคยพา การท่าเรือ เอฟซี เถลิงบัลลังก์แชมป์ฟุตบอลถ้วยมา 2 รายการติดต่อกัน 2 ปี และพาสองสโมสร เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นบนลีกสูงสุดได้

ปี 2009 ได้แชมป์ เอฟเอ คัพ ด้วยการเอาชนะ บีอีซี เทโร ศาสน ในการดวลจุดโทษ 5-4
ปี 2010 ได้แชมป์ โตโยต้า ลีกคัพ ด้วยการล้ม ทีมอย่าง บุรีรัมย์ พีอีเอ 2-1
ปี 2012 พา แบงค็อก ยูไนเต็ด เลื่อนชั้นกลับมาสู่ ไทยลีก
และปี 2017 ก็พา แอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล เอฟซี จาก ไทยลีก 2 เลื่อนชั้นกลับมาสู่ ไทยลีก 1

ในทุกๆ ปี เจ้าตัวได้ให้โอกาสกับนักเตะดาวรุ่งมาอย่างมากมาย จากการคุมทีมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เอกชัย สำเร, สมปอง สอเหลบ, จิรวัฒน์ มัครมย์, ใหญ่ นิลวงศ์ และคนอื่นๆ อีกมายมาย ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ เป็นนักเตะที่ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังมาก แต่ในเมื่อเขารู้ว่านักเตะคนนี้เล่นเป็นอย่างไร ควรจัดวางไปเล่นในตำแหน่งไหน ทำให้เล่นได้ตรงตามแท็กติกที่ได้วางไว้ จนก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะที่มีฝีเท้าดีเป็นแกนหลักให้กับสโมสรและก้าวขึ้นสู่ทีมชาติไทยได้

การที่ได้มีโอกาสไปทำ แอร์ฟอร์ซ ยูไนเต็ด ใช้เวลาเกือบ 4 ปีเต็ม ในการวางโครงสร้างรากฐานของทีมให้มีความมั่นคงยั่งยืนในแบบฉบับของตัวเองขึ้นมา ที่เปี่ยมไปด้วยนักเตะดาวรุ่งที่ใช้ใจรวมพลังสู้จนสามารถกลับขึ้นมาลีกสูงสุดได้อีกครั้ง

โค้ชเตี้ย ได้ให้สัมภาษณ์เปิดใจกับทางสื่อของสโมสร หลังจากที่เข้ารับตำแหน่งกุนซือใหญ่ฉลามชลครั้งแรก เขามองว่าเหมือนเป็นการท่องเที่ยวผจญภัยในโลกของฟุตบอล เป็นอีกงานที่มีความท้าทาย นโยบายของสโมสรสอดคล้องกับการทำงานเหมือนกันเกือบทั้งหมด คือการพัฒนาในระบบเยาวชนให้มีความก้าวหน้าในอาขีพนักฟุตบอล ให้ก้าวขึ้นมาสู่ชุดใหญ่ อีกทั้งต้องการพา ชลบุรี ประสบความสำคัญให้ได้ในอนาคตข้างหน้า

“เหตุผลอันดับแรกก็คือชลบุรี เป็นทีมที่อยู่ในความคิดของตัวเองที่วาดหวังไว้ว่านี่คือหนึ่งในทีมที่อยากร่วมงานด้วย และที่สำคัญชลบุรีเป็นทีมที่เป็นต้นแบบของวงการฟุตบอลไทยมานานมาก เพราะฉะนั้นผมไม่อิดออดที่จะเห็นภาพชลบุรีกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ผมเชื่อว่าโค้ชทุกคนในประเทศไทยก็อยากร่วมงานกับทีมนี้อยู่แล้ว”

