TRUE TALK : สโมสร ลอนดอน ความสำเร็จที่ไม่หวือหวาแต่มากันครบ ... by "Mr.BOSTON"

ยุคสมัยที่แตกต่างกันออกไป ก็จะมีสโมสรที่แตกต่างกัน ก้าวขึ้นมาครองความยิ่งใหญ่ และในบางยุคสมัยของโลกฟุตบอล สโมสรที่ยิ่งใหญ่อาจจะมีมากกว่า 1 ทีม และบางที สโมสรเหล่านั้นอาจจะมาจากเมืองเดียวกันก็เป็นได้

ในฤดูกาล 2018/19 ที่ผ่านมา ทีมจากลอนดอน แม้ไม่ใกล้เคียงจะได้ลุ้นแย่งแชมป์ในบั้นปาย แต่พวกเขาก็ทำผลงานได้ดี จนมีลุ้นคว้าถ้วยรางวัลในเวทียุโรปมาครองกันได้ถึง 3 ทีม โดยทั้งหมดเป็นทีมจากบรรดา บิ๊ก 6 ทั้งสิ้น

ซึ่งนั่น อาจจะไม่ได้ประสบความสำเร็จในแง่ฟุตบอลลีกก็จริง แต่ในเวทียุโรป อย่างยูโรป้าลีก แชมป์จะอยู่ที่เมืองนี้แน่นอน ส่วนในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ใครจะกล้าการันตีว่า ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ จะแพ้แน่ ๆ

ก่อนจะถึงจุดที่รู้ตัวแชมป์ เราไปรู้เรื่องราวของพวกเขากันสักหน่อย เรื่องราวของเหล่าบันดาทีมจากลอนดอน…

 

“ไก่เดือยทอง” – ไม่ใช้เงินแต่มีลุ้นจ้าวยุโรป

 (AP Photo/Kirsty Wigglesworth)

ข่าวการปิดตลาดช่วงซัมเมอร์ของ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ โดยไม่มีนักเตะใหม่เข้ามาร่วมทีม กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสื่อังกฤษอย่างหนัก และการสะดุด 2 นัดติดต่อ วัตฟอร์ด และ ลิเวอร์พูล ยิ่งทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่า การไม่ยอมทุ่มทุนเสริมทัพ เป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ของ “ไกเดือยทอง”

แต่ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ก็พิสูจน์แล้วว่า “มันไม่ใช่”

อันที่จริง ท็อตแน่ม ในฤดูกาลนี้ต้องเผชิญหน้ากับปัญหามากมายตลอดฤดูกาล ทั้งการต้องขาดนักเตะตัวหลัก ๆ หลายคน ไล่ตั้งแต่การไปรับใช้ชาติของ ซอง เฮือง มิน ในซีเกมส์ ช่วงต้นฤดูกาล การบาดเจ็บเป็นระยะของ เดเล่ อัลลี รวมไปถึงการไม่มี แฮร์รี่ เคน ในช่วงปลายฤดูกาล

นอกจากนี้ ปัญหาคาราคาซังเรื่องสนามแห่งใหม่ ถึงจะคลี่คลายไปแล้ว แต่ก่อนหน้านี้ก็ส่งผลกระทบกับโปรแกรมของพวกเขาที่ต้องโยกไป ย้ายมา อยู่พอสมควรด้วย

ทั้งหมดทั้งมวลต้องให้เครดิตอย่างมากกับ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ผู้จัดการทีม ที่สามารถควบคุมสถานการณ์ของทีมให้ไม่เลวร้ายเกินไป และประคับประครองทีม จนจบในพื้นที่ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในอันดับ 4 ได้ และนอกจากนั้น พวกเขายังสร้างเซอร์ไพร์ส ในเวทียูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วยการพาทีมเข้าชิงชนะเลิศ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ได้ด้วย

ขนาดนี้แล้ว ถึงไม่ได้ลุ้นแชมป์ ก็ต้องบอกว่า “ยอดเยี่ยมมาก”

 

“สิงห์บลูส์” – แม้จะไม่ลงตัว แต่ผลงานก็ไม่ชั่วช้า

(AP Photo/Kirsty Wigglesworth)

ในสายตาแฟนบอลเชลซีส่วนมากแล้ว เมาริซิโอ ซาร์รี่ อาจจะไม่ใช่หัวหน้าโค้ลที่เป็นที่รักของแฟนบอลมากนัก โดยหลาย ๆ คนมองว่าเขาไม่ได้ทำอะไร หรือมีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนอกจากเดินไปเดินมา และ เคี่ยวก้นบุหรี่ เพื่อแก้อาการเสี้ยนบุหรี่

แต่ในความจริงทางสถิติแล้ว ซาร์รี่ กุนซือที่แก้เกมดีที่สุดคนหนึ่งในพรีเมียร์ลีก โดยเขาสามารถพลิกสถานการณ์จากที่ทีมจะต้องแพ้ เป็นเสมอ หรือ จะต้องเสมอเป็นชนะ ได้ถึง 11 นัดในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้

แน่นอน ส่วนหนึ่งอาจจะต้องยกเครดิตให้กับความยอดเยี่ยมของ เอเด็ง อาซาร์ ที่เล่นในฤดูกาลนี้ได้อย่าง “เหนือมนุษย์” หลังจากทำไป 16 ประตู กับ 15 แอสซิสต์ ในทุกรายการ และมีโอกาสที่จะพาเชลซี เถลิงแชมป์อีกรายการ ในยูฟ่า ยูโรป้า ลีก ก่อนที่เขาจะจากไป(?)

และถึงแม้พวกเขาจะไม่สามารถคว้าแชมป์ ยูโรป้า ลีกได้ เชลซีก็ไม่เดือดร้อน หลังสามารถจบอันดับที่ 3 ในศึกพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ได้สำเร็จไปแล้ว ดังนั้นพวกเขาการันตีการไปเล่นในฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้าแน่นอนด้วย ซึ่งถึงแม้จะไม่ใช่ผลงานระดับสุดยอด แต่มันก็ทะลุเป้าหมายที่ทีมวางไว้ในตอนแรก คือการจบท็อปโฟร์

ส่วนจะได้แชมป์ติดไม้ติดมือสักรายการมั้ยนั้น…ต้องว่ากันอีกที

 

“ปืนใหญ่” – การเริ่มต้นที่เลวร้ายไม่ได้หมายความว่าจะไปไม่ถึงเป้า

(AP Photo/Tim Ireland)

อาร์เซน่อล เปิดฤดูกาลด้วยความพ่ายแพ้ 2 นัดติดต่อทั้ง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ คู่ปรับร่วมเมืองอย่าง เชลซี โดยพวกเขาต้องหล่นลงมารั้งอันดับ 17 ของตาราง และมีข่าวว่า อูไน เอเมรี่ กลายเป็นหนึ่งในกุนซือที่มีโอกาสโดนปลดจากตำแหน่งในตอนนั้นด้วย

แต่หลังจากนั้น “ปืนใหญ่” ก็เก็บชัยชนะรัว ๆ 7 นัดติด และขึ้นมาลุ้นเป็นทีมอันดับ ท็อป 4 ของตารางการแข่งขันในศึกพรีเมียร์ลีก จนได้

แน่นอนว่า ผลงานในช่วงท้ายฤดูกาล ที่พวกเขาหลุดฟอร์มไปพร้อม ๆ กับ ทีมลุ้นท็อป 4 อีก 3 ทีมที่เหลือ ทำให้พวกเขาต้องจบในอันดับที่ 5 แต่ผลงานในฟุตบอล ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก กลับกลายเป็นตัวชูโรงของพวกเขาในฤดูกาลนี้ เมื่อพวกเขาล้มทีมอย่าง นาโปลี และ บาเลนเซีย ผ่านเข้าชิงชนะเลิศได้สำเร็จ

และต้องไปเจอคู่ปรับร่วมกรุงลอนดอน อย่าง “สิงห์บลูส์” อีกครั้ง หลังผลัดกัน ชนะ-แพ้ ในพรีเมียร์ลีกมาทีมละครั้ง

จะว่าไป แชมป์ยูโรป้า ลีก เป็นภาคบังคับของ อูไน เอเมรี่ ที่ต้องทำให้ได้เหมือนกัน เพราะไม่เช่นนั้น พวกเขาจะไม่สามารถบรรลุเป้าในการไปเล่นในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้าที่ทีมตั้งไว้ตอนเปิดฤดูกาลได้ แต่เชลซีคงไม่ยอมปล่อยให้ตำแหน่งแชมป์อยู่ในมือคู่ปรับร่วมกรุงลอนดอน ง่าย ๆ แน่

แต่ แฟนปืนใหญ่ อาจจะเย็นใจได้เปราะหนึ่ง เพราะอย่าลืมว่า เอเมรี่ เป็นเซียนบอลถ้วยตัวจริง และ เคยพาทีมเซบีญา คว่แชมป์รายการนี้มาแล้ว 3 สมัยซ้อนด้วย ส่วนผลจะเป็นยังไง ไปรอดูกันสิ้นเดือนนี้แล้วกันนะ…

 

อื่น ๆ อีกมากมายในลอนดอน

(AP Photo/Rui Vieira)

 นอกจากสามทีมชูโรงที่ได้กล่าวไปแล้ว ทั้ง ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์, อาร์เซน่อล และ เชลซี ทีมอื่น ๆ ในลอนดอน ปีนี้ ล้วนแต่สร้างสีสัน ให้กับพรีเมียร์ลีก ได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น คริสตัล พาเลช, เวสต์แฮม ยูไนเต็ด หรือทีมที่ต้องตกชั้นไปในปีนี้อย่าง ฟูแล่ม ก็ตาม

เริ่มกันที่ “ขุนค้อน” เพราะมานูเอล เปเยกรินี่ มีข่าวเกือบโดนไล่ออกในช่วงต้นฤดูกาล แต่เมื่อพวกเขาจูนทีมติด เวสต์แฮม ก็กลายเป็นทีมที่น่ากลัว และกลับขึ้นมาจบท็อป 10 จนได้ ซึ่งทีมของพวกเขาปีนี้ ยังผลิตดาวรุ่งที่น่าจะสร้างความฮือฮา ในตลาดนักเตะที่จะมาถึงอย่าง ดีแคลน ไรซ์ ขึ้นมาได้ด้วย

ด้าน คริสตัล พาเลข ถึงแม้จะจบอันดับต่ำกว่า เวสต์แฮม แต่พวกเขาเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้การลุ้นแชมป์ฤดูกาลนี้เข้มข้น เพราะพวกเขา คือทีมเดียวที่บุกไปเชือด แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมแชมป์ได้ถึง เอติฮัด สเตเดี้ยม และยังบุกไปชนะ อาร์เซน่อล ได้ถึงบ้านด้วย พวกเขามีศักยภาพทีมที่ดี และล่าสุดก็มีข่าวได้รับความสนใจที่จะเข้าไปเทคโอเวอร์ จาก อดีตนายกอย่าง ทักษิณ ชินวัตร ด้วย

ส่วนฟูแล่ม ถึงแม้จะตกชั้นไปแล้ว แต่พวกเขาก็มีศักยภาพ และกำลังเงินเหลือเฟือจาก ซาฮิด ข่าน ที่พร้อมจะจ้างกุนซือฝีมือดีเข้ามาทำให้ทีมเลื่อนชั้นกลับไปสู่พรีเมียร์ลีกในเร็ววัน และ อย่าลืมว่า ท้ายฤดูกาล พวกเขามีประกายว่ากำลังจะไปในทิศทางที่ถูกต้อง หลัง เก็บชับได้ 3 นัดติดด้วย

ส่วนปีหน้า ทีมจาก ลอนดอน จะเหลือแค่ 3 ทีมแน่นอนแล้ว เพราะทีมที่ขึ้นชั้นไปแล้ว รวมถึงมีลุ้นเลื่อนชั้น ไม่มีทีมจากลอนดอนเลย แต่กระนั้น ทีมทั้ง 5 ที่เหลืออยู่ในลอนดอน ทั้ง ท็อตแน่ม, เชลซี, อาร์เซน่อล, เวสต์แฮม และ พาเลช ก็ล้วนแต่น่าจับตามอง และน่าจะสร้างความเซอร์ไพร์สบางอย่างให้กับพรีเมียร์ลีกได้เหมือนเดิม แน่นอน…

 

“Mr.BOSTON”

 

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports

 

 

TRUE TALK : 5 สิ่งที่เรารู้หลังผ่าน พรีเมียร์ลีก สัปดาห์สุดท้าย ... by "Mr.BOSTON"

จบกันไปแล้ว สำหรับพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2018/19 และมันก็เป็นการคว้าแชมป์แบบไม่พลิกล็อกของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่นำในตารางคะแนนก่อนลงเล่นในสัปดาห์นี้

ก่อนอื่น ๆ ผู้เขียนคงต้องขอบคุณท่านผู้อ่านทางทรูไอดี ทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นทั้งขาประจำหรือขาจร ที่ติดตามคอลัมน์ “5 สิ่งที่เราเรียนรู้หลังผ่านพรีเมียร์ลีกแต่ละสัปดาห์” มาตลอด (หรืออาจจะเพิ่งมาอ่านชิ้นแรกในชิ้นนี้ก็ตาม) ตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา ถ้าสิ่งใดผิดพลาด หรือ ไม่ถูกใจ ผู้เขียนต้องขออภัยมา ณ ที่นี่

สำหรับในฤดูกาลหน้า ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ทุกท่านน่าจะยังได้ติดตาม คอลัมน์ “5 สิ่งที่เราเรียนรู้หลังผ่านพรีเมียร์ลีกแต่ละสัปดาห์” ผ่านทาง ทรูไอดี เช่นเดิมนะครับ

สำหรับ 5 สิ่งสุดท้าย จากเกมพรีเมียร์ลีกนัดท้ายสุดของฤดูกาลที่เราได้เรียนรู้ มีอะไรบ้าง…ไปดูกันเลย

 

1 และ 4 เลขมนตราของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

(AP Photo/Frank Augstein)

 เลข 1 กับเลข 4 อาจจะเป็นเลขนำโชคของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หลังพวกเขาเอาชนะไบรจ์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน แบบที่มีเสียวเล็ก ๆ จากการโดน เกล็น เมอร์เรย์ ทำประตูให้เจ้าบ้านนำไปก่อน ก่อนมายิง 4 ลูกรวด เอาชนะ ไปได้ 4-1

ชัยชนะเกมนี้ ทำให้พวกเขา ชนะติดต่อกันเป็นนัดที่ 14 หลังจากเกมที่พ่ายต่อ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ในช่วงปลายเดือนมกราคม ซึ่งเป็นการพ่ายแพ้นัดสุดท้ายของพวกเขาในฤดูกาลนี้ ซึ่งเป็นนัดที่ 4 โดยจาก 4 นัดที่เขาแพ้ เป็นการแพ้ในบ้านเพียง 1 นัดเทานั้น

ชัยชนะในนัดสุดท้าย ทำให้พวกเขาคว้าแชมป์เหนือ ลิเวอร์พูล 1 คะแนน และแน่นอนว่า นี่คือแชมป์พรีเมียร์ลีก สมัยที่ 4 ของพวกเขาอีกด้วย

เหมือนบังเอิญใช่ใหม่ครับ แต่มีบังเอิญกว่านั้นอีก เพราะนี่ คือแชมป์ลีก สมัยที่ 14 ที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า คว้ามาได้ทั้งในฐานะนักเตะ และโค้ชด้วย

ทั้งหมดที่กล่าวมา เกี่ยวกับเลข 1 และ 4 อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญจริง ๆ แต่ที่ไม่บังเอิญแน่ ๆ คือฝีมือ และความนิ่งของ ซิตี้ ในปีนี้ เพราะถึงตรงนี้ คงไม่มีใครกล้าพูดว่า การคว้าแชมป์ของพวกเขาเป็นเรื่องบังเอิญแน่ ๆ

 

ลิเวอร์พูล ไม่มีอะไรให้ต้องเสียใจ 

(Peter Byrne/PA via AP)

ถึงจะพลาดแชมป์ลีกเป็นปีที่ 29 ติดต่อกันแล้ว สำหรับลิเวอร์พูล แต่ ฟอร์มการเล่นของพวกเขาในฤดูกาลนี้ ไม่มีอะไรให้แฟนบอลคางคา และเสียใจ ถึงแม้จะดูน่าเสียดายไปบ้าง ที่ต้องมาชวดแชมป์ไปแค่แต้มเดียวก็ตาม

ไม่ใช่คำกล่าวที่ผิดถ้าจะบอกว่า ซิตี้ เป็นทีมที่ดีกว่า ลิเวอร์พูล ถ้าวัดจากตารางคะแนน แต่ถ้าวัดจากฟอร์มการเล่นโดยรวม ในฤดูกาลนี้ ทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็ไม่ได้เป็นรองทีมของ กวาร์ดิโอล่า เลย แต่มันเป็นเรื่องของ โชคและดวง และ ระยะอีกแค่ 29.11 มิลลิเมตรเท่านั้น

เหนือสิ่งอื่นใด ถ้าคนดูบอลเป็นคงจะดูออกว่า ทีมของ คล็อปป์ เป็นทีมที่ยอดเยี่ยม และจะกลับมาต่อกรกับ “เรือใบ” ในฤดูกาลหน้าได้อย่างไม่ต้องสงสัย พวกเขามีทีมที่ดี โค้ชที่ดี สปิริตที่ดี ซึ่งพวกเขาถือว่าประสบความสำเร็จแล้วในเรื่องเหล่านั้น ขาดแค่แชมป์ที่จะการันตีเป็นรูปธรรมเท่านั้น

ดังนั้น ในฤดูกาลหน้า พวกเขาน่าจะกลับมาท้าชิง ในสิ่งที่พวกเขาขาดไปในฤดูกาลนี้ และนั่น น่าจะทำให้ พรีเมียร์ลีก กลับมาเดือดอีกครั้งแน่นอน

แต่สำหรับ “แฟนหงส์แดง” ในฤดูกาลนี้ พวกคุณอาจจะเสียดายไม่ได้แชมป์ แต่พวกคุณไม่มีอะไรให้ต้องเสียใจเลย

 

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับความเปลี่ยนแปลงที่จะตามมา

(AP Photo/Rui Vieira)

ตรงข้ามกับ ลิเวอร์พูล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังเข้าสู่ยุคมืดอย่างแท้จริง ผลงานในการพ่ายต่อ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ทีมที่ตกชั้นไปแล้วในบ้านตัวเองด้วยสกอร์ 0 เป็นอะไรที่ตอกย้ำความย่ำแย่ในเรื่องนั้น

จากที่เราเห็นในฤดูกาลที่ผ่านมา ยูไนเต็ด ต้องการความเปลี่ยนแปลงในทุกภาคส่วน ไม่ใช่แค่ กองกลาง, กองหน้า, กองหลัง หรือ ผู้รักษาประตู เท่านั้น มันรวมไปถึง สไตล์การทำทีมในช่วงหลังของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา, แท็คติกส์ และทัศนคติของผู้บริหารก็ด้วย!