“นโยบายของชลบุรีมันตรงกับที่ผมทำงานมาตลอด นั่นก็คือนโยบายปั้นเด็ก สโมสรมีนโยบายอยู่แล้วว่าให้ปั้นเด็ก ไม่ว่าจะเป็นเด็กอายุ 17,18,19 ,21,23 ผมก็ประกาศตรงนี้เลยว่าเด็กคนไหนที่มันเก่งจริง และสามารถเล่นชุดใหญ่ได้ ผมไม่รีรอที่จะเอาขึ้นเหมือนกัน”

ส่วนทางด้านของ “เสี่ยบอล” ศศิศ สิงห์โตทอง ผู้จัดการทีมไฟแรง ได้พูดถึงเหตุผลที่ทีมได้ตัดสินใจเลือก “โค้ชเตี้ย” เข้ามาคุมทัพ เป็นอีกหนึ่งกุนซือที่มีประสบการณ์สูง มีจิตวิทยาที่ดีในการกระตุ้นลูกทีมให้มีความกระหาย สามารถดึงศักยภาพของนักเตะที่ไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์ที่มีชื่อเสียง มาใช้ได้อย่างเต็มที่ได้

“ทางบอร์ดบริหารได้ติดตามผลงานของโค้ชเตี้ยมานาน ถึงแม้โค้ชเตี้ยจะไม่ใช่คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชลบุรีมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้ แต่สิ่งที่เป็นซิกเนเจอร์ของโค้ชเตี้ยก็คือความกล้า และจิตวิทยาที่ทางเราได้ศึกษาข้อมูลมาจากกุนซือคนนี้ รวมทั้งประสบการณ์ที่โชกโชนกับวงการฟุตบอลไทย ที่โค้ชเตี้ยผ่านงานมากับหลายสโมสรฯหลายขวบปีในวงการฟุตบอลไทย อีกทั้งโค้ชเตี้ยมีความกล้า มีจิตวิทยา และทางเรา(ชลบุรี) ก็ต้องการให้ โค้ชเตี้ยเค้นศักยภาพนักเตะของเราออกมา ทั้งนักเตะที่เป็นดาวรุ่ง นักเตะต่างชาติ และนักเตะไทย”

“ย้อนไปเมื่อครั้งที่โค้ชเตี้ยทำทีมท่าเรือได้แชมป์ลีก คัพ หากเทียบตัวผู้เล่นแล้ว นักเตะท่าเรือชุดนั้นก็เป็นนักเตะที่ไร้ซุปเปอร์สตาร์ แต่โค้ชเตี้ยก็สามารถเค้นหัวใจ และความเก่งของนักเตะเหล่านั้นออกมาจนได้แชมป์ โดยเฉพาะเกมนัดชิงกับ เทโรฯ ที่เกมนั้นรูปเกมท่าเรือแพ้ตลอด 90 นาที แต่โค้ชเตี้ยก็ปลุกหัวใจผู้เล่นสิงห์เจ้าท่า ให้วิ่งล่าตาข่ายจนได้แชมป์”

ปัญหาที่ “มูรินเตี้ย” จะต้องเร่งแก้ไข

นอกจากจะมีผลงานมาตั้งแต่ช่วงอดีตที่ผ่านมาแล้ว แต่อย่างไรก็ตามกุนซือรายนี้จะต้องรีบเร่งแก้ไขของปัญหาเหล่านี้ให้ได้ โดยปัญหาแรก คือ การที่ทีมยังมีปัญหากับเกมรับที่เสียประตูง่าย ซึ่งเป็นทีมที่มีสถิติการเสียประตูมากที่สุดในลีก ณ ขณะนี้ โดยเสียไปแล้วถึง 28 ประตู ยกตัวอย่างในเกมที่เอาสามารถชนะ เชียงใหม่ เอฟซี ได้ 7-5 ถือว่าเป็นเกมที่เสียประตูมากที่สุดในฤดูกาลนี้ของสโมสร ดูจากที่สกอร์นั้นสามารถคาดเดาได้เลยว่า ในเกมดังกล่าวกองหลังมีปัญหากับการยืนตำแหน่งประกบคู่ต่อสู้อยู่ตลอดทั้งเกม ซึ่งในจุดนี้จะต้องมีการแก้ไขให้ได้โดยเร็วที่สุด เพราะถ้าหากยังคงเป็นแบบนี้อยู่ จะส่งผลเสียต่อทีมได้ในอนาคต

ปัญหาที่สอง คือ นักเตะของทีมยังคงขาดผู้นำในห้องแต่งตัว นับตั้งแต่นักเตะรุ่นพี่อย่าง สินทวีชัย หทัยรัตนกุล, อดุลย์ หละโสะ ที่ย้ายทีมออกไป รวมถึงการประกาศเลิกเล่นของ พิภพ อ่อนโม้ จนในปัจจุบันคิดว่ายังไม่มีใครเข้ามาทำในตำแหน่งนี้ได้เลย จะเป็นคนที่คอยกระตุ้นให้ลูกทีมมีความกระหายในชัยชนะอยู่ตลอดเวลา มีสภาพจิตใจที่ฮึกเหิมดั่งฉลาม ไม่มีคำว่ากลัว ไม่ว่าจะเกมไหนก็ตาม

ซึ่งปัญหาในข้อสองทาง ชลบุรี ก็เตรียมหนทางแก้ไว้แล้ว ด้วยการดึงตัว ดัสกร ทองเหลา กองกลางระดับตำนานของเมืองไทย เข้ามาเสริมทีม หลังจากที่ถูก สีหมอก เอฟซี ยกเลิกสัญญาเนื่องจากปัญหาภายในทีม นอกจากนี้ “เจ้าโก้” ยังเข้ามาเสริมความเก๋าให้กับแดนกลางของทีม เพราะนักเตะแดนกลางเต็มไปด้วยดาวรุ่ง ทั้ง วรชิต กนิษศรีบำเพ็ญ, สหรัฐ สนธิสวัสดิ์ รวมไปถึงคนอื่นๆ ซึ่งประสบการณ์ของนักเตะเหล่านี้ยังถือว่าน้อย ในการรับมือกับแรงกดดันต่างๆ

คิดว่าไม่ใช่แค่ในรายของ ดัสกร คนเดียวเท่านั้น อาจจะมีส่วนของตำแหน่งอื่นๆ ที่ทีมต้องเสริมเข้ามา คือ ตำแหน่งกองหลัง โดยเฉพาะตำแหน่งแบ็กทั้งสองฝั่ง, เซนเตอร์ฮาร์ฟ และกองหน้าตัวเป้าที่จะคอยเข้ามาช่วยล่าตาข่ายร่วมกับ ลูเคี่ยน อาราอูโจ้ ที่นำเป็นดาวซัลโวของทีมอยู่ขณะนี้

เปิดหัวด้วยงานหนักกับ “เอล กลาซิโก้”

เริ่มแรกการประเดิมคุมทีมซ้อม “โค้ชเตี้ย” ได้การต้อนรับอย่างอบอุ่นจากแฟนบอล ที่เข้ามามอบดอกไม้เพื่อให้กำลังใจ และนักเตะทุกคนในทีมให้ก้าวฝ่าฟันกับอุปสรรค์ของทีมที่เกิดขึ้นให้ได้ โดยแฟนบอลจะเป็นคนที่คอยช่วยหนุนหลังกับทีมอยู่เสมอ

ล่าสุดในการประเดิมแมตช์แรกอย่างเป็นทางการที่ผ่านมา เปิดบ้านทำศึก “ไทยแลนด์ กลาซิโก้” พบกับ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ที่เพิ่งจะเปลี่ยนโค้ชเช่นเดียวกัน และเป็นทางฝั่ง ฉลามชล สามารถเอาชนะไปได้ 2-0 เก็บ 3 แต้มแรกในการคุมทีมได้สำเร็จ ทำให้ทีมขึ้นไปอยู่ใน อันดับ 8 มี 18 คะแนน ทิ้งห่างโซนตกชั้น 6 คะแนน