และทั้งหมดนี้ น่าจะเกิดขึ้นในช่วงปิดฤดูกาลนี้ เริ่มจากการถ่ายเลือดนักเตะ โดยปล่อยนักเตะบางส่วนออกไป และดึงนักเตะใหม่ ๆ เข้ามา ซึ่งตรงนี้ไม่น่าจะมีปัญหาสำหรับทีมอย่าง ยูไนเต็ด แต่ที่น่าเป็นห่วง คือสไตล์การทำทีมของ โซลชา กับ การทำงานของ เอ็ด วูดเวิร์ด ที่ต้องมาลุ้นกันว่า จะเป็นแบบในฤดูกาลนี้อีกหรือไม่

แต่ทั้งหมดทั้งมวล แฟน “ปีศาจแดง” อาจจะต้องอดทนกันสักหน่อย เพราะมันก็น่าจะเป็นเหมือนอย่างที่ กุนซือชาวนอร์เวย์ กล่าวไว้ว่า “ถ้าปีหน้า แมนยูลุ้นแชมป์ก็เป็นเรื่อง ปาฏิหาริย์แล้ว” และเป้าหมายของยูไนเต็ด คือ “การลดช่องว่าจากทีมอื่น ๆ” เท่านั้น

 

โอบาเมยัง-มาเน่ กับลูกฮึดให้เป็นดาวซัลโว

(Nigel French/PA via AP)

การทำ 2 ประตูของ ปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมยัง ในเกมกับ เบิร์นลี่ย์ และ ซาดิโอ มาเน่ ที่ทำ 2 ประตูเช่นกันในเกมเอาชนะวูล์ฟแฮมป์ตัน 2-0 ส่งให้พวกเขาขึ้นไปเป็นดาวซัลโวของฤดูกาล ร่วมกับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่ยืนรอที่ 22 ประตูก่อนลงสนามในนัดนี้

แน่นอน ว่าถ้าเทียบกับฤดูกาลก่อน ที่ โม ซาลาห์ ยิงได้ 32 ประตู หรือ ฤดูกาล 2016/17 ที่แฮร์รี่ เคน ยิงได้ 28 ประตู จำนวน 22 ประตู ถือเป็นจำนวนที่น้อย แต่ถ้ามองในแง่ของการแข่งขันแล้ว การมีดาวซัลโว 3 คน ถือเป็นการแข่งขันที่ สูสีมากเลยทีเดียว

และที่ต้องยกย่องเป็นพิเศษ คือในรายของ ปีแอร์ เอเมอริค โอบาเมยัง ที่เขามีเวลาลงสนามน้อยที่สุด เมื่อเทียบกันทั้ง 3 คน และมีโอกาสยิงน้อยที่สุดด้วย เพราะเขาต้องแบ่งกันเล่นกับ อเล็กซองด์ ลากาแซ็ตต์ ตามแท็คติกส์ของอูไน เอเมรี่ ซึ่งน่าคิดว่า ถ้าเขามีแวลา อละโอกาสลงสนามเยอะกว่านี้ เขาอาจจะมีโอกาสเหมาเดี่ยวในตำแหน่งดาวซัลโวหรือเปล่า?

 

ฤดูกาลที่มีคุณภาพที่สุดครั้งหนึ่ง

(AP Photo/Frank Augstein)

ถึงแม้ไม่ใช่ฤดูกาลที่มีการขับเคี่ยวกันหลายทีม แต่การลุ้นแชมป์ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับ ลิเวอร์พูล ในฤดูกาลนี้ ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ แบบที่เรา ๆ ท่าน ๆ สัมผัสได้ตลอด 38 เกมที่ผ่านมา เพราะมันเต็มไปด้วยความระทึก และ เร้าอารมณ์จนนัดสุดท้าย

ไม่ใช่แค่นั้น การลุ้นอันดับที่ 4 รวมไปถึงการหนีตกชั้น ก็ต้องลุ้นกันจนนัดรองสุดท้าย กว่าจะได้ทีม ท็อป 4 กับทีมตกชั้นครบทั้ง 3 ทีม

นอกจากนี้ ทีมกลางตาราง ยังเป็นตัวแปลสำคัญทั้งในส่วนการลุ้นแชมป์, ลุ้นพื้นที่ยุโรป และลุ้นหนีตกชั้น ไม่ว่าจะเป็นทีมอย่าง วูล์ฟแฮมป์ตัน หรือ คริสตัล พาเลช ที่เป็นตัวแปลที่น่าเหลือเชื่อในฤดูกาลนี้

นอกจากนี้ยังมีเรื่องอื่น ๆ อีกหลายปัจจัย ที่น่าจะสรุปได้ว่า พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2018/19 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปนั้น คือฤดูกาลคุณภาพ ครั้งหนึ่งของศึกพรีเมียร์ลีกอย่างไม่ต้องสงสัยเลย…

 

“Mr.BOSTON”

 

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports

TRUE TALK : การได้ เกิด-เติบโต-เชียร์ และลงเล่นให้ลิเวอร์พูล ของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ... by "Mr.BOSTON"

หลังจากปล่อยให้ รบส. หรือ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน โชว์ฟอร์มโดดเด่นเกินหน้าเกินตาไปในฤดูกาลก่อน ปีนี้ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ก็ก้าวขึ้นมาทำผลงานโดดเด่นได้อย่างน่าประทับใจเคียงคู่กัน

ผลงาน 12 แอสซิสต์ในพรีเมียร์ลีก 16 แอสซิสต์ในทุกรายการของเขาในฤดูกาลนี้ บอกได้ดีถึงการพัฒนาที่ยอดเยี่ยมในตำแหน่งฟูลแบ็คเมื่อเทียบกับฤดูกาลก่อน ที่ทำไปเพียง 3 แอสซิสต์ในทุกรายการ

สิ่งที่ขับเคลื่อนตังเขาให้มาถึงทุกวันนี้ หาใช่แค่การต้องการประสบความสำเร็จในโลกฟุตบอลเท่านั้น แต่มันมีอะไรมากกว่านั้นอยู่เบื้องหลัง ทั้งเรื่องของ ความฝัน, ศักดิ์ศรี และความเป็น สเกาเซอร์ ตัวจริง

และนี่คือเรื่องราวของ แบ็คจอมแอสซิสต์คนนี้

 

เกิด และ เติบโตที่ ลิเวอร์พูล

(AP Photo/Rui Vieira) 

ตั้งแต่เด็ก ผมอยากจะเล่นฟุตบอลตลอดมา ผมเกิด และเติบโตที่นี่ มันทำให้ผมรักลิเวอร์พูลเสมอ มันเป็นความรู้สึกที่ดีมาก ๆ และ ภูมิใจที่สุดสำหรับผม ที่ผมสามารถบอกใคร ๆ ได้ว่า ผมเป็นนักเตะของลิเวอร์พูล

ก่อนที่เจ้าของประโยคด้านบนจะกล่าวประโยคนั้นราว 20 ปีเศษ เด็กคนหนึ่งที่มีชื่อว่า เทรนต์ จอห์น อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ได้ถือกำเนิดขึ้นในย่าน เวสต์ ดาร์บี้ ของเมือง ลิเวอร์พูล ในครอบครัวที่มีสมาชิก 5 คน คือ พ่อ, แม่ และพี่ชายของเขา ไทเลอร์ และ น้องชายของเขา ที่จะเกิดตามหลังเขาอีก 3 ปี อย่าง มาร์เซล

เทรนต์ เข้าเรียนโรงเรียนประถมศึกษาที่ เชนต์ แมทธิวส์ คาทอลิก จนเมื่อายุได้ 6 ขวบ สายสัมพันธ์ของเขากับทีม “หงส์แดง” ก็ได้ก่อตัวขึ้น เมื่อโรงเรียนของเขา ได้รับเชิญให้ไปร่วมในค่ายฟุตบอลฤดูร้อนของ ลิเวอร์พูล และที่นั่นเอง เขาได้พบกับโค้ช เอียน บาร์ริแกน โค้ชทีมเยาวชนของลิเวอร์พูล ที่มองเห็นแววในตัวเขา และยื่นข้อเสนอให้เขาได้เข้าร่วมกับ อคาเดมี่ โดยให้ร่วมฝึกซ้อมเป็นการชั่วคราว สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

หลังจากนั้น เทรนต์ ก็ย้ายไปเรียนที่ เรนฮิลล์ ไฮ เพราะสายสัมพันธ์ที่เขามีกับอคาเดมี่ของทีม ทำให้เขาได้ซ้อมกับทีมเยาวชนของ “หงส์แดง” บ่อยขึ้น และได้รับเลือกให้เป็นกัปตันของทีมชุดอายุต่ำกว่า 16 และ ชุดอายุต่ำกว่า 18 ปี ตามลำดับ ภายใต้การดูแลของโค้ช เปปิน ลินเดอร์ส

ตลอดเวลาที่เขาที่เขาอยู่กับ อคาเดมี่ของ “หงส์แดง” เขาแสดงศักยภาพออกมาอย่างยอดเยี่ยม และได้รับโอกาสที่จะขึ้นมาติดทีมในเวลาต่อมา ภายใต้โค้ชที่ยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งในวงการฟุตบอลปัจจุบันอย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์

 

ลงเล่นให้ ลิเวอร์พูล

 

KYIV, UKRAINE

ครั้งแรกที่ผมได้มาเล่นที่นี่ (แอนฟิลด์) ผมรู้สึกว่ายังเด็กมาก ๆ ผมตื่นเต้นสุด ๆ และกลัวมาก ๆ  และครอบครัวผมก็ดูอยู่บนอัฒจันทร์ และก่อนเกม พวกเขาบอกผมว่า ‘นี่เป็นทุกสิ่งที่ลูกใฝ่ฝันมาตลอด เราภูมิใจในตัวลูก ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม’

นั่นคือความรู้สึกของเขา ก่อนลงสนามในเกม ลีกคัพ ที่ช่วย ลิเวอร์พูล เอาชนะ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ได้ในเกมนั้น 2-1 ในวันที่ 25 ตุลาคม 2016

สำหรับเขา นี่ถือเป็นเกียรติที่ยิงใหญ่ และเหมือนฝันเป็นจริง ที่เขาได้ลงเล่นให้กับทีมบ้านเกิด ทีมที่เขารัก และทีมที่เขาทุ่มเทให้ทั้งตัวและใจ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

บทบาทของ เทรนต์ กับ “หงส์แดง” พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับ เพราะหลังจากลงเล่นในเกมแรก กับทีมในเกม ลีกคัพ เขายังได้ลงสนามในพรีเมียร์ลีกอีก 7 นัด เอฟเอ คัพอีก 2 นัด และในลีกคัพเพิ่มอีก 2 นัดด้วย โดยเขาจบฤดูกาล 2016/17 ด้วยการมี 1 แอสซิสต์ อีกต่างหาก หลังช่วยทีมเอาชนะ ลีดส์ ยูไนเต็ด ได้ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายของ ลีกคัพปีนั้น

สำหรับในฤดูกาลก่อน เขามีบทบามกับทีมมากขึ้นอย่างชัดเจน โดยเขาได้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกถึง 50% ของทั้งฤดูกาล หรือ 19 นัด โดยลงเล่นในฐานะตัวจริงถึง 18 นัดด้วย และนอกจากนี้ เขายังมีบทบาททั้งใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และ เอฟเอ คัพด้วย

แต่ถึงอย่างนั้น ในฤดูกาลนี้ เขาก็ต้องพบกับช่วงที่ฟอร์มย่ำแย่กับทีม โดยเฉพาะในเกม ที่พบกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ คริสตัล พาเลช เพราะเขามีปัญหาในการถูกทั้ง ราฮีม สเตอร์ลิง, มาร์คัส แรชฟอร์ด และ วิลฟรีด ซาฮา พาทัวร์ในฤดูกาลนั้น แต่เขาก็มาแก้ตัวได้ จากการปิดผนึก ลีรอย ซาเน่ ในเกม ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก กับ “เรือใบ” ทั้งเลกแรก และ เลก 2 ได้อย่างยอดเยี่ยมพร้อมพาทีม เข้าชิงชนะเลิศได้สำเร็จด้วย

 

หวังจะนำทีม ลิเวอร์พูล

KYIV, UKRAINE 

ผมต้องการเป็นนักเตะลิเวอร์พูลเสมอมา ผมตั้งเป้าหมายอย่างยิ่งว่า วันหนึ่งผมจะกลายมาเป็นกัปตันทีมลิเวอร์พูล ผมเชื่อมั่นในตัวเองมากว่าผมทำได้ และผมหวังว่ามันจะเป็นแบบนั้น

การได้เกิด, เติบโต และ ลงเล่นให้ ลิเวอร์พูล ทำให้เขามีไอดอล เป็นนักเตะของทีม “หงส์แดง” ไปโดยปริยาย และขวัญใจของเขาคือนักเตะอย่างเจมี่ คาร์ราเกอร์, ซาบี อลองโซ่ รวมไปถึง เฟอร์นานโด ตอร์เรส แต่ที่สุดในบรรดาเหล่านักเตะทั้งหมด ต้องยกให้กับ “สตีวี่ จี” สตีเวน เจอร์ราร์ด

และการมีขวัญใจเป็นกัปตันทีมผู้ยิ่งใหญ่ แห่งถิ่นแอนฟิลด์ ทำให้ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่เขาหวังจะนำทีม “หงส์แดง” ลงสนามให้ได้สักวันหนึ่ง

และเชื่อว่า แฟนลิเวอร์พูล คงไม่ว่าอะไร ถ้าปลอกแขนกับตันทีม ที่ส่งต่อมาจาก เจมี่ คาร์ราเกอร์ สู่ สตีเวน เจอร์ราร์ด ผ่าน จอร์แดน เฮนเดอร์สัน จะตกไปอยู่กับ เด็กท้องถิ่นที่เติบโตมาในฐานะแฟนบอลและ นักเตะของ “หงส์แดง” คนนี้

ไม่แน่ว่า เราอาจจะได้เห็นความฝันของ เทรนต์ เป็นจริงในอนาคตอันใกล้ก็ได้นะ

 

“Mr.BOSTON”

 

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports

TRUE TALK : 5 อันดับการซื้อขายตัวยอดเยี่ยม/ยอดแย่ ประจำพรีเมียร์ลีก 2018/19 ... by "Maxzio"

พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2018/19 ปิดฉากลงไป กับการรักษาแชมป์ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เอาไว้ได้ แต่ต้องชื่นชม ลิเวอรพูล ที่โชว์ฟอร์มทั้งซีซั่นได้อย่างยอดเยี่ยม หลังเก็บไปได้ถึง 97 แต้ม แพ้เพียงเกมเดียวเท่านั้น และกลายเป็นทีมรองแชมป์ที่มีแต้มที่สุดในประวัติศาสตร์