เราเห็นได้ว่า โค้ชเตี้ย เข้ามาช่วยสร้างความแตกต่างให้กับทีมในด้านต่างๆ อาทิเช่น ในด้านแท็กติกที่ดูมีมิติมากขึ้นเปิดเกมรุกที่ดุดันพร้อมด้วยเกมรับที่ดูนิ่งขึ้นกว่าครั้งก่อนๆ สามารถเก็บคลีนชีตได้อีกด้วย โดยเฉพาะในด้านเกมส์รับ มีการปรับตำแหน่งด้วยการนำ นิรันดร์ มีมาก มายืนแทนในรายของ ซอว์ มิน ตุน กองหลังทีมชาติเมียนมาร์ ซึ่งเล่นเกมรับได้ดีกว่า และมีความนิ่งกว่า บวกทั้งสามารถเคลียร์บอลในจังหวะที่อันตรายได้ ทำให้นักเตะดีกรีเยาวชนทีมชาติสวีเดน U18 เป็นอีกส่วนสำคัญที่พาทีมไม่เสียประตูในเกมนี้ และจะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักคนสำคัญในแดนหลังได้อย่างแน่นอน

ส่วนกองกลางตัวรับ มีการจับ “เจ้าแระห์” กฤษดา กาแมน นักเตะดาวรุ่งวัย 20 ปี ที่ปกติเล่นในตำแหน่งเซนเตอร์ฮาร์ฟธรรมชาติ เข้ามายืนแทน ปาร์ค ฮยอน-บอม จนโชว์ฟอร์มได้เด่น คุมจังหวะในแดนกลางได้อย่างลงตัว อีกทั้งยังได้มีจังหวะยิงไกลที่สวยงามพาทีมขึ้นนำ เมืองทอง ได้อีกด้วย

การที่ กฤษดา ขยับขึ้นมาเล่นในตำแหน่งกลางรับ น่าจะทำให้เจ้าตัวมีความมั่นใจมากขึ้นกว่าเดิม และไม่แน่ตำแหน่งนี้ อาจจะเป็นตำแหน่งแจ้งเกิดใหม่ของ เจ้าแระห์ เพราะหลังเกมได้รับรางวัล แมนออฟ เดอะ แมตช์ มาครอง บวกกับคำชมของ “โค้ชเตี้ย” ที่จะให้ยืนในตำแหน่งกองกลางรับต่อไป

ส่วนอีกหนึ่งด้านก็คือ การปลุกขวัญกำลังใจกับนักเตะ ซึ่งนักเตะแต่ละคนในทีมกลับมาเล่นแบบมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง ดูมีความมุ่งมั่น มั่นใจ มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พร้อมกับประกาศอีกว่า พร้อมจะอาสาปั้นให้ วรชิต และกฤษดา ที่โชว์ฟอร์มได้ดีในเกมล่าสุด กลับมาติดธงชาติไทยให้ได้อีกครั้ง

หลังจากผ่านนัดแรก ซึ่งเป็นนัดสำคัญของ เฮดโค้ชป้ายแดง ถือว่าทำผลงานได้อย่างน่าพอใจ ทั้งในการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ความคีกคักของทีม ของแฟนบอล ที่กลับเข้ามาชมเต็มสนาม แต่อย่างไรก็ตามเส้นทางบนเวทีไทยลีกยังเหลืออีกหนึ่งเลก มีโอกาสที่ทำผลงานให้ดีที่สุดเพื่อพิสูจน์ตัวเองต่อไป

สุดท้ายก็อยากที่จะเอาใจช่วยให้ฉลามตัวนี้ กลับมามีฟอร์มการเล่นที่สวยงาม ดุดัน มีความกระหายกับชัยชนะมากขึ้น พร้อมที่จะแหวกว่ายไล่กินเหยื่อบนท้องทะเล และผงาดคว้าถ้วยแชมป์กลับมาสู่ จังหวัดชลบุรี อีกครั้ง ซึ่งแฟนบอลที่มี “ศรัทธาฟ้าน้ำเงิน” ก็พร้อมที่จะร้องเพลงเปล่งเสียงประกาศศักดาได้อย่างภาคภูมิใจอีกครั้ง