ในฤดูกาล 2018/19 ทั้ง 20 สโมสรซื้อนักเตะรวมกันแล้ว 127 คน (ไม่รวมยืมตัว) รวมมูลค่าการซื้อกว่า 1,455 ล้านปอนด์ และปล่อยนักเตะออกไปจากทีมไป 136 คน รวมมูลค่าการขายอยู่ที่ 450 ล้านปอนด์ โดยทีมที่ซื้อเยอะที่สุดคือ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน ที่รอดตกชั้นแบบเฉียดฉิว ซื้อไป 16 คน ส่วนทีมที่จ่ายเยอะที่สุดคือ ลิเวอร์พูล ที่ลงทุนไป 163.98 ล้านปอนด์ จากผู้เล่น 4 คนที่เสริมทัพเข้ามา

ด้านทีมที่ขายนักเตะออกไปมาที่สุดคือ ไบรท์ตัน เช่นกัน ที่ปล่อยนักเตะไป 13 ราย ถือว่าเป็นทีมที่เปลี่ยนทีมครั้งใหญ่จากปีที่แล้ว แต่ผลงานกลับตกลงไป ส่วนทีมที่ได้เงินจากการขายนักเตะมากที่สุดในซีซั่นนี้คือ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ปล่อยนักเตะไป 7 คน ได้เงินมาถึง 84.87 ล้านปอนด์ โดยหนึ่งในเจ็ดคือ ริยาด มาห์เรซ ที่แมนฯ ซิตี้ทุุ่มเงิน 61.02 ล้านปอนด์ดึงตัวไป

และในพรีเมียร์ลีก 2018/19 มีเพียง 2 ทีมอย่าง วัตฟอร์ด และท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ได้กำไรจากการซื้อขายนักเตะโดย “แตนอาละวาด” ได้กำไร 45.40 ล้านปอนด์ หลักๆ มาจากการขาย ริชาร์ลิสัน และ”ไก่เดือยทอง” ที่ไม่ซื้อนักเตะแม้แต่คนเดียว และขาย มุสซ่า เดมเบเล่ ไป 4.82 ล้านปอนด์ ส่วนทีมที่ขาดทุนสุดๆ ตกเป็นของ เชลซี ที่ขาดทุดไป 149.40 ล้านปอนด์

วันนี้ TrueID พาไปดู 5 อันดับ การซื้อขายนักเตะยอดเยี่ยม และยอดแย่ ประจำฤดูกาลนี้กัน (ราคาทั้งหมดอ้างอิงจาก www.transfermarkt.com)

 

การซื้อขายนักเตะยอดเยี่ยม

5. เดวิด บรู๊คส์ 10.17 ล้านปอนด์ (บอร์นมัธ จาก เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด)

Andrew Matthews/PA via AP

ปีกชาวเวลส์ ที่เกิดที่อังกฤษ วัย 21 ปี ย้ายจาก เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ทีมน้องใหม่ในศึกพรีเมียร์ลีก เข้ามาเล่นกับ บอร์นมัธ ด้วยค่าตัวเพียง 10 ล้านปอนด์ ถือว่าไม่แพ้สำหรับราคาในสมัยนี้ และด้วยอายุย่างเข้า 21 ปีเท่านั้น

แต่ไอหนู บรู๊ค กลับสร้างความเซอร์ไพรส์ยึดตัวจริงตั้งแต่นัดแรก ก่อนจะใช้เวลา 7 เกมเบิกสกอร์แรกในสีเสื้อ “เดอะ เชอร์รี่ส์”และสร้างความประทับใจตลอดทั้งฤดูกาลกับคู่หูอีกริมฝั่งเส้นหนึ่งอย่าง ไรอัน เฟรเซอร์

สรุปทั้งฤดูกาล เดวิด บรู๊คส์ ลงช่วยทีม 33 นัดในทุกฤดูกาล ยิงไป 5 ประตู กับอีก 5 แอสซิตส์ ถือว่าเป็นการเดบิวต์ฤดูกาลแรกได้อย่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน

 

4. ไรอัน บาเบล 1.8 ล้านปอนด์ (ฟูแล่ม จาก เบซิคตัส)

AP Photo/Matt Dunham

ปีกวัย 32 กลับมาค้าแข้งในคำรบที่สองในเกาะอังกฤษอีกครั้งกับ ฟูแล่ม หลังเคยเล่นให้กับ ลิเวอร์พูล ในช่วงปี 2007-2011 ไปเกือบร้อยนัด หนนี้ เคลาดิโอ รานิเอรี่ เป็นคนดึงกลับมาในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะหน้าหนาว เพื่อช่วยกู้วิกฤตพา ฟูแล่ม หนีตกชั้น ด้วยราคาเพียง 1.8 ล้านปอนด์ จากเบซิตัส

แม้ว่า รานิเอรี่ จะอยู่ต่อไปได้ไม่ถึงเดือน หลัง บาเบล เข้ามาสู่ทีม แต่ปีกทีมชาติเนเธอร์แลนด์ กลับโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยม จัดการทำสองแอสซิสต์ ในเกมที่สองกับ ไบรท์ตัน รวมถึงเบิกสกอร์ใส่ ลิเวอร์พูลต้นสังกัดเก่าอีกด้วย

แม้สรุปสุดท้าย ไรอัล บาเบล จะไม่สามารถช่วย “เจ้าสัวรอด”ตกชั้นตามความตั้งใจได้ แต่เขาก็ได้ฝากผลงาน 5 ประตูกับอีก 4 แอสซิสต์ ตลอด 16 เกมที่ลงสนามใน พรีเมียร์ลีก ครึ่งเลกหลัง และอนาคตของเจ้าตัวยังเปิดกว้าง แม้ว่า สก็อต ปาร์คเกอร์ เฮดโค้ชอยากให้อยู่กับทีมต่อ ก็ยากที่รั้งตัวปีกหัวแดงรายนี้เอาไว้ได้ในลีกรองของแดนผู้ดี

 

3. เจา มูตินโญ่ 5.04 ล้านปอนด์ (วูล์ฟแฮมป์ตัน จาก โมนาโก)

Martin Rickett/PA via AP

หนึ่งในกองกลางสายคลาสสิค ที่แฟนฟุตบอลได้ยินชื่อมานาน ในฤดูกาลนี้ มูตินโญ่ โยกมาค้าแข้งในลีกที่ดีที่สุดของโลกกับทีมน้องใหม่อย่าง วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอร์เรอร์ส ที่เสริมทัพดึงผู้เล่นสัญชาติโปรตุกีส เข้ามามากมาย กองกลางวัย 32 ปี ย้ายมาจาก โมนาโก ยอดทีมแดนน้ำหอมด้วยค่าตัวเพียง 5 ล้านปอนด์เท่านั้น

แม้ว่าด้วยวัย 32 ปี แต่ เจา มูตินโญ่ โชว์ฟอร์มดีเกินคาด และแทบจะไม่ต้องปรับตัวกับฟุตบอลอันดุดันของอังกฤษเลย เขาก้าวขึ้นมาเป็นมิดฟิลด์ตัวสร้างสรรค์ให้กับ “หมาป่า” ตั้งแต่เกมแรก แม้ว่า มูตินโญ่ จะยิงได้เพียง 1 ประตูในฤดูกาล 2018/19 แต่ 1 ประตูนั้นเป็นประตูที่ช่วยน้องใหม่แบ่งแต้มจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ และยังส่งบอลให้เพื่อนทำประตูไปได้อีก 8 ครั้ง

แต่ที่น่าสนใจคือ 38 เกมในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลแรกของกองกลางรายนี้ ลงสนามครบทุกนัด ไม่มีอาการบาดเจ็บรบกวนเลย ทำให้ มูตินโญ่ เป็นส่วนประกอบสำคัญที่พา วูล์ฟแฮมป์ตัน ทะยานขึ้นมาจบอันดับ 7 ของตารางได้สำเร็จ

 

2. ฟาบินโญ่ 40.5 ล้านปอนด์ (ลิเวอร์พูล จาก โมนาโก)

AP Photo/Manu Fernandez

กองกลางวัย 25 ปีย้ายข้ามฟากมาด้วยค่าตัวราคา 40 ล้านปอนด์ จาก โมนาโก และเหมือนว่าจะเป็น 40 ล้านปอนด์ที่สูญเปล่าหลัง ฟาบินโญ่ ไม่ได้รับโอกาสลงสนามเลยแม้แต่นาทีเดียวในระยะ 8 เกมแรก และมีถึง 3 เกมที่กระเด็นออกจากทีมไม่ติดแม้ชื่อบนม้านั่งสำรอง โดย เจอร์เก็น คล็อปป์ นายใหญ่ของทีมให้ความเห็นว่า กองกลางชาวบราซิล ยังปรับตัวเข้ากับฟุตบอลอังกฤษไม่ได้

แม้ว่าจะใช้เวลาปรับตัวซักระยะหนึ่ง แต่หลังจากเกมที่ 15 เป็นต้นไป ฟาบินโญ่ ได้รับโอกาสลงสนามยืนเป็นเสาหลักคอยปัดกวาดในตำแหน่งกองกลางตัวรับในแทบจะทุกๆ เกม เขาพลาดลงสนามในเกมกับ ฮัดเดอร์สฟิลด์ เพียงเกมเดียวเท่านั้น และพาทีมยกระดับเกมรับจนเสียเพียง 22 ประตูในฤดูกาลนี้

นอกจากนั้นในบางเกม ฟาบินโญ่ ยังขยับลงไปยืนตำแหน่ง เซ็นเตอร์แบ็ค จำเป็นถึง 3 เกมในฤดูกาลนี้ โดย 2 ใน 3 เกม ลิเวอร์พูล รักษาคลีนชีตได้อีกด้วย

 

1. อลิสสัน เบคเกอร์ 56.25 ล้านปอนด์ (ลิเวอร์พูล จาก โรม่า)

AP Photo/Manu Fernandez

ซีซั่นที่มีการทำลายผู้รักษาประตูที่แพงที่สุดในโลกโดย อลิสสัน เบคเกอร์ ทำลายไปก่อนที่ราคา 56.25 ล้านปอนด์ ก่อนจะโดน เกป้า อาร์ริซาบาลาก้า เกทับที่ 72 ล้านปอนด์ แต่ราคาที่ลิเวอร์พูล จ่ายไปนับว่าคุ้มค่ามหาศาลเลยทีเดียว

แฟนหงส์ คงจำความผิดพลาดของ ลอริส คาริอุส ในฤดูกาลที่ผ่านมาได้มา และมาเทียบกับฟอร์มของผู้รักษาประตูชาวบราซิล ก็คงประมาณได้ราวกับฟ้ากับเหว เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ลิเวอร์พูล บินสูงในฤดูกาลนี้ จาก 50 เกมเต็มๆ ที่ผู้รักษาประตูชาวบราซิล ลงเป็นปราการด่านสุดท้าย เขาเสียประตูไปเพียง 22 ลูกในพรีเมียร์ลีก และเก็บคลีนชีตไปได้ถึง 21 นัด คว้ารางวัลถุงมือทองคํา ไปครอง ซึ่งในฤดูกาลที่แล้ว คาริอุส กับคลีนชีต ได้เพียง 10 เกมเท่านั้น

อลิสัน ทำให้เห็นชัดว่า 56 ล้านปอนด์ที่ “หงส์แดง” เสียไปให้กับเขา เขาสามารถก้าวขึ้นมายก ระดับทีมได้มากเพียงใด ทำให้ตำแหน่ง การซื้อซื้อขายนักเตะยอดเยี่ยม ในฤดูกาลนี้จึงตกเป็นของเขาอย่างไม่มีข้อกังขาใดๆ

 

การซื้อขายนักเตะยอดแย่

5. อลิเรซ่า ยาฮานบาคห์ช 17.1 ล้านปอนด์ (ไบรท์ตัน จาก อาแซด อัลค์มาร์)

AP Photo/Frank Augstein

นักเตะเลือดเอเชียอย่าง ยาฮานบาคห์ช โชว์ผลงานได้ยอดเยี่ยมกับ อาแซด อัลค์มาร์ ทีมจาก เอเรดิวิซี่ ฮอลแลนด์ โดยเขาซัดไปคนเดียว 21 ประตูกับอีก 12 แอสซิตส์ โดยใน 21 ประตูที่ทำได้ เป็นการทำแฮตทริกถึง 2 ครั้ง พา อัลค์มาร์ จบอันดับที่ 3 ของลีก พร้อมคว้ารางวัลรางเท้าทองคำ การันตีผลงาน ก่อนจะย้ายซบ ไบรท์ตัน ด้วยค่าตัวสถิติสโมสร 17 ล้านปอนด์

แต่ความร้อนแรงขอเขากลับหาไปแบบไม่เหลืออะไรเลย เจ้าของเบอร์ 16 ได้รับโอกาสลงสนามไม่ถึง 20 นาทีต่อนัด ใน 7 เกมแรกในพรีเมียร์ลีก ก่อนจะเจ็บยาวบวกกับการกลับไปรับใช้ทีมชาติอิหร่าน ทำให้หายไปจากฟุตบอลแดนผู้ดี อีกร่วม 13 เกม โดยในครึ่งเลกหลังของ พรีเมียร์ลีก ปีกวัย 25 ไม่เคยลงสนามเล่นครบ 90 นาทีแม้แต่เกมเดียว และปิดฤดูกาลแรกในแดนผู้ดีด้วยผลงาน 0 ประตู 0 แอสซิสต์

 

4. ฌ็อง มิเชล เซรี 27 ล้านปอนด์ (ฟูแล่ม จาก นีซ)

Jean Michael Seri

กองกลางชาวไอวอรี่โคสต์ ที่เคยตกเป็นข่าว อาร์เซน่อล, เชลซี และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ จับจ้องตั้งแต่สมัยค้าแข้งอยู่กับ นีซ และพร้อมทุ่มเงินถึง 40 ล้านเพิ่มดึงตัวเข้ามาร่วมทีม แต่สรุปสุดท้าย ฟูแล่ม น้องใหม่กลับปาดหน้าคว้าตัวไปด้วยเงิน เกือบ 30 ล้านปอนด์ และเป็นการซื้อตัวที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ของ “เจ้าสัว” เพื่อหวังให้ เซรี เข้ามาเป็นห้องเครื่อง และคอยปัดกวาดพาทีมรอดตกชั้น

แม้ว่าในช่วงแรกกองกลางวัย 27 ปี ดูจะมีของให้ปล่อยอยู่พอสมควร หลังซัดประตูได้ตั้งแต่เกมที่ 3 แต่หลังจากนั้นฟอร์มของ เซรี ก็เริ่มหายไปเช่นเดียวกับ ฟูแล่ม เขาทำทีมเสียฟาวล์ไปถึง 32 ครั้ง มีส่วนเล่นผิดพลาดจนนำไปสู่การเสียประตู 2 ครั้ง และแย่งบอลได้เพียง 32 ครั้ง รั้งอันดับที่ 93 ของพรีเมียร์ลีก เลยทีเดียว

 

3. จอร์จินโญ่ 51.3 ล้านปอนด์ (เชลซี จาก นาโปลี)

AP Photo/Alastair Grant

กองกลางลูกรักที่โยกตาม เมาริซิโอ ซาร์รี่ จากรั้ว นาโปลี สู่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ด้วยค่าตัวมหาศาลถึง 51 ล้านปอนด์ พร้อมการการันตีตัวจริงจาก ซารี่ กองกลางชาวอิตาลี ที่เกิดที่บราซิล เปิดตัวอย่างสวยงามด้วยประตู ตั้งแต่เกมแรก พา เชลซี เก็บชัยเหนือ ฮัดเดอร์สฟิลด์ 3-0 และทั้งฤดูกาล จอร์จินโญ่ พลาดการลงสนามให้เชลซี เพียงเกมเดียวทั้ง พร้อมโชว์สถิติส่งบอลมากที่สุดในลีก ด้วยจำนวน 3,118 ครั้ง

แต่ด้วยการแปะบอลไปมา จนแฟนพากันให้ฉายา “อาแปะ” ไม่ได้บ่งบอกความเหนือชั้นที่เชลซี ต้องลงทุนทุ่มเงิน 51 ล้านปอนด์ เพื่อดึงเข้ามาสู่ทีม จอร์จินโญ่ ไม่ได้ยกระดับแผงกลาง เชลซี ให้ดีขึ้น เกมรุกทั้งหมดยังคงเป็น เอเด็น อาร์ซา ที่แบกหลังแอ่นอยู่เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือ ซาร์รี่ แทบจะไม่เคยแก้เกมโดยการเปลี่ยน อดีตกองกลาง นาโปลี ออกจากสนามเลย ตลอด 37 นัดที่ลงสนาม จอร์จินโญ่ ถูกเปลี่ยนตัวแค่เพียง 9 ครั้ง

แม้ว่าในช่วงท้ายซีซั่น กองกลางวัย 27 ปี จะโชว์ฟอร์มการเล่นที่พัฒนาขึ้นมา แต่ยังเทียบกับการละลายเงินไปถึง 51 ล้านปอนด์ไม่ได้ซัดนิด

 

2. ริยาด มาห์เรซ 61.02 ล้านปอนด์ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จาก เลสเตอร์ ซิตี้)

AP Photo/Tim Ireland

กองกลางดีกรีแชมป์ลีกกับ เลสเตอร์ ซิตี้ ย้ายซบ ทีมอันดับหนึ่งในลีก ด้วยค่าตัวแพงที่สุดในอันดับสอง ในปีนี้ รองจาก เกป้า อาร์ริซาบาลาก้า เท่านั้น โดยการคาดหวังจะเข้ามายกระดับฝั่งริมเส้น หลัง แบร์นาโด้ ซิลวา โชว์ฟอร์มไม่ค่อยหน้าประทับใจในฤดูกาลที่ผ่านมา

ทว่าการเข้ามาเล่นในทีมที่มีกองกลาง และตัวริมเส้น ระดับโลกอัดแน่นเต็มไปหมดนั้น ทำให้ มาห์เรซ ไม่สามารถยึดตัวแหน่งตัวจริงได้ โดยเฉพาะ แบร์นาโด้ ซิลวา ที่ดันระเบิดฟอร์มระดับมาสเตอร์พีซ ก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะที่ “เรือใบสีฟ้า” ขาดไม่ได้ ทดแทนการหายไปของ เควิน เดอ บรอยน์ ที่เจ็บบ่อยเหลือเกินในปีนี้

แม้ว่ากองกลางชาวแอลจีเรีย จะได้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีก ไปถึง 27 เกม ทำไป 7 ประตูและถวายพานให้เพื่อนยิงอีก 4 ครั้ง ทว่าเขาลงเล่นเฉลี่ย 50 นาทีต่อเกมเท่านั้น ถูกส่งมาในฐานะตัวสำรอง 13 เกมมากที่สุดเป็นอันดับที่ 24 ในลีก และลงเล่น 90 นาทีเต็มเพียง 7 เกมเท่านั้น และหากย้อนกลับไปเทียบกับ สถิติในซีซั่นที่เขาช่วย เลสเตอร์ ซิตี้ ผงาดคว้าแชมป์ยิ่งหนัก เพราะปีนั้น ปีกวัย 28 ปี ซัดไปถึง 17 ประตู กับอีก 10 แอสซิสต์เลยที่เดียว

แม้ว่า มาห์เรซ จะลงมายิงประตูสำคัญ อยู่บ้าง แต่ในฐานะที่ราคาสูงถึง 61 ล้านปอนด์ แพงกว่า แบร์นาโด้ ซิลวา แพงเป็นอันดับสองของสโมสรรองจาก เดอ บรอยน์ แต่ถูกจัดอยู่ในฐานะผู้เล่นสำรอง ซึ่งถือว่าเป็นตัวสำรองที่แพงเกินไปโข

 

1. เฟร็ด 53.1 ล้านปอนด์ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จาก ชัคตาร์ โดเน็ทส์ค)

Fred
Jose Breton- Pics Action / Shutterstock.com

ความตื่นเต้นหนึ่งเดียวของสาวก “ปีศาจแดง” ในตลาดซื้อขายปีนี้ แม้ว่าพวกเขาจะตกเป็นข่าวกับนักเตะชั้นนำมากมายแต่ เฟร็ด คือนักเตะเพียงคนเดียวที่พอจะฝากความหวังได้จาก 3 ตัวที่ซื้อเข้ามา แถมยังมีความสะใจเพราะไปปาดหน้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อริร่วมเมือง ดึงตัวเข้ามาจาก ชัคตาร์ โดเน็ทส์ค ด้วยราคามหาโหด 53 ล้านปอนด์

กองกลางชาวบราซิล คว้าแชมป์กับ ชัคตาร์ โดเน็ทส์ค มาแล้ว 10 โทรฟี่ ตลอด 5 ปีที่ลงรับใช้ทีม พ่วงด้วยผลงาน 14 ประตู และดีกรีทีมชาติบราซิล ชุดใหญ่ พาแฟนแมนฯ ยูไนเต็ด แอบฝันหวาน แต่ก็เป็นได้แค่ความฝัน เฟร็ด ปรับตัวกับฟุตบอลอังกฤษไม่ได้เลย ได้รับโอกาสลงสนามเพียง 17 เกมในพรีเมียร์ลีก รวมเวลาแค่ 1,044 นาที เฉลี่ยเกมละชั่วโมงเท่านั้น

นอกจากนี้ยังสร้างความผิดพลาดให้ทีมเสียประตู 1 ครั้งจากการโดนตัดบอลกลางสนามในลีก และเช่นเดียวกับ จอร์จินโญ่ แม้ว่าช่วงหลัง เฟร็ด จะเริ่มปรับตัวได้ดีขึ้น แต่หากเทียบกับ สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ ดาวรุ่งของทีม ยังแทบจะสู้ไม่ได้ บวกกับค่าตัว 53 ล้านที่เสียไปแล้วนั้น เฟร็ด ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงกับ แมนฯ ยูไนเต็ด

 

รวมทุกบทสรุปศึกพรีเมียร์ลีก 2018/19 อัดแน่นทุกเรื่องราวที่คอบอลห้ามพลาด

 

“Maxzio”

ศุภณัฐ

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports

TRUE TALK : ฤดูกาลที่เฉียดฉิวกับเส้นทางสู่แชมป์ที่ฉิวเฉียดของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ... by "Mr.BOSTON"

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2018/19 มาครองได้สำเร็จ หลังจากเอาชนะ ไบรจ์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน ในเกมสุดท้ายของฤดูกาล 4-1 เฉือนลิเวอร์พูลไปเพียง 1 คะแนน และทำคะแนนรวม 2 ฤดูกาลไป 198 คะแนน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่มหัศจรรย์สุด ๆ

แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ ทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ต้องเจอกับบททดสอบมากมาย พวกเขาต้องหล่นไปอยู่ต่ำสุดถึงถึงอันดับที่ 5 และ เคยแม้กระทั้งแพ้ 3 จาก 4 เกม ที่ลงเล่นในศึกพรีเมียร์ลีก มาแล้ว

หนทางความสำเร็จของพวกเขาในฤดูกาลนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย และนี่คือเรื่องราวเหล่านั้นของพวกเขา…เรื่องราว ระหว่างทางสู่การเถลิงแชมป์

 

เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง 

(AP Photo/Tim Ireland)

การเก็บ 6 คะแนนเต็มจาก 2 นัดแรกของฤดูกาล ทำให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถูกจับตามองว่าจะแข่งขันแย่งแชมป์กับ ลิเวอร์พูล ที่ผงานดเป็นจ่าฝูงจากประตูได้เสียที่เหนือกว่า อย่างสูสีในฤดูกาลนี้ แต่ในตอนนั้นคงไม่มีใครคาดคิดว่า มันจะสูสีแค่เพียง 1 คะแนนในบั้นปลาย

เกมที่ 3 ของฤดูกาลที่ ซิตี้พบกับ วูล์ฟแฮมป์ตัน ของ นูโน เอสปิริโต้ ซานโต เป็นการสะดุดครั้งแรกของทีม “เรือใบ” ซึ่งในวันนั้น หลายฝ่ายกดเครดิตในการคว้าแชมป์ของซิตี้ ลงตำมาก เพราะพวกเขาต้องหล่นมารั้งอันดับที่ 5 โดยที่ตอนนั้น พวกเขายังไม่รู้ว่า “หมาป่า” ทีมนี้ จะทำแสบกับทีมใหญ่ของพรีเมียร์ลีกอีกมากมาย

แต่หลังจากนั้น พวกเขาก็กลับมาเป็นจ่าฝูงได้สำเร็จอีกครั้ง เมื่อผ่านสัปดาห์ที่ 7 ด้วยการเปิดบ้านเชือด ไบรจ์ตัน ก่อนที่นัดต่อไปจะบุกไปเสมอกับลิเวอร์พูล ถึงแอนฟิลด์ 1-1 และทีมของ กวาร์ดิโอล่า ก็ใส่เกียร์เดินหน้ายาว ๆ จนบางคนคิดว่าอาจจะเป็นการนำม้วนเดียวจบ เมื่อกำลังจะเข้าเดือนธันวาคม โดยตอนนั้นพวกเขานำ “หงส์แดง” 2 คะแนนที่ 35 ต่อ 33

ซึ่งตอนนั้น คงไม่มีใครคาดคิดว่า พวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดของฤดูกาลในช่วงสุดท้ายชองปี และยังเป็นช่วงที่พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับช่องว่างที่ต้องไล่ตามจ่าฝูงมากที่สุดอีกด้วย

 

Boxing day, Blitzing Down

(AP Photo/Rui Vieira)

บ็อกซิ่งเดย์ในช่วงเดือนธันวาคม ปี 2018 เป็นจุดตกต่ำและย่ำแย่ของแมนฯ ซิตี้ ในฤดูกาลนี้อย่างแท้จริง และเป็นช่วงที่พวกเขาฟอร์มหลุดโดยที่ไม่มีใครได้ตั้งตัว

มันเริ่มจากความพ่ายแพ้ที่หลายฝ่ายมองว่า “ให้อภัยได้” ในเกมไปเยือน เชลซี ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ 0-2 และดูเหมือนพวกเขาจะฟื้น เมื่อเกมใน 7 วันต่อมา พวกเขาเอาชนะเอฟเวอร์ตัน ในบ้านได้ 3-1 ทำให้ยังตามหลังลิเวอร์พูลแค่คะแนนเดียว

ทว่าในอีก 2 เกมต่อมา ทีมของ เป๊ป ก็พ่ายติด ๆ กัน โดยเริ่มจากพ่ายคาบ้านต่อ คริสตัล พาเลช 2-3 และ พ่ายในการไปเยือน คิงเพาเวอร์ สเตเดี้ยม 1-2 ทำให้ในนาทีนั้น พวกเขามีแค่ 44 คะแนน และตามหลังลิเวอร์พูลที่เป็นจ่าฝูงถึง 7 คะแนนด้วยกัน

3 วันจากการพ่ายแพ้ต่อ “จิ้งจอก” ลิเวอร์พูล ก็จัดการขยับช่องว่างออกไปเป็น 10 คะแนน หลังได้โอกาสลงเตะก่อน และถล่ม อาร์เซน่อล ไปได้ถึง 5-1 เป็นไฟต์บังคับให้ ซิตี้ ต้องกลับมาอยู่ในร่องในรอย และในฟอร์มเดิมให้ได้ ในเกมกับ เซาธ์แฮมป์ตัน ถ้าหาไม่ โอกาสป้องกันแชมป์ของเขาอาจจะหลุดลอยไป แน่นอนว่า พวกเขาทำมันได้สำเร็จ ด้วยชัยชนะที่ เชนต์ แมรี่ 3-1 ก่อนเกมที่สำคัญที่สุดของฤดูกาล ซึ่งเป็นเกมที่ว่ากันว่า เป็นสาเหตุที่ทำให้ “หงส์แดง” ต้องพลาดแชมป์ในฤดูกาลนี้ไป

 

โอกาสจากความผิดพลาดของคู่แข่ง

(AP Photo/Jon Super)

ด้วยช่องว่าง 7 คะแนน ทำให้เกมที่ แมนฯ ซิตี้ ต้องต้อนรับการมาเยือนของ ลิเวอร์พูล กลายเป็นอีก 1 ไฟต์บังคับที่พวกเขาต้องชนพให่ได้ เพื่อลดช่องว่างให้ลงมาเหลือแค่ 4 แต้ม และทีมของกวาร์ดิโอล่า ก็ทำลายสถิติที่เอาชนะ “หงส์แดง” ไม่ได้มาติดกัน 20 นัดลงได้สำเร็จ ด้วยชัยชนะแบบฉิวเฉียด 2-1 ขยับขึ้นมา เป็น 50 คะแนน ไล่หลังจ่าฝูงแค่ 4 คะแนนตามเป้าหมาย และนี่เป็นความพ่ายแพ้นัดเดียวที่เกิดขึ้นกับ ลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้ด้วย

แต่เหมือนว่า หลังจากนั้นพลพรรค กลัวว่าฤดูกาลนี้ จะไม่น่าตื่นเต้น ก็เลยบุกไปพ่ายต่อ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ในช่วงปลายเดือน มกราคม ซึ่งเป็นเกมที่พวกเขาลงสนามก่อนลิเวอร์พูล และถ้า “หงส์แดง” เอาชนะเกมในสัปดาห์นั้น ที่พบกับ เลสเตอร์ ซิตี้ ในบ้านได้ ช่องว่าระหว่างทั้ง 2 ทีม จะถ่างออกเป็น 7 คะแนน หรือ 3 นัดที่ลงสนามอีกครั้ง แต่ทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ ก็ทำได้แต่เสมอกับ “จิ้งจอก” ทำให้ช่องว่าเพิ่มเป็นแค่ 5 คะแนน เท่านั้น

และหลังจากนั้น ลิเวอร์พูล ก็ต้องมาเจอกับช่วงเวลาที่ยากลำบากบ้าง เมื่อเขาเล่นแบบเสมอ นัด-เว้น-นัด ไล่ต้องแต่ เสมอ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 1-1 ก่อนไปชนะ บอร์นมัธ 3-0 แต่ก็เสมอกับ แมนฯ ยูไนเต็ด 0-0 ก่อนถล่ม วัตฟอร์ด 5-0 ทว่าก็กลับมาเสมอกับ เอฟเวอร์ตัน 0-0

ในขณะที่ ลิเวอร์พูล ทำแต้มหลุดมือรัว ๆ ซิตี้ นับตั้งแต่แพ้ “สาลิกาดง” มา ก็เก็บ 3 คะแนนติด ๆ กันมาตลอด นั่นทำให้หลังจากที่ “หงส์แดง” ไปเสมอที่ กูดิสัน ปาร์ค มา พวกเขาก็กลับขึ้นไปแซงนำในตารางคะแนนอีกครั้ง ที่ 71 คะแนน ต่อ 70 คะแนน

 

ชนะแค่ 1 คะแนนก็ชนะ

(AP Photo/Frank Augstein)

ช่องว่า 1 คะแนน ในที่ ลิเวอร์พูล ปล่อยให่ แมนฯ ซิตี้ นำหลังจากสะดุด กับเอฟเวอร์ตัน กลับกลายเป็นช่องว่าที่ใช้ตัดสินฤดูกาลแบบที่ไม่มีใครคาดคิด

มีหลายเกมที่แมนฯ ซิตี้ เกือบจะพลาด และคืนต่ำแหน่งจ่าฝูงให้กับ ลิเวอร์พูล แต่สุดท้าย พวกเขาก็ประครองเอาตัวรอบไปได้หวุดหวิด ทั้งการทำประตูของ เซร์คิโอ ‘กุน’ อเกวโร่ ที่ลูกข้ามเส้นไปแค่ 29.51 มิลลิเมตร หรือ ประตู “ผีจับยัด” ของ แวงซองต์ กอมปานีย์ ต่างมีส่วนช่วยให้ ซิตี้ เถลิงแชมป์ในบั้นปลายทั้งสิ้น

ฝั่งลิเวอร์พูลเอง ก็เหนียวพอกัน เพราะมีหลายนัด ที่พวกเขาเกือบส่งมอบแชมป์ให้กับ “เรือใบสีฟ้า” ก่อนกับหนดตามที่ควรจะเป็น แต่ด้วยหัวจิตหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ ทำให้พวกเขาพลิกกลับมาเก็บ 3 คะแนน แล้วสู้ต่อไปได้ ทั้งในเกม กับ ฟูแล่ม ที่ เจมส์ มิลเนอร์ มายิงจุดโทษเอาชนะช่วงท้ายเกม หรือเกมกับท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ที่โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ มาทำเข้าประตูตัวเองให้ในนาทีสุดท้าย และรวมไปถึงเกมที่เอาชนะ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด จากลูกโหม่งขอว ดิว็อก โอริกิ ในนัดรองสุดท้ายก็ตาม

แต่สุดท้าย เป็น ซิตี้ ที่ไม่ยอมปล่อยให้ปาฏิหาริย์ เกิดขึ้น หลังถล่ม ไบรจ์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 4-1 ปิดจ็อบคว้าแชมป์ไปได้สำเร็จในท้ายที่สุด

 

คู่แข่งที่ยอดเยี่ยม ทำให้พวกเขาเยี่ยมยอด

(AP Photo/Frank Augstein)

“สิ่งแรกเราต้องกล่าวก่อนที่จะแสดงความยินดร คือเรายกย่อง ลิเวอร์พูล และขอบคุณพวกเขามาก ที่ช่วยกระตุ้นเรา และทำให้เราต้องเพิ่มมาตรฐานของเราจากฤดูกาลที่ผ่านมา เพราะการสู้กับทีมชุดนี้เป็นแรวกระตุ้นเราที่จะทำในสิ่งที่เราจนประสบความสำเร็จ”