 

“Chunka”

 

โปรแกรมการแข่งขัน ไทยแลนด์ โปรเฟสชั่นแนล บาสเกตบอล ลีก 2019 (TBPL)

ตารางการแข่งขัน Thailand Professional Basketball League” (ไทยแลนด์ โปรเฟสชั่นแนล บาสเกตบอล ลีก) หรือ “TPBL” ครบทั้งฤดูกาล 2019 

ไทยแลนด์ โปรเฟสชั่นแนล บาสเกตบอล ลีก

โปรแกรมการแข่งขัน TPBL 2019

วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน 2019 
15.00 น. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค PEA – ไฮเทค บีซี @GSB Stadium 29
18.20 น. โมโน วอริเออร์  – โคราซอรัส นครราชสีมา บีซี @GSB Stadium 29

วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน 2019 
15.00 น. โมโน สกอร์เปี้ยน – สวู บีซี @อบจ.จังหวัดจันทบุรี

วันพุธที่ 26 มิถุนายน 2019 
15.00 น. โมโน สกอร์เปี้ยน – ไฮเทค บีซี @อบจ.จังหวัดจันทบุรี
18.20 น. โมโน วอริเออร์  – การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค PEA @GSB Stadium 29

วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน 2019 
18.20 น. โคราซอรัส นครราชสีมา บีซี – สวู บีซี @เทอร์มินอล 21 โคราช

วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน 2019 
15.00 น. โมโน วอริเออร์ – โมโน สกอร์เปี้ยน @GSB Stadium 29
18.20 น. ไฮเทค บีซี  – สวู บีซี @ทุ่งครุ

วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน 2019 
15.00 น. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค PEA – โคราซอรัส นครราชสีมา บีซี @GSB Stadium 29

วันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม 2019 
15.00 น. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค PEA – สวู บีซี @GSB Stadium 29

วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม 2019 
15.00 น. ไฮเทค บีซี – โมโน สกอร์เปี้ยน @ทุ่งครุ

วันเสาร์ที่ 13 กรกฎาคม 2019 
15.00 น. โมโน วอริเออร์ – สวู บีซี @GSB Stadium 29
18.20 น. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค PEA  – โมโน สกอร์เปี้ยน @GSB Stadium 29

วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม 2019 
15.00 น. ไฮเทค บีซี – โคราซอรัส นครราชสีมา บีซี @ทุ่งครุ

วันพุธที่ 17 กรกฎาคม 2019 
18.20 น. สวู บีซี – โมโน วอริเออร์ @B Pro บางนา

วันพฤหัสที่ 18 กรกฎาคม 2019 
18.20 น. ไฮเทค บีซี – การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค PEA @ทุ่งครุ

วันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม 2019 
15.00 น. โมโน วอริเออร์ – ไฮเทค บีซี @GSB Stadium 29

วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม 2019 
15.00 น. โมโน สกอร์เปี้ยน – โคราซอรัส นครราชสีมา บีซี @อบจ.จังหวัดจันทบุรี

วันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม 2019 
15.00 น. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค PEA – โมโน วอริเออร์ @GSB Stadium 29
18.20 น. สวู บีซี  – โมโน สกอร์เปี้ยน @B Pro บางนา

วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม 2019 
15.00 น. โคราซอรัส นครราชสีมา บีซี – ไฮเทค บีซี @เทอร์มินอล 21 โคราช

วันพุธที่ 31 กรกฎาคม 2019 
18.20 น. โคราซอรัส นครราชสีมา บีซี – โมโน สกอร์เปี้ยน @เทอร์มินอล 21 โคราช

วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม 2019 
18.20 น. สวู บีซี – ไฮเทค บีซี @B Pro บางนา

วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม 2019 
15.00 น. โมโน สกอร์เปี้ยน – โมโน วอริเออร์ @อบจ.จังหวัดจันทบุรี

วันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม 2019 
15.00 น. สวู บีซี – การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค PEA @B Pro บางนา

วันพุธที่ 7 สิงหาคม 2019 
18.20 น. โคราซอรัส นครราชสีมา บีซี – การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค PEA @มทส. โคราช

 

โปรแกรมการแข่งขัน "ลิเวอร์พูล" ศึกพรีเมียร์ลีก 2019/20 พร้อมลิ้งก์ดูบอลสด ผ่าน TrueID

ตารางการแข่งขันของสโมสรลิเวอร์พูล ในศึกพรีเมียร์ลีก 2019/2020 พร้อมช่องดูบอลสดผ่าน TrueID  เพียงแค่คุณ สมัครสมาชิก และเข้าสู่ระบบ  TrueID (วิธีสมัคร คลิก!) คุณก็สามารถติดตามชมพรีเมียร์ลีกแบบสดๆ ทุกคู่ ทุกแมตช์ ครบทั้งฤดูกาล ผ่านทางเว็บไซต์ sport.trueid.net ได้อย่างสบายใจ ด้วยภาพ และเสียงที่คมชัดระดับ HD แถมยังถูกลิขสิทธิ์อีกด้วย

ลิเวอร์พูล

โปรแกรมการแข่งขันของ ลิเวอร์พูล ศึกพรีเมียร์ลีก พร้อมลิ้งก์ดูบอลสด

(อัพเดต 18 มิถุนายน 2019)

คืนวันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม 2019
02.00 น. ลิเวอร์พูล – นอริช
รับชมได้ทาง : รอยืนยัน

วันเสาร์ที่ 17 สิงหาคม 2019
21.00 น. เซาธ์แฮมป์ตัน – ลิเวอร์พูล
รับชมได้ทาง : รอยืนยัน

วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม 2019
21.00 น. ลิเวอร์พูล – อาร์เซน่อล
รับชมได้ทาง : รอยืนยัน

วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม 2019
21.00 น. เบิร์นลี่ย์ – ลิเวอร์พูล
รับชมได้ทาง : รอยืนยัน

วันเสาร์ที่ 14 กันยายน 2019
21.00 น. ลิเวอร์พูล – นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด
รับชมได้ทาง : รอยืนยัน

วันเสาร์ที่ 21 กันยายน 2019
21.00 น. เชลซี – ลิเวอร์พูล
รับชมได้ทาง : รอยืนยัน

วันเสาร์ที่ 28 กันยายน 2019
21.00 น. เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด – ลิเวอร์พูล
รับชมได้ทาง : รอยืนยัน

วันเสาร์ที่ 5 ตุลาคม 2019
21.00 น. ลิเวอร์พูล – เลสเตอร์ ซิตี้
รับชมได้ทาง : รอยืนยัน

วันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม 2019
21.00 น. แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด – ลิเวอร์พูล
รับชมได้ทาง : รอยืนยัน

วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม 2019
21.00 น. ลิเวอร์พูล – ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์
รับชมได้ทาง : รอยืนยัน

วันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2019
22.00 น. แอสตัน วิลล่า – ลิเวอร์พูล
รับชมได้ทาง : รอยืนยัน

วันเสาร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2019
22.00 น. ลิเวอร์พูล – แมนเชสเตอร์ ซิตี้
รับชมได้ทาง : รอยืนยัน

วันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2019
22.00 น. คริสตัล พาเลซ – ลิเวอร์พูล
รับชมได้ทาง : รอยืนยัน

วันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2019
22.00 น. ลิเวอร์พูล – ไบรท์ตัน
รับชมได้ทาง : รอยืนยัน