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ออกมายกย่อง คู่แข่งอย่างลิเวอร์พูล ที่ขับเคี่ยวกันมาตลอดฤดูกาล และช่วยผลักดันทีมของเขาให้เดินหน้าต่อไปจนคว้าแชมป์ได้สำเร็จ

กวาร์ดิโอล่า เคยให้สัมภาษณ์กับ สกายสปอร์ตส์ ในช่วงก่อนหน้านี้ว่า ลิเวอร์พูล คืคู่แข่งที่โหดหินที่สุดเท่าที่เขาเคยเผยเผชิญหน้าด้วย เพราะถ้าเราดูตามตารางคะแนนตลอดมา จะเห็นว่า ฝ่ายหนึ่งก็หนีสุดชีวิต อีกฝ่ายก็กัดไม่ปล่อยจริง ๆ

การลุ้นแชมป์ของทีมคุณภาพของทีม ช่วยให้แต่ละทีมดึงศักยภาพที่ดีที่สุดออกมาได้

ที่กำไรคือคนดู  ซึ่งได้ดูฟุตบอลที่มีการแข่งขันกันอย่างยอดเยี่ยม สนุก สูสี และ เคารพซึ่งกันและกันเช่นนี้

ซึ่งเราหวังอย่างยิ่งที่จะได้เห็นอะไรแบบนี้อีก ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลต่อไป…

 

“Mr.BOSTON”

 

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports

TRUE TALK : รวมทุกบทสรุปศึกพรีเมียร์ลีก 2018/19 อัดแน่นทุกเรื่องราวที่คอบอลห้ามพลาด ... by "บก.เก้น"

ในที่สุดก็จบลงอย่างบริบูรณ์สำหรับศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำฤดูกาล 2018/2019 พร้อมกับความสำเร็จของทัพ “เรือใบสีฟ้า” ที่ประกาศศักดาคว้าแชมป์ได้อีกครั้งในฤดูกาลนี้ (ชมไฮไลท์ EPL ทุกคู่ คลิก <<<)

วันนี้เราจะพาทุกท่านไปพบกับบทสรุปของลีกสูงสุดเมืองผู้ดี ว่ามีอะไรที่น่าสนใจ และแฟนบอลอย่างคุณต้องรู้ ถ้าพร้อมแล้ว

3
2
1

ลุย…

แชมป์
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (38 นัด : 98 คะแนน)

แม้จะต้องลุ้นกันถึงนัดสุดท้าย แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ยอดทีมจากแมนเชสเตอร์ ทีมนี้ คือทีมที่คู่ควรกับโทรฟี่แชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้มากที่สุด เริ่มต้นจากสถิติการเป็นทีมที่คว้าชัยชนะได้มากที่สุด (32 นัด), ยิงประตูได้มากที่สุด (95 ประตู), สร้างสรรค์โอกาสยิงได้มากที่สุด (683 ครั้ง), จำนวนการผ่านบอลมากที่สุด (26,577 ครั้ง) และมีผลต่างประตูได้-เสีย ที่ดีที่สุด (บวก 72 ประตู)

สถิติต่างๆ เหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่า ความสมดุลของทีม โดยเฉพาะ “เกมรุก” คือกุญแจสำคัญที่พา “เรือใบสีฟ้า” ทะยานสู่บังลังก์แชมป์ได้อย่างภาคภูมิ โดยเฉพาะเกมนัดสุดท้ายของฤดูกาลที่โดน ไบรท์ตัน นำไปก่อน 1-0 แต่พวกเขาก็ใช้เวลาแค่ไม่กี่อึดใจกลับมาตีเสมอ ก่อนจะอาศัยประสบการณ์ และความมุ่งมั่นรัวเพิ่มอีกสามประตูตอกย้ำชัยชนะ และการันตีอันดับ 1 ได้อย่างเด็ดขาดตั้งแต่นาทีที่ 72 ของเกม

นอกจากนี้ ลูกทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยังเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นรอง “หงส์แดง” อยู่ถึง 7 คะแนน แถมยังปล่อยให้ยอดทีมจากเมอร์ซีย์ไซด์รั้งตำแหน่งจ่าฝูงถึง 13 สัปดาห์ กระทั่งเมื่อเวลาเดินทางมาถึงแมตช์เดย์ที่ 29 พวกเขาก็กลับมาแซงได้ และไม่ยอมเพลี่ยงพล้ำอีกเลย

สำคัญที่สุด แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังเป็นทีมเดียวในเกาะอังกฤษที่สามารถยัดเยียดความปราชัยให้กับ ลิเวอร์พูล ในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ นี่คงจะเป็นเหตุผลที่เหมาะสมที่สุดว่า “เรือใบสีฟ้า” คู่ควรกับโทรฟี่แชมป์พรีเมียร์ลีก ซีซั่นนี้ทุกประการ

โควต้า ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

อันดับ 1-4 : แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ลิเวอร์พูล, เชลซี และท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์

*ส่วน อาร์เซน่อล จะผ่านเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่มรายการนี้ได้ในกรณีเดียวเท่านั้นก็คือ ต้องคว้าแชมป์ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก มาครองให้ได้

ทีมตกชั้น
คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้, ฟูแล่ม และฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์

AP Photo/Rui Vieira

ชัยชนะเพียงแค่สามเกมตลอดทั้งฤดูกาล บวกกับความพ่ายแพ้มากถึง 28 นัด และการเป็นทีมที่มีเกมรุกแย่ที่สุดในลีก (ยิงได้ 22 ประตู) ก็คงจะเป็นคำตอบที่เพียงพอที่จะส่งให้ ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ ต้องกลับไปตั้งต้นใน เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ใหม่ในฤดูกาลหน้าในฐานะทีมอันดับสุดท้ายของพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้

ส่วนอดีตเจ้าสัวน้อยอย่าง ฟูแล่ม ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่จดจำของแฟนบอลไปทั่วโลกด้วยการทุ่มเงินดึงแข้งชื่อดังมาร่วมทัพมากมาย มาวันนี้ ด้วยโลกฟุตบอลที่หมุนเร็วเกินกว่าที่พวกเขาคาดคิด สุดท้าย การเสริมทัพแบบไม่ตรงจุด ทำให้ตัวแทนจากลอนดอนทีมนี้ ต้องตกชั้นไปเป็นทีมที่สอง ด้วยสถิติการเป็นทีมที่มีเกมรับแย่ที่สุดในลีก หลังโดนเจาะตาข่ายไปมากถึง 81 ประตู

ทีมสุดท้ายที่ต้องร่วงหล่นชั้นไปนั่นก็คือ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ที่ดันมาทำผลงานได้ดีในเกมนัดสั่งลา หลังบุกไปอัด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถึงถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด แต่ในเมื่อฟุตบอลลีกเล่นกัน 38 นัด “ความคงเส้นคงวา” เท่านั้นที่จะเป็นตัวบอกว่าคุณสมควรจะได้อยู่ต่อใน พรีเมียร์ลีก หรือไม่ และคาร์ดิฟฟ์ เองก็โดนพิพากษาด้วยการมีแต้มตามหลังทีมสุดท้ายที่รอดอย่าง ไบรท์ตัน อยู่เพียงแค่ สองคะแนน เท่านั้น

ชมไฮไลท์พรีเมียร์ลีก ครบทุกคู่ ทั้งฤดูกาล 2018/19

ดาวซัลโว
โอบาเมย็อง, มาเน่ และซาลาห์ (22 ประตู)

AP Photo/Jon Super

แม้สุดยอดดาวยิงของพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้จะทำประตูได้น้อยที่สุดในรอบ 9 ฤดูกาล นับตั้งแต่ที่ ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ กับ คาร์ลอส เตเวซ ทำไว้ที่ 20 ประตู แต่อย่างน้อยปีนี้ก็ยังเป็นการซีซั่นที่มีดาวซัลโวร่วมกันถึง 3 คน ได้แก่ ปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมย็อง, ซาดิโอ มาเน่ และโมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่ทำสถิติคว้ารางวัลรองเท้าทองคำสองครั้งติดต่อกัน

แต่ทว่านี่ไม่ไช่ครั้งแรกที่มีดาวซัลโวร่วมกันถึงสามคน เพราะในฤดูกาล 1997/98 และ 1998/99 ก็ได้บทสรุปที่มีจอมถล่มประตูทำผลงานได้เท่ากันถึงสามหน่อด้วยกัน เพียงแต่สองฤดูกาลดังกล่าว ยิงกันไปปีละ 18 ลูกเท่านั้น น้อยที่สุดในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ก่อตั้งพรีเมียร์ลีก

ประเด็นที่น่าสนใจของทั้งสามดาวซัลโวในฤดูกาล 2018/19 ก็คือ ทั้งสามคนล้วนแต่เป็นนักเตะจากทวีปแอฟริกาทั้งสิ้น (กาบอง, เซเนกัล และอียิปต์)

แอสซิสต์
เอแด็น อาซาร์ (15 ครั้ง)

AP Photo/Matt Dunham

ต้องพูดกันแบบตรงๆ ว่า ผลงานโดยรวมของต้นสังกัดอย่าง เชลซี นั้นช่างดูน่าผิดหวังในฤดูกาลนี้ แต่อย่างน้อย ฟอร์มของจอมทัพทีมชาติเบลเยี่ยมรายนี้หาได้ด้อยตามแต่อย่างใด เพราะสุดท้ายแล้ว เอแด็น อาซาร์ ก็ยังสามารถจบซีซั่นนี้ด้วยการยิงไปถึง 16 ประตู พร้อมกับแอสซิสต์ให้เพื่อนพังประตูได้อีกถึง 15 ครั้ง นับได้ว่าดีที่สุดในลีก

ความพลิ้วของดาวเตะรายนี้ บวกกับเทคนิค และเซ้นส์บอลระดับเวิลด์คลาส ส่งให้ อาซาร์ เป็นอาวุธในเกมรุกที่ดีที่สุดของ “สิงโตน้ำเงินคราม” ยุคนี้ และคงเป็นเรื่องน่าใจหายถ้าเกมที่ เชลซี บุกไปเสมอ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม จะเป็นเกมสุดท้ายในพรีเมียร์ลีกของจอมทัพเจ้าของหมายเลข 10 อย่าง อาซาร์

นักเตะยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีก
เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค (ลิเวอร์พูล)

AP Photo/Dave Thompson

มันสมองในการอ่านทางดักจังหวะแนวรุกคู่แข่ง ลูกกลางอากาศที่แข็งแกร่งดุจภูผาหิน ภาวะความเป็นผู้นำที่มีอิทธิพลต่อนักเตะทั้ง 22 คนในสนาม การเติมขึ้นมาเล่นลูกตั้งเตะที่สุดอันตราย สำคัญที่สุดคือการเข้ามายกเครื่องเกมรับของ ลิเวอร์พูล ให้เป็นทีมที่มีเกมรับดีที่สุดในลีก พร้อมกับจบด้วยตำแหน่งรองแชมป์โดยมีแต้มตามหลังจ่าฝูงแค่คะแนนเดียว รวมถึงยังพาทัพ “หงส์แดง” ลิ่วไกลถึงรอบชิงถ้วยใบใหญ่ของยุโรป คือเหตุผลที่ทำให้ทำไมชายที่ชื่อ เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค ถึงผงาดขึ้นมาครองรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมสองสถาบันใหญ่ทั้ง พีเอฟเอ และพรีเมียร์ลีก

โดยรายชื่อนักเตะเข้าชิงนักเตะยอดเยี่ยมในปีนี้ได้แก่ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง, เอแด็น อาซาร์, โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่, แบร์นาร์โด้ ซิลวา และเซร์คิโอ อเกวโร่ แต่สรุปสุดท้ายเป็นเซนเตอร์ฮาล์ฟเลืดดัตช์ที่คว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้ไปครอง จากการโหวตผ่านเว็บไซต์ EA SPORTS กัปตันทีมทั้ง 20 คนในพรีเมียร์ลีก และบรรดากูรูฟุตบอลต่างๆ

“มันคือความภาคภูมิของผมมากๆ แต่ถ้าไม่มีทุกๆ คนในลิเวอร์พูล ทั้งแฟนและนักเตะ มันคงเป็นไปไม่ได้ ผมอยากให้เครดิตไปถึงทุกๆ ที่มีส่วนช่วยกันพาทีมมาถึงจุดนี้” ฟาน ไดจ์ค ให้สัมภาษณ์

ทั้งนี้ อดีตปราการหลังเซาธ์แฮมป์ตัน พลาดการลงสนามให้ ลิเวอร์พูล ไปเพียง 35 นาที ตลอด 38 นัดในพรีเมียร์ลีก และช่วยทีมเก็บคลีนชีตไปถึง 20 ครั้งด้วยกัน

ดีลยอดเยี่ยม
อลิสสัน เบคเกอร์ : ลิเวอร์พูล
(56.25 ล้านปอนด์ : จาก โรม่า)

AP Photo/Manu Fernandez

ซีซั่นที่มีการทำลายผู้รักษาประตูที่แพงที่สุดในโลกโดย อลิสสัน เบคเกอร์ ทำลายไปก่อนที่ราคา 56.25 ล้านปอนด์ ก่อนจะโดน เกป้า อาร์ริซาบาลาก้า เกทับที่ 72 ล้านปอนด์ แต่ราคาที่ลิเวอร์พูล จ่ายไปนับว่าคุ้มค่ามหาศาลเลยทีเดียว

แฟนหงส์ คงจำความผิดพลาดของ ลอริส คาริอุส ในฤดูกาลที่ผ่านมาได้มา และมาเทียบกับฟอร์มของผู้รักษาประตูชาวบราซิล ก็คงประมาณได้ราวกับฟ้ากับเหว เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ลิเวอร์พูล บินสูงในฤดูกาลนี้ จาก 50 เกมเต็มๆ ที่ผู้รักษาประตูชาวบราซิล ลงเป็นปราการด่านสุดท้าย เขาเสียประตูไปเพียง 22 ลูกในพรีเมียร์ลีก และเก็บคลีนชีตไปได้ถึง 21 นัด คว้ารางวัลถุงมือทองคํา ไปครอง ซึ่งในฤดูกาลที่แล้ว คาริอุส กับคลีนชีต ได้เพียง 10 เกมเท่านั้น

อลิสัน ทำให้เห็นชัดว่า 56 ล้านปอนด์ที่ “หงส์แดง” เสียไปให้กับเขา เขาสามารถก้าวขึ้นมายก ระดับทีมได้มากเพียงใด ทำให้ตำแหน่ง การซื้อซื้อขายนักเตะยอดเยี่ยม ในฤดูกาลนี้จึงตกเป็นของเขาอย่างไม่มีข้อกังขาใดๆ

คลิกอ่าน >>> 5 อันดับการซื้อขายตัวยอดเยี่ยม/ยอดแย่
ประจำพรีเมียร์ลีก 2018/19 … by “Maxzio”

ดีลยอดแย่
เฟร็ด : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
(53.1 ล้านปอนด์ จาก ชัคตาร์ โดเน็ทส์ค)

Fred
Jose Breton- Pics Action / Shutterstock.com

ความตื่นเต้นหนึ่งเดียวของสาวก “ปีศาจแดง” ในตลาดซื้อขายปีนี้ แม้ว่าพวกเขาจะตกเป็นข่าวกับนักเตะชั้นนำมากมายแต่ เฟร็ด คือนักเตะเพียงคนเดียวที่พอจะฝากความหวังได้จาก 3 ตัวที่ซื้อเข้ามา แถมยังมีความสะใจเพราะไปปาดหน้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อริร่วมเมือง ดึงตัวเข้ามาจาก ชัคตาร์ โดเน็ทส์ค ด้วยราคามหาโหด 53 ล้านปอนด์

กองกลางชาวบราซิล คว้าแชมป์กับ ชัคตาร์ โดเน็ทส์ค มาแล้ว 10 โทรฟี่ ตลอด 5 ปีที่ลงรับใช้ทีม พ่วงด้วยผลงาน 14 ประตู และดีกรีทีมชาติบราซิล ชุดใหญ่ พาแฟน แมนฯ ยูไนเต็ด แอบฝันหวาน แต่ก็เป็นได้แค่ความฝัน เฟร็ด ปรับตัวกับฟุตบอลอังกฤษไม่ได้เลย ได้รับโอกาสลงสนามเพียง 17 เกมในพรีเมียร์ลีก รวมเวลาแค่ 1,044 นาที เฉลี่ยเกมละชั่วโมงเท่านั้น

นอกจากนี้ยังสร้างความผิดพลาดให้ทีมเสียประตู 1 ครั้งจากการโดนตัดบอลกลางสนามในลีก และเช่นเดียวกับ จอร์จินโญ่ แม้ว่าช่วงหลัง เฟร็ด จะเริ่มปรับตัวได้ดีขึ้น แต่หากเทียบกับ สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ ดาวรุ่งของทีม ยังแทบจะสู้ไม่ได้ บวกกับค่าตัว 53 ล้านที่เสียไปแล้วนั้น เฟร็ด ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงกับ แมนฯ ยูไนเต็ด

แมตช์แห่งฤดูกาล
แมนฯ ซิตี้ 2-1 ลิเวอร์พูล (คลิกชมไฮไลท์)

AP Photo/Dave Thompson

ใครจะไปคิดว่าสามคะแนนของ แมนฯ ซิตี้ ในเกมนั้นจะมีความหมายที่มากจนประเมินค่ามิได้ มากพอที่จะส่งให้พวกเขาผงาดขึ้นครองแชมป์พรีเมียร์ลีกในวันสุดท้ายของฤดูกาล ด้วยการมีแต้มมากกว่าคู่แข่งในวันนั้นอย่าง ลิเวอร์พูล เพียงแค่แต้มเดียวเท่านั้น !!!

ย้อนกลับไปในวันที่ 4 มกราคมที่ผ่านมา “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ก่อนเกมมีแต้มตามหลัง “หงส์แดง” อยู่ถึง 7 คะแนน จำเป็นที่จะต้องเปิดบ้านเอาชนะลูกทีมของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ให้ได้ แถมก่อนหน้านั้น ลิเวอร์พูล เอง ก็เพิ่งจะไล่ถล่ม อาร์เซน่อล มาแบบพังยับถึง 5-1 เรียกได้ว่ากำลังอยู่ในช่วงเวลาของความมั่นใจเต็มเปี่ยม

แต่จนแล้วจนรอด ด้วยความนิ่งของนักเตะเจ้าถิ่น บวกกับแทคติกของ เป๊ป ที่ทำให้ แมนฯ ซิตี้ ดีพอที่จะยัดเยียดความปราชัยให้กับ ลิเวอร์พูล ได้เป็นเกมแรกในซีซั่นนี้ หลังเปิดบ้านอัด “หงส์แดง” ไปแบบสุดมันส์ 2-1 บีบช่องว่างให้แคบลงเหลือเพียงสี่คะแนน และนั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โมเมนตั้มการลุ้นแชมป์ของพวกเขามีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับเป็นการโยนความกดดันไปให้กับฝั่งอดีตแชมป์ลีก 18 สมัยแทน

ว่ากันว่าชัยชนะของ “เรือใบสีฟ้า” ในเกมนั้นคือความพีคแล้ว แต่แล้วความพีคของพีคที่มากกว่านั้นก็คือ จังหวะการสกัดบอลจากเส้นของ จอห์น สโตนส์ ที่มีการพิสูจน์จากเทคโนโลยี “โกล์ ไลน์” แล้วว่า “หงส์แดง” ต้องการอีกเพียงแค่ 11 มิลลิเมตรเท่านั้น เพื่อได้ประตูดังกล่าว และหากลองจินตนาการเล่นว่าๆ เกมนั้นจบลงด้วยผลเสมอ 2-2 แล้วทุกอย่างดำเนินตามปกติ ลิเวอร์พูล จะเป็นฝ่ายคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกด้วยการมีแต้มมากกว่า แมนฯ ซิตี้ 1 คะแนน !!!

ทีมที่ทำผลงานได้เกินความคาดหมาย
วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอร์เรอร์ส

57 คะแนนที่ “หมาป่า” ทำได้ในซีซั่นนี้ ถือเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดของทีมน้องใหม่ที่เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในพรีเมียร์ลีก เป็นรองแค่ อิปสวิช ทาวน์ ที่ทำได้ 66 คะแนน ก่อนจบด้วยอันดับ 5 ในปี 2000/01  นอกจากนี้พวกเขาจะยังสร้างสถิติเป็นทีมที่มีอันดับต่ำกว่า Top 6 ที่สามารถเอาชนะทีมในกลุ่ม Top 6 ได้ถึง 4 ทีม (เฉพาะพรีเมียร์ลีก) ได้แก่ เชลซี, ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รวมถึง อาร์เซน่อล และถ้านับรวมรายการฟุตบอลถ้วยอื่นๆ ก็จะกลายเป็น 5 ทีม โดยเพิ่มชื่อของ ลิเวอร์พูล เป็นอีกหนึ่งเหยื่ออันโอชะของพวกเขา

จุดแข็งของ วูล์ฟส์ ในซีซั่นนี้ก็คือ เกมรับที่ทำผลงานได้ดีที่สุดเป็นอันดับ 5 ในลีก เป็นรองแค่สี่ทีมจากกลุ่ม Top 4 เท่านั้น (เสีย 46 ประตู) และดีกว่าทีมยักษ์ใหญ่อย่าง อาร์เซน่อล กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยซ้ำ ขณะที่เกมรุก ฟอร์มการถล่มประตูของ ราอูล ฆิเมเนซ (13 ประตู) ก็ยังเหนือกว่าแข้งระดับ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, โรเมลู ลูกากู หรือแม้แต่ ซน ฮึง มิน ด้วยซ้ำ เรียกว่า วูล์ฟแฮมป์ตัน มีสมดุลทั้งเกมรุก และเกมรุกอยู่ในจุดที่ดีจนเรียกได้ว่าเซอร์ไพรส์แฟนบอลเลยก็ว่าได้

ทีมที่ทำผลงานได้ต่ำกว่าความคาดหมาย
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

AP Photo/Rui Vieira

การถูกทีมที่หล่นชั้นไปแล้วอย่าง คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ บุกมาอัดซะพังยับถึง 0-2 คาถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด ในเกมนัดสิ่งท้ายฤดูกาล คือความอัปยศอดสูของเหล่า “เร้ด เดวิลส์” ทั้งโลกที่ก็ไม่รู้ว่าตนเองจะต้องแบกรับความรู้สึกพังๆ นี้ไปอีกนานเท่าไหร่ เพราะตลอดช่วงสิบนัดสุดท้ายในลีก โอเล่ กุนนาร์ โซลชา และลูกทีมต้องเผชิญกับความปราชัยไปมากถึง 5 นัดด้วยกัน แถมในห้าแมตช์ดังกล่าวพวกเขายังโดนเจาะตาข่ายไปถึง 12 ประตู และยิงคืนกลับมาได้เพียงแค่ลูกเดียวจาก สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์

หลายๆ คนต่างพากันตั้งคำถามว่า จิตวิญญาณความเป็นนักสู้ของ ยูไนเต็ด นั้นหายไปไหน เพราะนับตั้งแต่ที่หมดยุคของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ไป “ปีศาจแดง” ก็ไม่สามารถกลับมาอยู่ในจุดที่ควรจะเป็นได้เลย แม้จะถูกเติมเต็มด้วยมันสมอง และประสบการณ์ของกุนซือระดับโลกทั้ง หลุยส์ ฟาน กัล และโชเซ่ มูรินโญ่ อยู่ก็ตาม กระทั่งมาถึงยุคของ โซลชา ที่เป็นผลผลิตจากความเชื่อมั่นของ อเล็กซ์ แต่นั่นหาทำให้สโมสรฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้

นักเตะค่าตัวแพงอย่าง ปอล ป็อกบา กลายเป็นแข้งจอมยี้ของแฟนบอล, อเล็กซิส ซานเชซ ไม่เหลือลายนักเตะที่ดีที่สุดของ ชิลี นับตั้งแต่หมดยุค อีวาน ซาโมราโน่ และมาร์เซโล่ ซาลาส ส่วน ดาบิด เด เกอา ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นนายทวารที่ดีที่สุดในโลก ถูกเผยจุดอ่อน และโดนเล่นงานอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

นี่ไม่ต้องนับเด็กๆ อย่าง เจสซี่ ลินการ์ด หรือ มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่กลายเป็นแข้งเห็นแก่ตัวในสนาม ส่วนคนดีๆ อย่าง อันเดร เอร์เรร่า กลับเป็นนักเตะที่ต้องเก็บกระเป๋าออกจากรั้วโอลด์ แทรฟฟอร์ด ไป…

แล้วแบบนี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะก้าวต่อไปข้างหน้าได้อย่างไร ?

66 คะแนนในซีซั่นนี้ ถือเป็นแต้มที่น้อยที่สุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ของทีมนับตั้งแต่ลงเล่นในพรีเมียร์ลีก เช่นเดียวกับการจบอันดับ 6 ของตาราง ก็ยังเป็นผลงานที่แย่ที่สุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์สโมสรนับตั้งแต่ลงเล่นพรีเมียร์ลีกเช่นกัน

แต่ประเด็นใหญ่กว่านั้นของ “ปีศาจแดง” ก็คือ พวกเขากลายเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชุดที่มีเกมรับย่ำแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร (เสีย 54 ประตู) นับตั้งแต่ปี 1978/79 หากจะบอกว่า สิ่งที่บอร์ดบริหารสโมสรควรจะโฟกัสในตลาดซื้อขายนักเตะให้มากที่สุด เห็นทีคงหนีไม่พ้น การยกเครื่องแนวรับใหม่ เพราะเกมรุกจะทำให้คุณชนะ แต่เกมรับจะทำให้คุณได้แชมป์ !!! ถือเป็นฤดูกาลที่น่าผิดหวังสุดๆ สำหรับทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในเกาะอังกฤษ (แชมป์ลีก) อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

“บก.เก้น”

 

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports

พรีวิว พรีเมียร์ลีก : "นัดลุ้นแชมป์" ไบรท์ตัน - แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ... by "Mr.BOSTON"

พรีวิว ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก 2018/19

ไบรท์ตัน – แมนเชสเตอร์ ซิตี้

รายการ : พรีเมียร์ลีก 2018/19
วัน / เวลาทำการแข่งขัน : วันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน 2019  เวลา 21:00 น. (ตามเวลาประเทศไทย)
สนาม : เอเม็กซ์ สเตเดี้ยม
ถ่ายทอดสดbeIN SPORTS 1 & TrueID App

 

 

เรียกได้ว่าเป็นลีกฟุตบอลโลกที่เต็มไปด้วยความสนุก สุดมันส์ และเร้าใจแบบสุดๆ สมกับที่แฟนบอลทั่วโลกรอคอย อย่าง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2018/2019 ท่ามกลางการขับเคี่ยวของ 20 ทีมชั้นนำแห่งเกาะอังกฤษ ตลอด 38 แมตช์ที่อัดแน่นจุใจทั้งฤดูกาล มั่นใจได้เลยว่า พรีเมียร์ลีก ยังคงตอบโจทย์คอลูกหนังไม่เปลี่ยน

แน่นอน สำหรับแฟนบอลไทยที่ไม่อยากตกเทรนด์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ TrueID Sports จัดเต็มให้กับการอัพเดตทุกแง่มุมทั้งข่าวสารอัพเดตแบบเรียลไทม์ คลิปไฮไลท์ รวมถึงช่องทางติดตามชมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกแบบสดๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ ด้วยความคมชัดระดับ HD และถูกลิขสิทธิ์ได้ที่ sport.trueid.net/premierleague

เกมคู่นี้ลงแข่งขันกันคืนวันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน 2019  เวลา 21:00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ถ่ายทอดสดทางช่อง beIN SPORTS 1 & TrueID App

 

สภาพความพร้อม ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน

(Gareth Fuller/PA via AP)

ทีมของคริส ฮิวจ์ตัน ไม่มีเรื่องให้เครียด และต้องคิดมากแต่อย่างใด เนื่องจากพวกเขารอดตกชั้นแน่นอนแล้ว จากการพลาดเองของ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ตั้งแต่เกมสัปดาห์ก่อน ทำให้เกมนี้ จะไม่มีความกดดัน และจะได้เล่นต่อหน้าแฟนบอล เป็นเกมปิดฤดูกาล

นอกจาก โจเซ่ อิซเคียร์โด้ ที่บาดเจ็บเข่า และลงสนามไม่ได้แน่นอนมาหลายเกมแล้ว พวกเขาแทบจะพร้อมทุกขุมกำลัง จะมีปัญหานิดหน่อยแค่ ดาวี่ พร็อพเปอร์ ที่เจ็บกล้ามเนื้อแฮมสตริง อาจจะต้องทดสอบความฟิตอีกครั้งเท่านั้น

ถ้าไม่นับนักเตะทั้งสองคนที่ว่าไปแล้ว ฮิวจ์ตัน มีขุมกำลังทั้งหมดพร้อมใช้งาน และน่าจะส่งชุดที่ดีที่สุด ลงเล่นเพื่อเป็นการขอบคุณแฟนบอลในสนาม และน่าจะเล่นเกมเอ็นเทอร์เทน ไม่ได้เน้นรับเหมือนตอนหนีตกชั้นอีกแล้วด้วย

 

สภาพความพร้อม แมนเชสเตอร์ ซิตี้

 

(AP Photo/Jon Super)

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หวังจะเก็บชัยชนะในนัดนี้ให้ได้ เพื่อคว้าแชมป์ในปีนี้มาครองโดยไม่ต้องสนใจคู่แข่งอย่าง ลิเวอร์พูล ดังนั้น เกมนี้ พวกเขาต้องเดินหน้ายิงประตูให้ได้ก่อนเท่านั้น จึงจะสามารถคุมเกมที่เหลือได้

เป็ป กวาร์ดิโอล่า มีปัญหาให้คิดพอสมควร เมื่อไม่มี มิดฟิลด์ตัวรับอย่าง แฟร์นานดินโญ่ ที่ยังไม่ฟิตพร้อม และ แบงฌาแม็ง เมนดี้ ก็ไม่น่าจะลงสนามได้อีกคน โดยทั้งคู่มีปัญหาที่หัวเข่ามาก่อนหน้านี้

ขณะที่ เควิน เดอ บรอยน์ มีลุ้นลงสนามได้ หลังจากเจ็บมาก่อนหน้านี้ แต่ต้องเช็คความฟิตก่อนเกมอีกครั้ง ซึ่งเขาอาจจะเป็นตัวเลือกในแนวรุก ในกรณีที่ทีมจำเป็นต้องมีประตูในครึ่งหลังก็ได้

แต่ในส่วนของแนวรับ และ แดนหน้าไม่น่าจะมีปัญหาใด ๆ ทำให้ กวาร์ดิโอล่า จะสามารถส่งผู้เล่นที่ดีที่สุดลงสนามอย่างแน่นอน

 

นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

ไบรท์ตัน : แมทธิว ไรอัน; บรูโน่, เชน ดัฟฟี่, คริส ดังก์, แบร์นาร์โด้; แอนโธนี่ น็อคการ์ต, ปาสคาล กรอส, เดล สตีเฟนส์, ยีฟส์ บิสซูม่า, ซอลลี่ มาร์ช; เกล็น เมอร์เรย์

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ : เอแดร์สัน โมราเอส; ไคล์ วอร์คเกอร์, แวงซองต์ กอมปานี, อายเมอริค ลาปอร์ต, โอเล็ก ซินเชนโก้; ดาบิด ซิลบา, ฟิล โฟเด้น, อิลกาย กุนโดกัน; ราฮีม สเตอร์ลิ่ง, แบร์นาร์โด้ ซิลวา, เซร์คิโอ ‘กุน’ อเกวโร่

 

บทวิเคราะห์

ถ้ามองจากขุมกำลัง ต้องยอมรับว่า ทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า แม้จะมีนักเตะบาดเจ็บมากกว่า แต่ยังมีตัวผู้เล่นที่เหนือกว่าไบรท์ตัน ทั้งในตำแหน่ง ตัวจริง และ ตัวสำรอง ซึ่งจุดนี้เป็น ซิตี้ ที่ได้เปรียบแน่นอน

แต่โอกาสของ ไบรท์ตัน ก็ใช่ว่าจะไม่มี เพราะพวกเขาได้เล่นในบ้าน และที่สำคัญคือเล่นเพื่อเอ็นเตอร์เทน แฟนบอล แถมไม่มีสภาวะความกดดันเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะรอดตกชั้นแน่นอนแล้ว ซึ่งนี่อาจจะเป็นตัวแปรที่เล่นงาน ซิตี้ ได้ เพราะทีม “เรือใบ” ต้องสู้กับความกดดันที่ต้องการผลชนะเท่านั้นด้วย

โดยรวมเกมนี้น่าจะสนุก และ ไบรท์ตัน น่าจะกลับมาเล่นเกมบุกได้แบบต้นฤดูกาลอีกครั้ง เพราะไม่ต้องเน้นอุดเอาสกอร์แล้ว และน่าจะสร้างความปวดหัวให้ทีมของ กวาร์ดิโอล่าได้ แต่สุดท้ายเชื่อว่า ความเก๋าของทั้ง กุนซือ และ นักเตะ ของซิตี้ จะเอาตัวรอด และคว้าแชมป์ในบั้นปลายตนได้

 

สกอร์ที่คาด

ไบรท์ตัน 1-2 แมนเชสเตอร์ ซิตี้

 

“Mr.BOSTON”