คืนวันพฤหัสบดีที่ 5 ธันวาคม 2019
03.00 น. ลิเวอร์พูล – เอฟเวอร์ตัน
รับชมได้ทาง : รอยืนยัน

วันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม 2019
22.00 น. บอร์นมัธ – ลิเวอร์พูล
รับชมได้ทาง : รอยืนยัน

วันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม 2019
22.00 น. ลิเวอร์พูล – วัตฟอร์ด
รับชมได้ทาง : รอยืนยัน

วันเสาร์ที่ 21 ธันวาคม 2019
22.00 น. เวสต์แฮม ยูไนเต็ด – ลิเวอร์พูล
รับชมได้ทาง : รอยืนยัน

วันพฤหัสบดีที่ 26 ธันวาคม 2019
22.00 น. เลสเตอร์ ซิตี้ – ลิเวอร์พูล
รับชมได้ทาง : รอยืนยัน

วันเสาร์ที่ 28 ธันวาคม 2019
22.00 น. ลิเวอร์พูล – วูล์ฟแฮมป์ตัน
รับชมได้ทาง : รอยืนยัน

วันพุธที่ 1 มกราคม 2020
22.00 น. ลิเวอร์พูล – เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด
รับชมได้ทาง : รอยืนยัน

ตารางการถ่ายทอดอาจเปลี่ยนแปลงได้ หากทางสถานีมีเหตุจำเป็นในการปรับเปลี่ยน ซึ่งอาจทำให้ข้อมูลไม่ตรงกับตารางการถ่ายทอดสดนี้ โดยปกติเว็บไซต์จะมีการอัพเดทแก้ไขอยู่ตลอดเวลา หากมีการตัดภาพส่วนใดส่วนหนึ่งไปใช้งานหรือโหลดรูปภาพไปใช้งาน กรุณาแนบลิ้งก์หน้านี้ เพื่อการกลับมาดูข้อมูลที่อัพเดตหรือเปลี่ยนแปลงได้

โปรแกรมการแข่งขัน พรีเมียร์ลีก 2019/20 ครบทุกคู่ พร้อมลิ้งก์ดูบอลสด อัพเดททุกสัปดาห์ (คลิก)

 

ไม่มีคำว่าเป็นไปไม่ได้! เปิดเงื่อนไข "ชบาแก้ว" ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายใน ฟุตบอลโลกหญิง 2019

แม้ว่า ฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย จะพ่าย สวีเดน 1-5 และประตูได้เสียติดลบ 17 แต่ในทางทฤษฎี ทัพสาวไทย ยังมีโอกาสที่จะเข้ารอบต่อไปในฐานะอันดับ 3 ที่ดีที่สุด 4 ทีม

ฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย
AP Photo/Claude Paris

“ทัพชบาแก้ว” ทีมอันดับที่ 34 ของโลกปัจจุบันรั้งเป็นอันดับสุดท้ายของตารางคะแนนกลุ่ม F ผ่านสองนัดยิงได้ 1 เสีย 18 ประตู ซึ่งเหลือเกมนัดสุดท้ายที่จะพบกับทีมชาติชิลีทีมอันดับที่ 39 ของโลก

สำหรับโควต้าผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย อันดับ 1 และ2 ของแต่ละกลุ่มจะได้ผ่านเข้าไปโดยอัตโนมัน ส่วนอันดับ 3 จะเลือก 4 อันดับที่ดีที่สุด ผ่านเข้าไปรอบไป ซึ่งในเกมสุดท้ายที่ ทีมชาติไทย จะพบกับ ชิลี นั้น ไม่ว่าใครชนะทีมนั้นจะได้อันดับสามของกลุ่มนี้ไปครอง แต่หากจบด้วยผลเสมอ ชิลี จะคว้าอันดับสามของกลุ่มไปครอง

เงื่อนไขการผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายของ ฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย

ในการผ่านเข้าสู่รอบน็อคเอ้าท์นั้นคืออันดับสามที่ดีที่สุดสี่ทีม โดยแบ่งออกเป็น
อันดับ 3 ของกลุ่ม B,E หรือF จะไปพบกับ 1D
อันดับ 3 ของกลุ่ม C,D หรือE จะไปพบกับ 1A
อันดับ 3 ของกลุ่ม A,B หรือ F จะไปพบกับ 1C
อันดับ 3 ของกลุ่ม A,C หรือ D จะไปพบกับ 1B

และจะต้องไปลุ้นให้คะแนนหรือลูกได้เสียดีกว่าอันสามจากกลุ่มอื่น ๆ ซึ่งในเวลานี้อันสามที่ดีที่สุดประกอบไปด้วย

  • ทีมชาติออสเตรเลีย อันดับสามกลุ่ม C มี 3 คะแนนลูกได้เสีย +0 นัดสุดท้ายเจอ จาไมก้า
  • จีน อันดับสามกลุ่ม B มี 3 คะแนนลูกได้เสีย +0 นัดสุดท้ายเจอสเปน
  • ไนจีเรีย อันดับสามกลุ่ม A มี 3 คะแนนลูกได้เสีย -1 นัดสุดท้ายเจอฝรั่งเศส
  • อาร์เจนติน่า อันดับสามกลุ่มกลุ่ม D มี 1 คะแนนลูกได้เสีย -1 นัดสุดท้ายพบกับ สกอตแลนด์
  • แคเมอรูน อันดับสามกลุ่ม E มี 0 คะแนน ลูกได้เสีย -3 นัดสุดท้ายเจอกับ นิวซีแลนด์

เงื่อนไขที่ยากที่สุดของไทยคือการชนะชิลี มากกว่า 17 ลูกขึ้นไป นั่นจะทำให้พวกเธอไม่มีลูกได้เสียติดลบ และมีโอกาสเข้าสู่รอบน็อคเอ้าท์ที่สูงมาก

ส่วนอีกเงื่อนไขที่มี ความเป็นได้ที่มากที่สุดโดยไม่ต้องคำนึงถึงลูกได้เสีย คือ
“ทีมชาติไทยจะต้องชนะทีมชาติชิลี” เท่าไรก็ได้

และลุ้นให้ผลคู่ แคเมอรูน พบ นิวซีแลนด์ จบด้วยผลเสมอ และอาร์เจนติน่า พบ สกอตแลนด์ จบด้วยผลเสมอเช่นกัน

แน่นอนว่าในทางทฤษฏีนั้นฟุตบอลลูกกลม ๆ อะไรก็เกิดขึ้นได้ แต่ในทางปฏิบัติก็ต้องลุ้นกันจนถึงนัดสุดท้ายและต้องลุ้นให้ผลคู่อื่น ๆ เป็นใจด้วยหากได้ผลการแข่งขันที่ต้องการ แต่ยังไงตามไม่ว่าจะชนะหรือแพ้จะเข้ารอบหรือไม่นั้นก็เชื่อว่าแฟนบอลทีมชาติไทยคงจะภูมิใจไม่ใช่น้อยที่เพลงชาติไทยจะยังคงดังอย่างน้อยอีกหนึ่งครั้งในฟุตบอลโลก 2019

อย่าลืมเป็นกำลังใจให้ทัพชบาแก้วด้วยนะครับซึ่งหากปฏิหารย์สามารถเกิดขึ้นได้ มันจะเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการฟุตบอลหญิงไทยที่ผ่านเข้าสู่รอบน็อคเอ้าท์เป็นครั้งแรก โดยทีมชาติไทยจะพบกับทีมชาติชิลีในคืนวันพฤหัสที่ 20 มิถุนายนเวลา 02.00 น. ตามเวลาประเทศไทย

ติดตามโปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลโลกหญิง 2019 รวมถึงลิ้งก์ถ่ายทอดสดได้ที่นี่