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports

TRUE TALK : 5 ปาฏิหาริย์ 90 นาทีสุดท้ายพลิกโฉมแชมป์ ... by "Mr.BOSTON"

ไม่มีความแน่นอนเกิดขึ้นในโลกของฟุตบอลฉันท์ใด ก็จะไม่มีความแน่นอนเกิดขึ้นในการลุ้นแชมป์ฉันท์นั้น

ถึงแม้ว่าการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ กับเกมอีก 1 นัดที่เหลือ ผู้ที่กำหนดชะตากรรมทั้งหมด จะเป็นแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่มีคะแนนนำอยู่ และจะได้แชมป์เพียงแค่เอาชนะ ไบรจ์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบียน ในเกมนัดสุดท้ายเท่านั้น แต่นั่นก็หาใช่เรื่องที่แน่นอนแต่อย่างใด

และเพื่อเป็นการยืนยันความไม่แน่นอนนั้น เราจึงมี 5 ตัวอย่างของการพลิกโฉมหน้าแชมป์ฟุตบอลลีก ใน 90 นาทีสุดท้าย หรือ ในเกมอำลาฤดูกาล มาเป็นหลักฐานด้วย

ว่า “ความไม่แน่นอน มีอยู่จริง” โดยเฉพาะกับกีฬาที่เรียกว่า “ฟุตบอล”

 

“เรือใบ” พลิกนรกคว้าแชมป์ฤดูกาล 1967/68

 

อาจจะไม่ใช่เรื่องราวที่โด่งดัง หรือ มีคนจดจำได้มากมาย และอาจจะเป็นเพราะช่วงเวลาที่ผ่านไปนานเกิดครึ่งศตวรรษ ทำให้คนหลงลืมการคว้าแชมป์แบบเหลือเชื่อ ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ทำแสบใส่เพื่อนร่วมเมืองอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาในฤดูกาล 1967/68 ไปกันหมด

ในวันสุดท้ายของฤดูกาลนั้น มือข้างหนึ่งของ ยูไนเต็ด ชูถ้วยไปแล้ว เพราะพวกเขานำ ซิตี้ อยู่ 1 คะแนน ที่ 56 ต่อ 55 คะแนน “ปีศาจแดง” ต้องการเพียงชัยชนะเหนือ ซันเดอร์แลนด์ ในบ้านตัวเองก็เพียงพอที่จะคว้าแชมป์ไปนอนกอดได้ ขณะที่ “เรือใบสีฟ้า” แค่เพียงชนะในเกมที่ตัวเองเล่นไม่พอ ต้องลุ้นให้ฟ้าผ่าที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด ด้วย

แต่ ปาฏิหาริย์มีจริง เพราะเมื่อทีมสีฟ้าแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ ชนะเกมของพวกเขาได้ ก็พบว่า ที่ “แมวดำ” บุกไปเชือด “ผีแดง” ถึงถิ่น และเป็นการแซงคว้าแชมป์ที่น่าเหลือเชื่อครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว

 

“ปืนใหญ่” สร้างปาฏิหาริย์ที่แอนฟิลด์ คว้าแชมป์ ฤดูกาล 1988/89

 

ฤดูกาล 1988/89 เป็นฤดูกาลที่ถ้า อาร์เซน่อล ไม่ได้แชมป์ก็ควรเขกกะโหลกตัวเองแรง ๆ เพราะพวกเขา รั้งจ่าฝูงในตารางพรีเมียร์ลีกมา 19 สัปดาห์ซ้อน ก่อนโดน ลิเวอร์พูล แซงนำจ่าฝูงพร้อมทิ้งห่าง ในขณะที่เหลือการแข่งขันอีกแค่เกมเดียวเท่านั้น ในสัปดาห์สุดท้าย ในลีกสูงสุดอังกฤษ

ในตอนนั้นสถานการณ์ของ อาร์เซน่อล เรียกว่าเข้าขั้น วิกฤต เพราะพวกเขา ไม่ใช่ตามแค่คะแนนเท่านั้น ยังตามหลังประตูได้เสียอีก 4 ลูกด้วย นั่นทำให้พวกเขาจำเป็นต้องชนะในนัด และยิงให้มากที่สุด แต่บังเอิญเหลือเกิน ที่เกมนัดสุดท้ายของฤดูกาล ในวันที่ 26 พฤษภาคม 1989 เป็นเกมที่ “ปืนใหญ่” ต้องไปเยือน “หงส์แดง” ที่ แอนฟิลด์

จริง ๆ แล้ว เงื่อนไขของลิเวอร์พูล ไม่จำเป็นต้องชนะด้วยซ้ำ ถ้าพวกเขาแพ้แค่ 1 ประตู ยังจะได้แชมป์ไปครองจากผลต่างประตูได้เสียที่ดีกว่า และเกมดูเหมือนจะจบลงด้วยสกอร์นั้น ถ้า ไมเคิ่ล โธมัส ไม่มายิงประตูที่ 2 ให้อาร์เซน่อล ในนาทีที่ 90+1 นั่นหมายความว่า คะแนนของทั้งคู่จะเท่ากัน ที่ 76 แต้ม แถมประตูได้เสียของทั้งคู่จะมาเท่ากันที่ +37 ด้วย แต่ แชมป์ตกเป็นของทีม “ปืนใหญ่” เพราะว่า มีประตูได้มากกว่า ที่ 73 ต่อ 65 ประตู ซึ่งสามารถพูดได้ว่า นี่เป็นการ “ปล้นแชมป์” ถึงบ้าน แอนฟิลด์ ก็คงไม่ผิดนัก

 

ชัยชนะของ “เรนเจอร์ส” ที่ต้องทำให้ ฮ. ต้องกลับมาส่งถ้วยให้ ในฤดูกาล 2004/05

ชัยชนะใน โอลด์ เฟิร์ม ดาร์บี้ ของ กลาสโกว์ เซลติก เหนือ กลาสโกว์ เรนเจอร์ส ในช่วงปลายเดือนเมษายน 2005 ที่ “ม้าลายเขียวขาว” บุกไปเชือดเจ้าบ้าน 2-1 ทำให้ เซลติก พลิกโมเมนตัมกลับมาไล่ล่าแชมป์อย่างเต็มตัวในฤดูกาลดังกล่าว และเหมือนพวกเขาจะทำสำเร็จไม่ยาก เมื่อนำ เรนเจอร์ส 2 คะแนนก่อนลงสนามนัดสุดท้ายของฤดูกาล

โดยในวันนั้น ถ้วยแชมป์ ของสก็อตติช พรีเมียร์ลีก ถูกนำไปเตรียมการไว้ที่ เฟียร์ปาร์ค ในมาเธอร์เวลล์ เรียบร้อยแล้ว เพื่อมอบให้กับ เซลติก ในกรณีที่ทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดการณ์กัน

แต่มนุษย์คิดหรือจะสู้ฟ้าลิขิต เพราะสุดท้ายแล้ว เซลติก พ่ายต่อ มาเธอร์เวลล์ อย่างเหลือเชื่อที่เฟียร์ปาร์ค ขณะที่ เรนเจอร์ส เอาชนะเกมกับ ฮิเบอร์เนียน 1-0 ซึ่งทำให้ ฮอลิคอปเตอร์ ที่เตรียมไว้ ต้องบินนำถ้วยจากมาเธอร์เวลล์ มามอบให้กับ เรนเจอร์ส ที่ ฮิเบอร์เนียนทันที และต่อมาความทรงจำในวันนี้ ถูกเล่าขานกันในนาม “ฮอลิคอปเตอร์ ซันเดย์”

 

“พีเอสวี” ปาดหน้า “อาแย็กซ์” และ “เอแซด” คว้าแชมป์สุดเหลือเชื่อ ฤดูกาล 2006/07

 

การลุ้นแชมป์ในฤดูกาล 2006/07 ของเอเรดิวิซี่ ลีก ฮอลแลนด์ ถือว่าดุเดือดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เมื่อยักษ์ใหญ่สามทีมของลีก ทำคะแนนได้เท่ากันที่ 72 คะแนน ก่อนเกมนัดสุดท้าย ทั้ง เอแซด อัลค์มาร์, พีเอสวี ไอด์โฮเฟ่น และ อาแย็กซ์ อัมสเตอร์ดัม

โดยในบรรดาทั้ง 3 ทีม เอแซด ดูได้เปรียบที่สุด จากการที่มีประตูได้เสียดีที่สุดที่ +53 ขณะที่ อาแย็กซ์ +47 และ พีเอสวี ดูเสียเปรียบทุกทีม เพราะประตูได้เสียต่ำที่สุด แค่ +46 เท่านั้น

90 นาทีสุดท้าของฤดูกาล ขอเพียง เอแซด เอาชนะเกมของพวกเขาได้ ก็มีโอกาสสูงที่จะคว้าแชมป์ แต่ชัยชนะไม่ได้เกิดขึ้นกับทีมลุ้นแชมป์ เพราะพวกเขาโดน เอ็กเซลซิเออร์ ร็อตเทอร์ดัม ทีมหนีตกชั้น เอาชนะไปได้ 3-2 ส่วน อาแย็กซ์ เอานะ วิลเล่ม ทเว 2-0 ขยับประตูได้เสียเป็น +49 แต่ พีเอสวี ทำหน้าที่ของพวกเขาได้ดีที่สุด ด้วยการถล่ม วิเทสส์ อาร์เน่ม 5-1 เพิ่มประตูได้เสียเป็น +50 และทำให้คว้าแชมป์ลีกไปครอง โดยมีคะแนนเท่าคู่แค้นอย่าง อาแย็กซ์ แต่ประตูได้เสียเฉือนไปเพียง 1 ประตูเท่านั้น

 

ปาฏิหาริย์นาทีสุดท้ายของ เซร์คิโอ ‘กุน’ อเกวโร่ ส่ง “เรือใบ” ได้แชมป์ ฤดูกาล 2011/12

 

หลายคนคงยำจำเหตุการณ์ที่เดขึ้นในวันนั้นได้อยู่ โดยเฉพาะ “แฟนผี” ที่น่าจะเป็นผู้ที่เจ็บปวดที่สุดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน 90 นาทีเศษของเกมนัดสุดท้ายในฤดูกาลนี้

 

ทั้ง แมนฯ ยูไนเต็ด และ แมนฯ ซิตี้ มีคะแนนเท่ากันก่อนลงสนามในเกมชี้ชะตาแชมป์ของฤดูกาล แน่นอนว่า ก่อนลงเล่น ซิตี้ ได้เปรียบกว่า จากการที่มีประตูได้เสีย เหนือกว่าก่อนลงสนามอยู่

ยูไนเต็ด ทำหน้าที่ของพวกเขาอย่างยอดเยี่ยม ด้วยการออกนำ ซันเดอร์แลนด์ อย่างรวดเร็วตั้งแต่นาทีที่ 20 และเมื่อจบ 90 นาที แชมป์สมควรเป็นของพวกเขา เพราะเวลาแบบเรียลไทม์ ในตอนนั้น ซิตี้ ตามหลัง ควินส์ ปาร์ค เรนเจอร์ส อยู่ 1-2

แต่เหตุการณ์ยิ่งกว่าปาฏิหาริย์ ก็เกิดขึ้นได้ในโลกของฟุตบอล เพราะประตูของ เอดิน เซโก้ ในนาทีที่ 90+2 ปลุกพลพรรค “เรือใบสีฟ้า” ให้กลับมามีลุ้นอีกครั้ง และอีก 2 นาทีต่อมาในนาทีที่ 90+4 เซร์คิโอ ‘กุน’ อเกวโร่ ก็มายิงประตูชัยให้ ซิตี้ ชนะเกมนั้นไป 3-2

ชัยชนะเหนือ คิวพีอาร์ ทำให้ คะแนนของ ซิตี้ กลับมาเท่ากันกับ ยูไนเต็ด อีกครั้ง และนั่นหมายความว่า แชมป์ตกเป็นของำวกเขา เพราะมีประตูได้เสียที่ดีกว่าอยู่ 8 ประตู ซึ่งนี่เป็นเหตุการณ์คล้ายจะเดจาวูของเหตุการณ์ในฤดูกาล 1967/68 และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่คราวนั้นด้วย ที่แชมป์ต้องตัดสินกันที่ประตูได้เสีย

 

“Mr.BOSTON”

 

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports

พรีวิว พรีเมียร์ลีก : "ลองทีมเพื่ออนาคต" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด - คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ... by "Maxzio"

พรีวิว ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก 2018/19

 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด – คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้

รายการ : พรีเมียร์ลีก 2018/19
วัน / เวลาทำการแข่งขัน : วันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภามคม 2019  เวลา 21.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย)
สนาม : โอลด์ แทรฟฟอร์ด
ถ่ายทอดสด :  beIN SPORTS 3 & TrueID App

 

 

เรียกได้ว่าเป็นลีกฟุตบอลโลกที่เต็มไปด้วยความสนุก สุดมันส์ และเร้าใจแบบสุดๆ สมกับที่แฟนบอลทั่วโลกรอคอย อย่าง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2018/2019 ท่ามกลางการขับเคี่ยวของ 20 ทีมชั้นนำแห่งเกาะอังกฤษ ตลอด 38 แมตช์ที่อัดแน่นจุใจทั้งฤดูกาล มั่นใจได้เลยว่า พรีเมียร์ลีก ยังคงตอบโจทย์คอลูกหนังไม่เปลี่ยน

แน่นอน สำหรับแฟนบอลไทยที่ไม่อยากตกเทรนด์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ TrueID Sports จัดเต็มให้กับการอัพเดตทุกแง่มุมทั้งข่าวสารอัพเดตแบบเรียลไทม์ คลิปไฮไลท์ รวมถึงช่องทางติดตามชมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกแบบสดๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ ด้วยความคมชัดระดับ HD และถูกลิขสิทธิ์ได้ที่ sport.trueid.net/premierleague

เกมคู่นี้ลงแข่งขันกันวันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภามคม 2019  เวลา 21.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ถ่ายทอดสดทางช่อง beIN SPORTS 1 & TrueID App

 

สภาพความพร้อม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

Anthony Devlin/PA via AP

เกมสุดท้ายของฤดูกาลนี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะขาดผู้เล่นหลายตำแหน่ง เอริค ไบญี่ มีอาการบาดเจ็บที่เข่าหมดสิทธิ์ลงสนามอย่างแน่นอน เช่นเดียวกับ โรเมลู ลูกากู กองหน้าตัวเป้าของทีม ส่วนอีก 4 นักเตะที่บาดเจ็บจากเกมที่เสมอ ฮัดเดอร์ฟิลด์ ทาวน์ อย่าง เจสซี่ ลินการ์ด, อ็องโตนี่ มาร์กซิอัล, เมสัน กรีนวู้ด และอเล็กซิส ซานเชซ ที่ลงสนามได้เพียงครึ่งชั่วโมง คาดว่าจะกลับมาชื่อในเกมนัดนี้ได้ทั้งหมด เช่นเดียวกับ คริส สมอลลิ่ง ก็กลับมาเป็นทางเลือกในแนวหลัง แต่จะไม่มีชื่อของ เซร์คิโอ โรเมโร่ ที่เจ็บจากการซ้อม โดย ลี แกรนท์ จะเข้ามาเป็นผู้รักษาประตูมือสองแทน

นอกจากนี้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เรียกดาวรุ่งหลายคนขึ้นมาฝึกซ้อมก่อนเกม ไล่ตั้งแต่ ทาฮิธ ชอง ที่ได้รับโอกาสลงสนามในเกมที่ผ่านมาแล้ว เมสัน กรีนวู้ด, เจมส์ การ์เนอร์, อังเคล โกเมซ, อาร์เนา พิกมัล และดีแลน เลวิตต์

 

 สภาพความพร้อม คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้
Simon Galloway/PA via AP

คาร์ดิฟฟ์ มีผู้เล่นบาดเจ็บหลายคนในนัดสุดท้ายของฤดูกาล ไล่ตั้งแต่ แมทธิว คอนนอลลี่, คัลลั่ม พาเธอร์สัน, โจ รอลล์ส และกองหลังคีย์แมนอย่าง โซล บัมบ้า ส่วนแฮร์รี่ อาร์เทอร์ ที่มีอาการบาดเจ็บบริเวณน่อง และวิคเตอร์ คามาราซ่า ยังต้องลุ้นอยู่ด้วยเช่นกัน

 

คาดว่าจะลงสนาม

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด : ดาบิด เด เคอา, อันโตนิโอ วาเลนเซีย, คริส สมอลลิ่ง, วิคเตอร์ ลินเดเลิฟ, ลุค ชอว์, ปอล ป็อกบา, เจมส์ การ์เนอร์, ทาฮิธ ชอง, สกอตต์ แม็คทอมมิเนย์, เมสัน กรีนวู้ด, มาร์คัส แรชฟอร์ด

คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ : นีล เอเธอริดจ์, ลี เพลเธียร์, บรูโน่ มังก้า, ฌอน มอร์ริสัน, โจ เบนเน็ตต์, อาร่อน กุนนาร์สสัน, บ็อบบี้ รีด, จอร์ช เมอร์ฟี่, เลอันโดร บาคูน่า, แดนนี่ วอร์ด, นาธาเนียล เมนเดซ-เลียง

 

บทวิเคราะห์

เจ้าบ้านอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไร้ชัยมา 5 เกมติดต่อกัน และหมดสิทธิ์ลุ้นไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เรียบร้อยแล้วจากการเสมอ ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ มา ทำให้เกมนัดสุดท้ายของ พรีเมียร์ลีก 2018/19 พวกเขาไม่ได้ลุ้นอะไรแล้ว ทำให้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เฮดโค้ชของทีมอาจจะมีการลองแผนการเล่นหรือ ทดสอบผู้เล่นในการเตรียมทีมลุยฤดูกาลหน้าเสียมากกว่า

Simon Galloway/PA via AP

ด้านทีมเยือน ที่ตกชั้นเป็นที่แน่นอนแล้ว แต่เกมนี้ นักเตะจะวิ่งกันเต็มร้อย เพื่อนตอบแทนแฟนๆ ของพวกเขาที่เชียร์มาทั้งฤดูกาล และทำผมงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร แม้ว่าพวกเขาจะเก็บชนะได้เพียง 2 เกมจาก 9 เกมหลังสุด แต่คุณภาพโดยรวมในแต่ละเกม ความมุ่นมั่น และแท็กติกของ นีล วอร์น็อค นับว่าดีอยู่ไม่น้อย และจะสร้างปัญหาให้แมนฯ ยูไนเต็ด ในเกมนี้ได้อย่างแน่นอน

ด้านสถิติ “ปีศาจแดง” ไม่แพ้ “เดอะ บลูเบิร์ด” มาแล้ว 8 เกมติดต่อกัน (ชนะ 6 เสมอ 2) ความพ่ายแพ้ครั้งล่าสุดต้องย้อยไปถึงเดือนพฤศจิกายน 1960 นอกจากนี้ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ เสียประตูให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเกมเยือน 15 เกมติดต่อกันในทุกรายการ

ในฤดูกาลนี้ แมนยูฯ พวกเขาไม่เสียประตูใน โอลด์ แทรฟฟอร์ด เพียง 2 เกมเท่านั้น และหากหากเก็บคลีนชีต ในเกมนี้ไม่ได้ พวกเขาจะเก็บคลีนชีตในบ้านได้น้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่ฤดูกาล 1962/63

Anthony Devlin/PA via AP

เกมสุดท้ายของ แมนฯ ยูไนเต็ด น่าจะมีการผสมผู้เล่นเยาวชน ลงไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ตามข่าวที่ โซลชา เรียกดาวรุ่งขึ้นมาซ้อมกับทีมชุดใหญ่หลายคน และอีกหนึ่งคนที่น่าสนใจคือ อันโตนิโอ วาเลนเซีย กัปตันทีมมีโอกาสได้ลงสนามอีกครั้งหลังไม่ได้ลงเล่นเลยตั้งแต่ต้นปี และจะเป็นเกมอำลาของเขาหลังรับใช้ “ปีศาจแดง” มาตั้งแต่ปี 2009 และเจ้ายืนยันว่าจะไม่ต่อสัญญากับทีม

แน่นอนหลายคนมองไปที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คงไม่เหนือบ่ากว่าแรงที่จะเก็บชัยชนะเหนือทีมท้ายตารางไปได้ แต่ด้วยฟอร์มการเล่นจากหลายๆ นัดที่ผ่านของทั้งสองทีม เกมนี้ไม่ใช่เกมที่ง่ายดายของ โซลชา และลูกทีม และเชื่อว่า คาร์ดิฟฟ์ พร้อมเข้ามาเปิดเกมสู้และสร้างเซอร์ไพรส์ในโรงละครแห่งความฝัน

 

สกอร์ที่คาด

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 3-3 คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้

 

“Maxzio”

ศุภณัฐ

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports

พรีวิว พรีเมียร์ลีก : "สิ้นสุดการรอคอย ?" ลิเวอร์พูล VS วูล์ฟแฮมป์ตัน ... by "บก.เก้น"

พรีวิว ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก 2018/19
ลิเวอร์พูล VS วูล์ฟแฮมป์ตัน

รายการ : พรีเมียร์ลีก 2018/19
วัน / เวลาทำการแข่งขัน : วันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม 2562 เวลา 21.00 น.
สนาม : แอนฟิลด์
ถ่ายทอดสด : beIN SPORTS 2 & TrueID App

เรียกได้ว่าเป็นลีกฟุตบอลโลกที่เต็มไปด้วยความสนุก สุดมันส์ และเร้าใจแบบสุดๆ สมกับที่แฟนบอลทั่วโลกรอคอย อย่าง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2018/2019 ท่ามกลางการขับเคี่ยวของ 20 ทีมชั้นนำแห่งเกาะอังกฤษ ตลอด 38 แมตช์ที่อัดแน่นจุใจทั้งฤดูกาล มั่นใจได้เลยว่า พรีเมียร์ลีก ยังคงตอบโจทย์คอลูกหนังไม่เปลี่ยน

แน่นอน สำหรับแฟนบอลไทยที่ไม่อยากตกเทรนด์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ TrueID Sports จัดเต็มให้กับการอัพเดตทุกแง่มุมทั้งข่าวสารอัพเดตแบบเรียลไทม์ คลิปไฮไลท์ รวมถึงช่องทางติดตามชมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกแบบสดๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ ด้วยความคมชัดระดับ HD และถูกลิขสิทธิ์ได้ที่ sport.trueid.net/premierleague

เกมคู่นี้ลงแข่งขันกันใน คืนวันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม 2562 เวลา 21.00 น. ถ่ายทอดสดทางช่อง beIN SPORTS 2 & TrueID App

สภาพความพร้อม ลิเวอร์พูล

“หงส์แดง” ต้องเดินลงสนามด้วยสองเงื่อนไขนั่นคือ การเอาชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน ให้ได้ก่อนเป็นอย่างแรก พร้อมกับการวิงวอนให้ แมนฯ ซิตี้ สะดุดยอดหญ้าที่ เอเม็กซ์ สเตเดี้ยม

แม้ทั้งในทางทฤษฎี และปฏิบัติ โอกาสที่เราจะเห็น “เรือใบสีฟ้า” พลาดนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก แต่ในโลกใบนี้ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะมนต์เสน่ห์เกมลูกหนังที่ “ความสุข กับคราบน้ำตาแห่งความเศร้า” นั้นสามารถพลิกไปพลิกมาได้ในทุกๆ วินาที ฉะนั้น สิ่งเดียวที่ เยอร์เก้น คล็อปป์ และลูกทีมควรจะโฟกัสก่อนเป็นอันดับแรกก่อนที่จะคิดไปถึงการให้ แมนฯ ซิตี้ สะดุดนั่นก็คือ ลงไปเล่นในเกมนัดสุดท้ายของซีซั่นกับ วูล์ฟแฮมป์ตัน ด้วยความสนุก ด้วยความสุข และเหนือสิ่งอื่นใดนั่นคือ “ชัยชนะ”

ความหนึบจากเกมที่โกงความตายใส่ บาร์เซโลน่า พิสูจน์ให้เห็นว่า การเป็นผู้รักษาประตูค่าตัวแพงที่สุดเป็นอันดับสองในโลก ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใด การเซฟนับครั้งไม่ถ้วนของ อลิสสัน เปรียบดั่งใบการันตีการเฝ้าเสาในฐานะมือหนึ่งต่อไปไม่มีเปลี่ยน ส่วนแผงหลัง วิงแบ็กสองข้าง เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ที่ทำผลงานได้อย่างสุดยอดตลอดสองนัดหลังสุด จะจับคู่กับแบ็กซ้ายกัปตันทีมชาติสกอตแลนด์อย่าง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน แน่นอน

คู่เซนเตอร์ฮาล์ฟ เกมนี้ คล็อปป์ คงไม่เสี่ยงใช้งาน เดยัน ลอฟเรน อีกแล้ว และเป็น โจเอล มาติป ที่คืนทัพจับคู่กับ เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค ปราการหลังค่าตัวแพงที่สุดในโลก และเจ้าของรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของ พีเอฟเอ

แผงมิดฟิลด์ ด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมของ จอร์จินิโอ้ ไวจ์นัลดุม เชื่อว่าเกมนี้ บอสเจเค จะให้โอกาสเจ้าตัวโชว์ฟอร์มอย่างต่อเนื่อง พร้อมวาง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ขยับขึ้นมาเป็นตัว Box to Box โดยปล่อยให้หน้าที่เกมรับเป็นของ ฟาบินโญ่ ส่วน นาบี เกอิต้า ล่าสุดต้องรูดม่านปิดฉากฤดูกาลนี้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังมีอาการบาดเจ็บที่บริเวณโคนขาหนีบ ด้าน เจมส์ มิลเนอร์ รอสแตนด์บายในครึ่งเวลาหลังแน่นอน

สามประสานในแนวรุก วินาทีนี้ คล็อปป์ เองคงต้องเช็คความฟิตของ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ก่อนว่าพร้อมสำหรับเกมนัดสำคัญนี้รึเปล่า แต่ถ้าไม่ กุนซือเยอรมันรายนี้ยังมีไพ่ใบเด็ดอย่าง ดิว็อค โอริกี้ ที่กำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิต โดยมี ซาดิโอ มาเน่ กับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่ได้รับการคอนเฟิร์มแล้วว่าลงสนามได้อย่างแน่นอน ยืนขนาบข้างหวังพังประตูให้ได้เร็วที่สุด เพื่อคลายความกดดันในสนาม

สภาพความพร้อม วูล์ฟแฮมป์ตัน

เรียกได้ว่าเดินทางมายัง แอนฟิลด์ ในสภาพที่ไม่หมูเลยแม้แต่น้อยสำหรับ “หมาป่า” วูล์ฟแฮมป์ตัน ที่การันตีอันดับ 7 ของตารางได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยม หลังชนะมาติดต่อกันสามนัดเข้าให้แล้ว แถมปีนี้พวกเขายังโชว์ล้มยักษ์ในลีกมาเพียบ ไล่มาตั้งแต่ เชลซี, ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รวมถึง อาร์เซน่อล เรียกได้ว่าเกมนี้ นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต้ ยังคงเต็มที่อย่างแน่นอน

กุนซือชาวโปรตุกีสน่าจะยึดระบบ 3-5-2 ที่กำลังพาทีมติดลมบนอยู่ ณ ขณะนี้ เป็นแทคติกหลักในการบุกมาเล่นเกมนัดสุดท้ายของฤดูกาลที่แอนฟิลด์ โดยวางลูกรักคนบ้านเดียวกันอย่าง รุย ปาทริซิโอ้ เป็นนายด่านมือหนึ่งลงเฝ้าเสา แนวรับสามคน หากไม่มีพลิก เจ้าตัวน่าจะเลือกใช้บริการ คอเนอร์ โคอาดี้ อดีตเด็กเก่าหงส์แดงลงสนามพร้อมกับ วิลลี่ โบลี่, และ ไรอัน เบนเน็ตต์ คอยรับมือกับแนวรุกระดับพระกาฬของเจ้าถิ่น

แดนกลาง เกมริมเส้นทั้งสองฝั่งจะยังเป็นสัมปทานของ แม็ตต์ โดเฮอร์ตี้ กับ โจนาธาน “จอนนี่” คาสโตร ส่วนแพ็คกลาง แน่นอนยังเป็นเซ็ตหลักทั้ง รูเบน เนเวส, เลอันเดอร์ เดนด็องเกอร์ และเจา มูตินโญ่ ที่ยิ่งแก่ก็ยิ่งเผ็ดเหมือนขิงชั้นเลิศจากโปรตุเกส ส่วนคู่หน้า ถ้าโลกไม่แตกยังไง นูโน่ ซานโต้ ก็ต้องเลือกใช้ ดีโอโก้ โจต้า คู่กับ ราอูล ฆิเมเนซ ที่เคยยิงประตูพา วูล์ฟส์ เอาชนะ ลิเวอร์พูล ในศ฿กเอฟเอ คัพ มาแล้ว

คลิกอ่าน >>> ถึงเวลา “ลิเวอร์พูล” คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ?

พรีเมียร์ลีก

รายชื่อ 11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

ลิเวอร์พูล : อลิสสัน, เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค, เดยัน ลอฟเรน, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน,จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, จอร์จินิโอ้ ไวจ์นัลดุม, ฟาบินโญ่, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ซาดิโอ มาเน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์

วูล์ฟแฮมป์ตัน : รุย ปาทริซิโอ้ , ไรอัน เบนเน็ตต์, คอเนอร์ โคอาดี้, วิลลี่ โบลี่, แม็ตต์ โดเฮอร์ตี้, รูเบน เนเวส, โจนาธาน “จอนนี่” คาสโตร, เลอันเดอร์ เดนด็องเกอร์, เจา มูตินโญ่, ดีโอโก้ โจต้า, ราอูล ฆิเมเนซ

สถิติที่น่าสนใจ

  • ครั้งสุดท้ายที่ วูล์ฟส์ บุกมาเอาชนะ ลิเวอร์พูล ได้ถึงถิ่นแอนฟิลด์นั้นต้องย้อนกลับไปในเดือนธันวาคม 2010 ซึ่งในเกมนั้น พวกเขาบุกมาหักปีก “หงส์แดง” ถึงรัง 0-1 จากประตูชัยของ สตีเฟ่น วอร์ด
  • 57 คะแนนที่ “หมาป่า” ทำได้ในซีซั่นนี้ ถือเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดของทีมน้องใหม่ที่เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในพรีเมียร์ลีก เป็นรองแค่ อิปสวิช ทาวน์ ที่ทำได้ 66 คะแนน ก่อนจบด้วยอันดับ 5 ในปี 2000/01
  • หาก วูล์ฟส์ บุกมาเอาชนะ ลิเวอร์พูล ได้ นอกจากทัพ “หงส์แดง” จะไม่ได้แชมป์ลีกไปแบบร้อยเปอร์เซนต์แล้ว พวกเขาจะยังสร้างสถิติเป็นทีมที่มีอันดับต่ำกว่า Top 6 ที่สามารถเอาชนะทีมในกลุ่ม Top 6 ได้ถึง 5 ทีม ได้แก่ เชลซี, ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รวมถึง อาร์เซน่อล และลิเวอร์พูล
  • ทางเลือกเดียวที่จะส่งให้ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ก็คือ พวกเขาต้องจบเกมนี้ด้วยชัยชนะเท่านั้น พร้อมกับลุ้นให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไม่ชนะ ไบรท์ตัน

บทวิเคราะห์

การโกงความตายใส่ บาร์เซโลน่า ในถ้วยยุโรป คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่มาได้ถูกที่ถูกเวลาจริงๆ สำหรับทัพ “หงส์แดง” เพราะนั่นหมายถึงการขยับเพิ่มความมั่นใจก่อนลงทำศึกสำคัญกับ วูล์ฟแฮมป์ตัน ได้พอดิบพอดี แม้หลายๆ คนจะกังวลว่า ลิเวอร์พูล อาจจะโดนพิษไข้ความกดดันเข้าเล่นงาน แต่ด้วยเงื่อนไขที่ต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก่อนเป็นอย่างแรก ขณะที่ทีมเยือน แม้จะกำลังอยู่ในฟอร์มที่ดี แต่ด้วยแรงจูงใจที่ต่างกัน บวกกับสภาพที่ที่ค่อนข้างแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ยังนึกไม่ออกว่า ดิโอโก้ โจต้า จะแหวกม่านเหล็กอย่าง เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค ไปได้อย่างไรในนัดนี้

เชื่อว่าเกมนี้จะเป็นเจ้าถิ่นที่เดินหน้าล่าประตูกันแบบสนุกเท้า ด้วยบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยความหวังในถิ่นแอนฟิลด์ที่ลุ้นให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พลาดแค่นัดเดียวในฤดูกาลนี้ มั่นใจว่า คล็อปป์ และลูกทีมจะเดินหน้าพิชิตภารกิจแรกได้สำเร็จ นั่นคือ การถล่ม วูล์ฟแฮมป์ตัน แบบเละเทะนั่นเอง

สกอร์ที่คาด
ลิเวอร์พูล 4-0 วูลฟ์แฮมป์ตัน

“บก.เก้น”

พรีเมียร์ลีก

อ่านข่าว ตลาดซื้อขายนักเตะไทยลีก 2019

 

อ่านข่าว ตลาดซื้อขายนักเตะพรีเมียร์ลีก 2018/19

 

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

ดูบอลสด – ไฮไลท์บอล แบบจัดเต็มได้ ที่นี่

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!
ดูไฮไลท์บอล พรีเมียร์ลีก ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports