TRUE TALK : ไม่นับตามมารยาท ยืมตัวแล้วลงเจอต้นสังกัดได้ไหม? ... by "ม. มีนบุรี"

การปล่อยนักเตะให้ทีมอื่นยืมเพื่อเปิดโอกาสให้ดาวรุ่ง หรือนักฟุตบอลคนนั้นได้ระบโอกาสลงสนามนับว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่หลากหลายทีมระดับโลกเลือกใช้กันในการพัฒนาดาวรุ่ง โดยเฉพาะ เชลซี ที่ฤดูกาลนี้ปล่อยนักเตะให้สโมสรอื่นทั้งในและนอกประเทศยืมตัวร่วม 40 ราย

ในไทยลีก ก็มีการปล่อยนักเตะ ยืมไปมาหลากหลายทีม เช่นกัน และที่เห็นได้ชัดคือการสลับไปมาของผู้เล่นระหว่าง 2 ทีมที่มีเจ้าของเครือเดียวกัน หรือทีมพี่ทีมน้อง ถ้าจะให้ยกตัวอย่างที่เห็นชัดๆ ก่อนหน้านี้ก็น่าจะเป็นกรณีของ เมืองทอง ยูไนเต็ด กับพัทยา ยูไนเต็ด ก่อนที่ เกียรติธานี จะเข้ามาเทคโอเวอร์และเปลี่ยนชื่อเป็น สมุทรปราการซิตี้ หรือถ้าในปัจจุบัน ก็น่าจะเป็นสโมสรในเครือ บ.บุญรอด บริวเวอรี่ พวก เชียงใหม่ เอฟซี, สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด

ประเด็นที่ตกเป็นข้อสงสัยขึ้นมาก็คือ หากนักเตะคนนั้นมีโอกาสลงสนามเจอทีมต้นสังกัด หรือทีมแม่ เขาสามารถลงสนามได้หรือไม่ ถ้าพูดในกรณีในไทย ในเคสที่กำลังจะเกิดขึ้นคือ “ล้านนา ดาร์บี้” ระหว่าง เชียงใหม่ เอฟซี เปิดรังรับการมาเยือนของ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด

เชียงใหม่ มีผู้เล่นที่ยืมจากเชียงราย มาถึง 10 คน (อ้างอิงจาก เว็บไซต์ Transfermarkt) ไล่ตั้งนนท์ ม่วงงาม, เควิน สังสมานันท์, วัชรินทร์ เนื่องพระแก้ว, สหรัฐ แก้วแสงใส, จอนาทา แวร์ซูร่า, ยุทธจักร ก้อนจันทร์, ชลวิทย์ คนึงคิด, วงศพัทธ์ ศิลาหิรัญรัตน์, โชติภัทร พุ่มแก้ว, เอกนิษฐ์ ปัญญา และผู้เล่นทั้งหมดนี้สามารถลงสนามเจอกับ เชียงราย ทีมต้นสังกัดได้หรือไม่?

CMFC
Photo / Official Chiangmai Football Club

ถ้าไม่นับตามมารยาท ไทยลีก ระบุเอาไว้ใน ระเบียบข้อบังคับว่าด้วยการจัดการแข่งขันกีฬาฟุตบอลลีกอาชีพ รายการ “ไทยลีก” พ.ศ. 2562 เอาไว้ในบทที่ 5 การขึ้นทะเบียน และคุณสมบัติของผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ทีม และนักกีฬาฟุตบอล หัวข้อ 28 คุณสมบัติของนักกีฬาฟุตบอล

ข้อย่อย 28.2. นักกีฬาฟุตบอลที่สังกัดกับองค์สมาชิกใด และองค์กรสมาชิกนั้นมิได้ส่งทีมเข้าแข่งขัน หรือส่งทีมแต่มิได้ส่งชื่อตัวเอง เข้าแข่งขันด้วย นักกีฬาฟุตบอลผู้นั้นจะมีสิทธิเข้าแข่งขันได้ในกรณีที่มีองค์กรสมาชิกอื่นยืมตัวไปแข่งขัน โดยมี สถานภาพเป็นนักกีฬาฟุตบอลที่สังกัดกับองค์กรสมาชิกที่ยืมตัวไป และในการขึ้นทะเบียนให้แนบเอกสำรการยืมตัว ตามแบบฟอร์มที่ “ฝ่ายจัดกำรแข่งขัน” กำหนดกำรขอยืมตัวนักกีฬาฟุตบอลจากองค์กรสมาชิกอื่นไปร่วมทีมลง แข่งขัน อนุญาตให้ยืมในขณะใดขณะหนึ่งรวมกันได้ไม่เกิน 6 คน แต่ทั้งนี้การขอยืมจากองค์กรสมาชิกใดองค์กร สมาชิกหนึ่ง จะเกินกว่าจำนวน 3 คนมิได้ ส่วนกรณีที่ทีมต้นสังกัดเดิมต้องแข่งขันกับทีมต้นสังกัดใหม่ในลีกเดียวกัน หรือในรายการอื่น ๆ ระหว่าง ที่สัญญาขอยืมตัวยังมีผลอยู่นักกีฬาฟุตบอลที่ถูกยืมตัวไปจะลงแข่งขันให้กับต้นสังกัด ใหม่ได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับการตกลงระหว่างกัน

ถ้าเอามาพูดกันง่ายๆ ก็คือ นักฟุตบอลจะลงได้หรือไม่ อยู่ที่ทั้ง 2 ทีมตกลงกัน ซึ่งก็ไม่ได้ระบุอีกว่าจะต้องตกลงในสัญญาการยืมตัวหรือไม่ อาจจะไปคุยกันเองหรืออย่างไรก็ตาม คิดว่า “ไทยลีก” ให้สิทธิ์สโมสรจัดการเองเต็มที่

ฉะนั้น “ล้านนา ดาร์บี้” ที่จะเตะกันในวันศุกร์นี้ นักเตะเชียงใหม่ ที่ยืมมาจากเชียงราย สามารถลงได้ หรือไม่ได้ ก็อยู่ที่ระว่าง 2 สโมสรตกลงกัน ตามกฏไทยลีก ไม่ใช่ตามมารยาท

แต่จากข้อบังคับดังกล่าว ทำให้มีอีก 1 ประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องการยืมตัวเข้ามาคือ ทางไทยลีก อนุญาตให้ยืมตัวนักเตะได้ไม่เกิน 6 คน และยืมจากทีมเดียวได้ไม่เกิน 3 คน แต่เชียงใหม่ เอฟซี มีนักเตะ จาก เชียงราย ยูไนเต็ด อยู่ในทีมถึง 10 คน และจาก บีจี ปทุม ยูไนเต็ด อีก 2 คน ย้ำว่าอ้างอิงจาก Transfermarkt หากเชียงราย กับเชียงใหม่ แลกเปลี่ยนกันด้วยกรณีอื่นๆ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

แต่หากลองออกไปมองในกรณีอื่นๆ หรือกรณี ฟุตบอลต่างประเทศ ว่าเป็นเช่นไร เราจะพบเจอนักเตะที่ถูกปล่อยยืมลงเจอต้นสังกัดให้เห็นอยู่บ้าง เช่น ติโบ คูร์ตัวส์ ตอนนั้นถูก เชลซี ปล่อยยืมให้ แอตเลติโก้ มาดริด ยืมตัวเป็นเวลา 3 ซีซั่น และเจ้าตัวก็ลงสนามเจอกับเชลซี ถึง 3 ครั้งตลอดช่วงเวลาารยืมตัว และโชว์การเซฟอย่างยอดเยี่ยม ใน แชมเปี้ยนส์ ลีก 2014 รอบรองชนะเลิศ พา “ตราหมี” เขี่ยต้นสังกัดตกรอบ หรือ ฮาเมส โรดริเกวซ ที่ เรอัด มาดริด ปล่อยให้ บาเยิร์น มิวนิค ยืมตัว ก็ได้ลงเล่นเจอต้นสังกัดใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เช่นกัน และสามารถยิงประตูได้ในถิ่น ซานติอาโก้ เบร์นาเบว อีกด้วย

Thibaut Courtois
CosminIftode / Shutterstock.com

สำหรับใน พรีเมียร์ลีก ก่อนหน้านี้ นักเตะที่ยืมมาสามารถลงเจอกับทีมต้นสังกัดได้ แต่มาเกิดปัญหาในกรณีที่ โลมาน่า ลัวลัว กองหน้าที่ พอร์ทสมัธ ยืมมาจาก นิวคาสเซิ่ล และเจ้าตัวยิงประตูตีเสมอให้ พอร์ทสมัธ เสมอกับ “สาลิกาดง” 1-1 พร้อมการดีใจแบบเกินเหตุ ทำให้ทาง เอฟเอ เปลี่ยนกฏในการยืมนักเตะ ว่าห้ามนักเตะที่ยืมมา ลงสนามเจอกับต้นสังกัดของตน

ส่วนข้อย่อย อื่นๆ ในการยืมตัวของ พรีเมียร์ลีก ก็มีระบุไว้ชัดเจนว่า ลงทะเบียนนักเตะที่ยืมตัวมาได้ไม่เกิน 2 คน และในหนึ่งฤดูกาล ยืมนักเตะได้ไม่เกิน 4 ครั้ง และยืมจากสโมสรเดียวกันได้เพียง 1 ครั้งเท่านั้น นอกจากนี้ยังไม่สามารถปล่อยนักเตะให้ทีมอื่นในพรีเมียร์ลีกยืมตัวได้ หากอยู่ในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะเดียวกัน

สรุปสุดท้าย การยืมตัว และการลงเจอทีมต้นสังกัด มันคือเรื่องที่สองสโมสรต้องตกลงกันตั้งแต่แรก ว่าสามารถให้ลงได้หรือไม่ หรือจะให้ชัดก็ควรจะระบุในสัญญายืมตัว ส่วนกรณี เชียงใหม่ กับเชียงราย ก็ต้องไปกางสัญญาดูว่า ได้ระบุลงไปหรือไม่ หรือเป็นการขอร้องกัน การพูดคุยกันข้างนอกสนาม ซึ่งมันก็ไม่ผิดอะไร เพราะกฏไม่ได้ห้ามเอาไว้

แต่ยิ่งไม่ชัดเจน ตั้งแต่ต้น สิ่งที่ตามมาก็คือความเคลือบแคลงใจสงสัยในการบริหารทีมฟุตบอลทีมหนึ่ง ว่าเราคิดถูกแล้วใช่ไหมในการ ทุ่มเทแรงเชียร์ กับสโมสรที่มีการบริหารเอื้อกับ อีกทีมหนึ่ง??? 

 

“ม. มีนบุรี”

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

ดูบอลสด – ไฮไลท์บอล แบบจัดเต็มได้ ที่นี่

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!
ดูไฮไลท์บอล พรีเมียร์ลีก ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports

TRUE TALK : เอกลักษณ์ "เชียงใหม่" ที่ไม่เคยจางหายไป และจะคงอยู่เช่นนั้นไปตลอดกาล ... by "Jinius"

“ดอยสุเทพเป็นศรี
ประเพณีเป็นสง่า
บุปผชาติล้วนงามตา
นามล้ำค่านครพิงค์”

นี่คือคำขวัญของหนึ่งในเมืองแห่งมรดกโลกอย่าง “เชียงใหม่” จังหวัดที่มากด้วยวัฒนธรรมอันเลื่องชื่อ สถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลาย อาหารหลากรส งานหัตถกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนที่ใดในโลก

และที่สำคัญ นี่คือจังหวัดตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในด้านการนำเสนอผลงาน ที่มีการผสมผสานระหว่างของดีประจำจังหวัดเข้ากับเสื้อสโมสรฟุตบอลได้อย่างลงตัว และไร้ที่ติ

หนึ่งในความภาคภูมิใจบนผืนแผ่นดินล้านนา

หากต้องการพูดถึงงานฝีมือสักชิ้นที่มีความเป็นเอกลักษณ์ วิจิตรบรรจง และบ่งบอกถึงความเป็นเชียงใหม่ได้เป็นอย่างดี “ผ้าซิ่นตีนจกแม่แจ่ม” คงจะเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์เพื่อให้คนภายนอกรับรู้ได้ดีที่สุด ด้วยความที่เป็นมรดกตกทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาเป็นเวลาช้านานของชาวแม่แจ่มที่กาลเวลาไม่อาจแตะต้อง

ลวดลายที่แฝงไปด้วยนัยยะบางอย่างที่ได้ยลเมื่อใด จะถูกสะกดด้วยภาพของเรื่องราวเหล่านั้นดั่งต้องมนต์

ที่สำคัญ สิ่งที่ทำให้ผ้าผืนนี้มีลักษณะพิเศษ และไม่เหมือนที่ใดนั่นคือ การถักทอขึ้นด้วยความประณีต โดยใช้วิธีการ “จก” อันเป็นการเพิ่มลวดลายเข้าไประหว่างการทอที่ต้องใช้ความสามารถสูง เพื่อเพิ่มสีสันให้มีความหลากหลาย และงดงามมากยิ่งขึ้น โดยใช้เทคนิคการสอด หรือควักเส้นด้ายพุ่งพิเศษเข้าไปเป็นช่วงๆ

ส่วนเรื่องการออกแบบขึ้นนั้นย่อมอยู่กับจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ของผู้ถักทอ บทสนทนาที่ได้ฟังจากบัณฑิตผู้รอบรู้เรื่องผ้าซิ่นจากรั้วมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อย่าง คุณเชลียงพล เดือนเพ็ญ ได้เข้ามาสะกิดต่อมความอยากรู้อยากเห็นของผมเข้าอย่างจัง

“ตีนจกแต่ละแหล่งจะมีลักษณะพิเศษในตัวเองอยู่ จริงๆ แล้ว ตีนจกไม่ได้มีแค่ที่ เชียงใหม่ เท่านั้น มีทั้งตีนจกเมืองลอง ตีนจกเมืองน่าน ตีนจกหาดเสี้ยว เยอะแยะไปหมด แต่ตีนจกเชียงใหม่ มีรูปแบบเฉพาะที่สามารถมองออกได้ทันทีว่านี่คือของ เชียงใหม่”

ความภูมิใจของชาวล้านนาที่มีต่อ “ผ้าซิ่นตีนจกแม่แจ่ม” มิอาจถูกลบเลือนได้ด้วยกาลเวลา ถ้าหากจะกล่าวถึงจุดเริ่มต้นคงต้องย้อนกลับไปราวๆ 200 ปีก่อนในยุคสมัยของ พระเจ้ากาวิละ พระเจ้านครเชียงใหม่พระองค์แรกแห่งราชวงศ์ทิพย์จักร ได้มีการอพยพผู้คนจากเมืองเชียงแสน หรือไทยวน กลุ่มคนที่มีฝีมือการทอผ้าชั้นเลิศมาอาศัยที่อำเภอแม่แจ่ม

ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่มีดอยอินทนนท์ล้อมรอบ วิถีชุมชนที่เรียบง่ายอยู่กับธรรมชาติอันเขียวชอุ่ม และทักษะการทอผ้าที่ติดตัวมา ผ้าซิ่นตีนจกแม่แจ่ม จึงถูกประดิดประดอยขึ้น เพื่อใช้ในการนุ่งห่ม ณ เวลานั้น ซึ่งเดิมทีกลุ่มทอผ้าในจังหวัดเชียงใหม่ มีอยู่มากกระจัดกระจายออกไปทั่วทั้งจังหวัด ทว่าด้วยปัจจัยภายนอกบางอย่างที่เข้ามาพลิกโฉมวิถีชีวิตของแต่ละชุมชนให้เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทำให้ผ้าซิ่นในแต่ละอำเภอต่างๆ ในเชียงใหม่ ค่อยๆ ลดจำนวนลงจนแทบจางหายเข้าไปในกลีบเมฆ

เว้นเสียแต่อำเภอแม่แจ่ม…

TrueID / Supanat Charoenrat

“ชาวแม่แจ่ม เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในเขตอำเภอแม่แจ่ม เป็นกลุ่มทอผ้ากลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ที่หลงเหลืออยู่ แต่ก่อนคือกลุ่มชาติพันธุ์ไทยวน ที่มีวิถีชุมชนด้วยการนุ่งผ้าซิ่น สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน ได้แก่ หัวซิ่น ตัวซิ่น และตีนซิ่น

การทำลวดลายจะทำในส่วนตีนซิ่นโดยใช้วิธีการจก “การจก” คือการควักเส้นด้าย สำหรับส่วนหัว และกลาง จะไม่มีการจก และไม่นิยมทอลวดลาย เดิมทีตีนจกจะมีอยู่หลายๆ แหล่งในเชียงใหม่ เช่น ตัวเมืองเชียงใหม่ อำเภอจอมทอง อำเภอดอยเต่า และอีกมากมาย

ทว่าหลังจากการทำเขื่อนภูมิพล จึงเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมที่อำเภอดอยเต่า นี่ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผ้าทอของดอยเต่า ค่อยๆ หายไป ส่วนในตัวเมืองมีความเปลี่ยนแปลงมากมายเกิดขึ้น ทำให้อำเภอแม่แจ่มยังเป็นแหล่งเดียว และเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดที่ยังมีการทอผ้า

จึงกลับกลายเป็นว่าตีนจกเชียงใหม่ ต้องอยู่ที่ “แม่แจ่ม”

นอกจากนี้ ผ้าซิ่นตีนจกแม่แจ่ม ยังเป็นรายได้หลักให้กับกุลสตรีชาวไทยวน ในสมัยก่อน แต่ด้วยความงามที่ยากจะหาสิ่งใดมาเปรียบ และตกทอดมาเป็นเวลาช้านาน ประกอบกับความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของท้องถิ่น ทำให้ผ้าผืนนี้ถูกในวัตถุประสงค์ทางด้านงานพิธีที่นอกเหนือจากการสร้างรายได้

“ในสมัยก่อน ผ้าซิ่นตีนจกแม่แจ่ม จะถูกนำมาใช้เนื่องในโอกาสพิเศษๆ เท่านั้นนะ เช่น การใส่ไปวัด งานเทศกาล งานพิธี ไปแอ่ว งานปอย ต้องเป็นงานสำคัญไม่ใช่อยากจะใส่ก็ใส่ได้ หรือการใส่ไปทำนาเขาจะไม่ใส่เลย เพราะตัวผ้า และลวดลายมีความสวย จึงใช้แค่ในบางโอกาส แล้วตัวผ้าซิ่นเองยังเป็นการบ่งบอกถึงฝีมือของคนทออีกด้วย เช่น คนนี้สามารถทอลายยากได้ ส่วนคนนี้ทอออกมาได้มีสีสันสวยงาม”

เมื่อ อัตลักษณ์ ผนึกกำลังเข้ากับ เสื้อแข่ง
“พยัคฆ์ล้านนา” = คำว่า “ลงตัว”

TrueID / Supanat Charoenrat

ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะเป็นยุคที่วัฒนธรรมถูกเข้ามาแทนที่โดยเทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์ ทำให้การเปลี่ยนผ่านในเจเนอเรชั่นของคนรุ่นใหม่เริ่มมีความสนใจในอัตลักษณ์เหล่านี้ลดน้อยลง

ทว่าความเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาสู่เมืองใหญ่ไม่อาจเปลี่ยนความคิดของ คุณกรพล มีวงษ์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์กีฬาน้องใหม่มาแรงอย่าง Volt ได้เลย ด้วยมุมมองที่กว้างไกล และเจตนารมณ์อันแรงกล้าเพื่อชาวเชียงใหม่ การผนวกอัตลักษณ์เข้ากับเสื้อสโมสรฟุตบอลเชียงใหม่ เอฟซี เป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรม กับกีฬาที่เข้ากันได้อย่างลงตัว

“ถ้าจะพูดถึงจุดเริ่มต้น ต้องมาจากตัวเหย้าที่เปลี่ยนมาเป็นสีแดงเมื่อฤดูกาลก่อน ตัวเหย้าเราต้องการนำเสนอถึงอัตลักษณ์ประจำพื้นที่ เพราะฉะนั้นมันจะมีอะไรที่ดีไปกว่าผืนแผ่นดินเชียงใหม่” คุณกรพล เริ่มกล่าว

“ถ้าลองสังเกตดีๆ มันจะเหมือนขนเสือเวลามองไกลๆ ทำให้เข้ากับคอนเซ็ปต์ของทีมนั่นคือ “พยัคฆ์ล้านนา” ลายแผนที่ที่ใส่ลงไปเราพยายามจะให้ส่วนของคูเมือง ซึ่งเราถือว่าเป็นหัวใจของชาวเชียงใหม่ ให้อยู่ในบริเวณเดียวกันกับหัวใจของนักเตะ นั่นหมายความว่าหัวใจของนักเตะ หรือกองเชียร์ และหัวใจของเมืองอยู่ในบริเวณเดียวกัน มีแม่น้ำพาดผ่านกลางตัวเป็นดั่งสายเลือด”

“ถ้าสังเกตมันก็จะเหมือนเส้นเลือดที่วิ่งผ่านบริเวณกลางตัวหมายถึงความชุ่มชื้นที่ถูกส่งออกได้ เราจึงหยิบประเด็นนี้มาถ่ายทอดในเสื้อตัวที่สองที่เป็นตัวของสายน้ำ เพราะโดยวัฒนธรรมของคนไทย หรือว่าชาวล้านนาเองติดอยู่กับแม่น้ำอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นมันก็เป็นสิ่งที่ขาดกันไม่ได้ จึงกลายมาเป็นตัวที่สอง”

TrueID / Supanat Charoenrat

ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีที่มา และที่ไปไม่ใช่เพราะความบังเอิญ แน่นอนวัฒนธรรมเองก็เช่นกัน ผืนแผ่นดิน และผืนน้ำ รวมกันก่อให้เกิดสังคมมนุษย์ที่เป็นผู้สร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาต่อยอดไปสู่การประยุกต์ใช้ ความคิดที่ไม่เคยย่ำอยู่กับที่ มาพร้อมกับความก้าวหน้าด้วยใจอันเด็ดเดี่ยว เสื้อ “พยัคฆ์ล้านนา” ลายที่สาม ที่มีส่วนประกอบระหว่างความภาคภูมิใจ และความกล้าที่ต้องการนำเสนอจึงได้ถือกำเนิดขึ้น

“เมื่อมีผืนดินที่ก่อให้เกิดการอยู่อาศัย และมีผืนน้ำที่มอบความชุ่มชื่นให้กับทั้งบริเวณเมือง ทั้ง 2 สิ่งรวมกันมันจึงก่อให้เกิดวัฒนธรรม นั่นก็คือในตัวที่สาม ลายไทยที่มีอยู่นี้ไม่ใช่ลายไทยจริงๆ เป็นลายไทยประยุกต์ ถูกสร้างสรรค์ หรือถูกออกแบบโดยสตูดิโอเล็กๆ ที่ชื่อว่า มาสอาร์ท สตูดิโอ ออกแบบลายนี้ไว้สำหรับถุงกาแฟของแบรนด์ยักษ์ใหญ่แบรนด์หนึ่ง มีอยู่ 10 ลายสวยงามมาก แต่ปรากฏว่าบริษัทยักษ์ใหญ่นั้นไม่เอา ไปเอาลายที่เป็นของศิลปินระดับโลก ซึ่งเป็นลายจิตรกรรม หรือลายอะไรต่างๆ เอาไปใส่แทน ก็เลยทำให้ผมได้มาเจอกับลายนี้” ผู้บริหารหนุ่มรายนี้เล่าย้อนกลับไปถึงที่มาของลายที่เปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์ในเสื้อตัวที่สามของ “พยัคฆ์ล้านนา”

“ผมก็รู้สึกว่า เฮ้ย มันสวยมากเลยนะ (หัวเราะ) ลายนี้มันดีมาก แล้วทำไมไม่ได้ถูกใช้งาน เราก็คาดหวังว่าถ้าเราได้มีโอกาสทำเสื้อเชียงใหม่ เอฟซี ในฤดูกาล 2019 เราจะเอาลายนี้แหละมาใช้ ซึ่งมันก็เป็นลายไทยประยุกต์จากตัวของผ้าซิ่นตีนจก แล้วก็ผ้าทอล้านนา เราก็จัดการมาผสม และประยุกต์เข้าด้วยกัน จัดการในเรื่องของสีสันต่างๆ ให้มันเข้ากับตัวสโมสรแล้วก็ใส่เข้าไปในเสื้อ เพื่อให้คนที่เป็นตัวแทนของชาวเชียงใหม่ ได้ทำการต่อสู้ในลีกสูงสุดของประเทศด้วยวัฒนธรรมที่ชาวเชียงใหม่มี”

ทำไมจึงต้องเป็น “ผ้าซิ่นตีนจกแม่แจ่ม” เท่านั้น!

TrueID / Supanat Charoenrat

“ผ้าซิ่นตีนจกแม่แจ่มตัวนี้ ต้องขอบอกก่อนเลยว่ามีการผสมระหว่างผ้าซิ่นตีนจก กับผ้าทอล้านนา ตอนนี้ที่เลือกมาเพราะว่ามันมีความเป็นอัตลักษณ์ที่ชัดเจนในตัวของผ้าทอเอง หรือว่าในสีสันก็ตาม หรือว่าในส่วนของการนำเสนอ ถ้าจะให้เราเลือกอะไรสักอย่างที่จะมาอยู่บนเสื้อ แน่นอนว่ามันต้องเป็นของดีของชาวเชียงใหม่เอง เราเองก็อยากที่จะนำเสนอส่วนนี้ไปให้กับแฟนบอลชาวเชียงใหม่ หรือผู้ที่อาศัยอยู่ในเชียงใหม่ว่า ของดีในลักษณะนี้มันอยู่ในจังหวัดเราเอง ช่วยกันสนับสนุน ช่วยกันซื้อ ช่วยกันเอาไปแจก ใครคนนู้นคนนี้ก็จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวัดได้เช่นกัน”

“ความชัดเจนในตัวอัตลักษณ์มันชัดอยู่แล้ว ดังนั้นมันจึงไม่มีเหตุผลใดๆ เลยที่เราจะไม่นำ ผ้าซิ่นตีนจกแม่แจ่ม มาใส่เป็นลายเสื้อ”

วัฒนธรรมไทยมีดี ใยจึงต้องลอกเลียนเพื่อให้เหมือนกับต่างชาติ ?

ACTION24CNX / Pakawich Damrongkiattisak 

“เพศ” กำแพงที่กำลังถูกทลายลง

เส้นพรหมแดนที่มีหมอกหนามาขวางกั้นเป็นระยะเวลานานอย่างเรื่อง “เพศ” ไม่อาจพราก “พยัคฆ์ล้านนา” ให้จากกัน ทว่าด้วยความที่เสื้อตัวที่สามของ เชียงใหม่ เอฟซี ในปีนี้ ใช้ลวดลายที่มาจาก ผ้าซิ่นตีนจก อันเป็นเครื่องนุ่งห่มของกุลสตรีมาเป็นเวลาช้านาน และลวดลายที่นำมาจาก ตีนซิ่น ส่วนที่สตรีสวมใส่บริเวณช่วงล่างลำตัวลงมาจรดเท้า ถูกนำมาใช้เป็นลายเสื้อกีฬาลูกหนังที่มีผู้ติดตามส่วนใหญ่เป็นเพศชายเสียมากกว่า ทำให้เรื่องนี้ถูกมองไม่เหมาะสมหรือไม่ ?

“ผ้าซิ่นเนี่ย ชื่อมันก็บอกอยู่ว่าตีนจกในแต่ละส่วนมีความหมายอย่างไรก็ว่ากันไป แต่ในขณะที่เราเอามาประยุกต์ใช้กับเสื้อฟุตบอลเอง เราก็ต้องการนำมาใส่เพื่อให้มันเกิดความสวยงาม สมมติมันเป็นตีนจกเฉยๆ แล้วเราเอามาใส่ปลายนิดเดียว หรือว่าเสื้อบอลมันแบบเป็นตีนอยู่ปลายเสื้อทั้งหมดก็อาจก่อให้เกิดความไม่สวยงาม เพราะฉะนั้นมันก็เลยกลายเป็นการประยุกต์ใช้กับผ้าเหล่านั้นให้อยู่บนเสื้อ”

“สำหรับกรณีที่เป็นของผู้หญิงแล้วนำมาใส่บนเสื้อจะเหมาะสมกับนักฟุตบอลชายมั๊ย ส่วนตัวเราไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เลยที่ในยุคปัจจุบันเองด้วย เนื่องจากในเรื่องของความเป็นชายหญิงอะไรต่างๆ นานา ตัวเราเองก็ซัพพอร์ตในเรื่องสิทธิความเท่าเทียมทางเพศอยู่แล้ว ผมจึงไม่คิดว่ามันไม่เกี่ยวกับเรื่องการข้ามเพศ ผมว่าเรื่องของเพศมันเป็นแบริเออร์ที่จางลงเรื่อยๆ ในแต่ละวัน วัตถุประสงค์ที่เราต้องการสื่อจริงๆ ก็คือ วัฒนธรรมมันอยู่ตรงนั้น ความเป็นตัวตนมันอยู่ตรงนั้น เราต้องการใส่ไปในเสื้อเพื่อให้ตัวตนมันไปอยู่บนตัวแทนด้วยเช่นกันนั่นคือสิ่งที่เราต้องการสื่อ”

ด้วยความต้องการให้ทุกเพศทุกวัยอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข และไร้ซึ่งความขัดแย้ง ความคิดที่เปลี่ยนไปจากรุ่นสู่รุ่นเริ่มทลายกำแพงการแบ่งแยกเรื่องเพศลงทุกๆ วินาที เสื้อตัวที่สามของ “พยัคฆ์ล้านนา” ตัวนี้แฝงไปด้วยนัยยะหลายๆ อย่าง ที่นอกเหนือจากความงาม วัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งการชูอัตลักษณ์ เหนือสิ่งอื่นใดการให้ความสำคัญกับเรื่องเพศอันมีจุดประสงค์ที่แน่นอนว่า เสื้อตัวนี้เป็นการผสานรอยต่อความเป็นบุรุษ และสตรี เข้ากันได้อย่างลงล็อค ช่างตอบโจทย์กับคำกล่าวที่ว่า “กินของไทย ใช้ของไทย ช่วยชาติไทย” เสียเหลือเกิน

การชูของดีในท้องถิ่นไม่ใช่เรื่องน่าอาย ในวันนี้ เชียงใหม่ เอฟซี และ Volt ได้สะกดทุกสายตาทั่วทั้งประเทศให้ได้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า เพียงแค่คุณกล้า และให้ค่ากับสิ่งที่ตัวเองมี การดีไซน์เสื้อให้ออกมาสวยงามได้ไม่จำเป็นต้องเดินตามใคร

ที่สำคัญ ยังเป็นการตอกย้ำว่าเอกลักษณ์ความเป็น “เชียงใหม่” นั้นไม่เคยจางหายไป

และจะคงอยู่เช่นนั้นไปตลอดกาล…

“Jinius”

 

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports

TRUE TALK : วันที่กิเลน "ไม่ผยอง" ดังเดิม เศษ 4 ส่วน 5 ที่เหลือของ เอสซีจี เมืองทองฯ ... by "จอน"

  • จมรองบ๊วยของตารางไทยลีกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หากนับเฉพาะ 6 นัดแรก
  • แพ้ถึง 4 เกมจาก 6 นัดแรกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ทั้งที่ นี่คือสโมสรที่เคยคว้าแชมป์ไร้พ่ายมาแล้ว
  • ทำประตูไม่ได้ถึง 4 เกมจาก 6 เกมแรกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และทั้ง 4 เกมก็ต้องจบลงที่ความพ่ายแพ้
  • ออกสตาร์ทย่ำแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังเก็บได้เพียง 6 แต้มจาก 6 นัด ซึ่งน้อยที่สุดที่เคยทำได้ใน 6 เกมแรก
  • ประตูได้เสีย -4 ซึ่งเป็นจำนวนการติดลบที่มากที่สุดในบรรดาทีมศึกไทยลีก 2019 หลังผ่านไป 6 นัดแรก
  • เปลี่ยนแปลงเฮดโค้ชตั้งแต่จบนัดที่ 5 และยังไม่มีการเปิดตัวกุนซือคนใหม่

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในศึกไทยลีก ซีซั่น 2019 กับสโมสรอดีตแชมป์เก่าไทยลีก 4 สมัย ที่มีตำนานเล่าขานมานับทศวรรษ อย่าง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด หลังจากผ่านไปทั้งหมด 6 เกม

สโลแกน “FOOTBALL’S COMING HOME” กลายเป็นประโยคที่ถูกหยอกล้อจากแฟนบอลทีมอื่นๆ เพราะดูเหมือนว่า โอกาสที่แชมป์จะได้กลับบ้านหลังเก่า ณ เมืองทอง จะไม่เป็นความจริงดังที่ผู้บริหารทีมหวังเอาไว้

ปัญหาของ เมืองทอง ในปีนี้ มีเยอะแยะมากมายเหลือเกินครับ ผมได้ดูหลายต่อหลายเกมของพวกเขา ไล่ตั้งแต่หลังไปหน้า เพราะเสียประตูแทบทุกนัด และยิงไม่ได้ก็แทบทุกเกมเช่นกัน เริ่มต้นจากแนวรับ ที่หากไม่นับ ดัง วาน ลัม ผู้รักษาประตูชาวเวียดนาม ก็ต้องบอกว่า นักเตะที่เหลือ ยังไม่สามารถพิสูจน์ตัวเองได้ดีพอเลยว่า จะสามารถพาทีมเป็นแชมป์ได้ โดยเฉพาะหลังจากที่ โอ บัน ซอค กองหลังชาวเกาหลีใต้ มีอาการบาดเจ็บ ช่องโหว่ก็มีให้โจมตีเพียบเลย

ศฤงคาร พรหมสุภะ และอดิศร พรหมรักษ์ ยังไม่ใช่คู่เซนเตอร์ฮาล์ฟที่จะกำราบแนวรุกฝั่งตรงข้ามได้ ซึ่งต้องรอแข้งแนวรับต่างชาติเข้ามาเติมเต็ม และตอนนี้ก็มีเพียง โอ บัน ซอค คนเดียวเท่านั้นที่เป็นเซนเตอร์ฮาล์ฟธรรมชาติชาวต่างชาติ

ศุภนันท์ บุรีรัตน์ และวีรวุฒิ กาเหย็ม แบ็คขวาและแบ็กซ้ายลูกหม้อที่สโมสรดึงกลับมาสู่ทีม แต่ฟอร์มของทั้งคู่ก็ทำให้ต้องคิดถึง ทริสตอง โด และพีระพัฒน์ โน้ตชัยยา ที่ย้ายไป “บียู” หรือแม้แต่ ธีราทร บุญมาทัน ที่ถูกยืมตัวไปอยู่ เจลีก

วัฒนา พลายนุ่ม ไม่สามารถกลับไปสู่ฟอร์มที่เคยพีคก่อนหน้านี้ได้ และการถูกโยกไปเล่นหลายตำแหน่งก็ทำให้เขาไม่มีฟอร์มที่เสถียรพอ

ฟอร์มการท่อนกระแท่น บวกอาการบาดเจ็บของแนวรับ ก็ทำให้แต่ละนัดของเมืองทองนั้น ลงเล่นในระบบที่แตกต่างกัน สลับไปมาระหว่าง กองหลัง 4 ราย และในระบบแบบเซนเตอร์ฮาล์ฟ 3 คน และนี่คืออีกเหตุผลที่ทำให้ความบาลานซ์ของฟอร์มการเล่น และวิธีการเล่นในเกมรับต้องสูญเสียไป

ขอบคุณภาพ : Muangthong United FC.

มากันที่แดนกลาง ซึ่งถูกโจมตีอย่างหนักหน่วง เพราะแฟนบอลหลายคนมองว่า นักเตะในแดนกลางที่เป็นหัวใจสำคัญในการเคลื่อนที่บอลจากเกมรับไปรุกนั้น เล่นฟุตบอลที่ “เชื่องช้า วิ่งน้อย และขาดความกระหาย” ซึ่งพอเจอเกมเพรสซิ่งเร็ว ก็จะถูกตัดบอลได้ และไม่สามารถคอนโทรลบอลไปที่แดนหน้าได้ ซึ่งนี่เป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเขายิงไปได้แค่ 5 ประตูเท่านั้น

ส่วนแนวรุก อันที่จริงพวกเขามีนักเตะที่ยอดเยี่ยมมากๆ นะ หากเทียบจากชื่อชั้น ทั้ง กรวิชญ์ ทะสา, ธีรศิลป์ แดงดา, อดิศักดิ์ ไกรษร, เฮแบร์ตี้ แฟร์นานเดส, อ่อง ธู หรือแม้กระทั่ง มาริโอ ยูรอฟสกี้ ที่ยังไม่ฟิตสักที

แต่พอเอาเข้าจริง สุดท้ายแล้ว เรื่องเกมรุกก็ต้องฝากไว้ที่ เฮแบร์ตี้ เป็นส่วนใหญ่ ดูได้จากทุกประตูที่เมืองทองได้นั้น อดีตดาวซัลโวไทยลีกรายนี้ มีส่วนเกี่ยวข้องทุกลูก แบ่งเป็น ยิง 1 ประตู และแอสซิสต์ 4 ครั้ง ซึ่งลูกที่ยิงนั้น ก็เป็นลูกโทษซะด้วย

ขอบคุณภาพ : Muangthong United FC.

เจอเพรสซิ่งใส่แดนกลาง
พยายามปิดตาย เฮแบร์ตี้ เพื่อปิดความอันตรายของ เมืองทองฯ
โดนเล่นเกมฉาบฉวย และฟุตบอลไดเร็ค โจมตีกองหลัง

ซึ่งไม่ว่าจะเจอทีมใดก็ตาม เมืองทองฯ ก็จะเจอสถานการณ์การเล่นเกมแบบนี้จากคู่แข่ง และสุดท้าย หากความหวังสุดท้ายอย่าง “เดอะแบก” เฮแบร์ตี้ ฟอร์มไม่มา แอสซิสต์ไม่เกิด ระเบิดประตูไม่ได้ ก็แทบจะปิดประตูคว้าชัยเลย

ขอบคุณภาพ : Muangthong United FC.

ไม่น่าเชื่อนะครับว่า สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นกับสโมสรที่ยิ่งใหญ่ ที่มีการลงทุนกว่า 400 ล้านบาท เพื่อหวังจะกลับมาเป็นแชมป์ไทยลีกอีกครั้งในรอบ 3 ปี และหวังจะเป็นแชมป์ไทยลีกแตะหลัก 5 สมัยเป็นทีมที่ 2 ต่อจาก บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แต่สุดท้ายแล้ว ความหวังเหล่านั้น ก็อาจจะเป็นแค่ความหวัง เพราะผ่านไป 6 นัด จาก 30 นัด หรือ 1 ใน 5 แล้วของซีซั่นนี้ พวกเขายังคงจมอยู่เพียงรองบ๊วยของตาราง

กลับมามองที่ความจริง ทิ้งความหวังแชมป์ไว้ข้างหลัง
ยังเหลืออีกถึงเศษ 4 ส่วน 5 ที่เหลือในซีซั่นนี้ หรือ คิดเป็น 80 % (24 จาก 30 เกม)

มันเยอะพอ ที่จะสามารถล่าคะแนน และกลับมาเป็นแชมป์ได้ เพราะคะแนนห่างจากจ่าฝูงแค่ 6 แต้มเท่านั้น
มันเยอะพอ ที่จะกลับมาเรียกศรัทธาจากแฟนบอลได้ หากแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ทัน
มันเยอะพอ ที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ที่เลวร้าย ให้กลายเป็นดีได้
มันเยอะพอ ที่จะทำให้แฟนบอล “กิเลนผยอง” มาชมเกมด้วยรอยยิ้ม และกลับบ้านไปพร้อมกับความอิ่มเอม

ซึ่งผมว่า นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะขวัญ และกำลังใจของแฟนบอล คือ สิ่งที่ดีที่สุดของการเดินหน้าสโมสรฟุตบอลอาชีพ

“เพราะจริงๆ แล้ว การคืนรอยยิ้มสู่แฟนบอล และเล่นฟุตบอลในแบบที่เมืองทองเคยเป็น…

มันอาจจะดีเท่าหรือดีกว่า การนำแชมป์กลับบ้านก็ได้”

“จอน”

 

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports

TRUE TALK : มะรุมมะตุ้ม! 4 เรื่องหนัก วงการฟุตบอลไทย ในวันที่ปัญหารุมเร้า ... by "จอน"

“ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอเหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา” ไม่รู้ทำไมประโยคนี้ถึงแวะเข้ามาในสมองของผมอีกครั้ง หลังข่าวสารในวงการฟุตบอลไทยช่วงนี้ มีเรื่องราวชวนปวดหัวอยู่มากเลยทีเดียว

แม้ต้นปี ทีมชาติไทย จะเริ่มต้นได้สวยงาม จากการผ่านเข้ารอบน็อกเอาท์ของศึกเอเชี่ยนคัพ 2019 และมีนักเตะไทยถึง 3 คนที่ได้โลดแล่นในศึก เจ ลีก นำมาโดย ชนาธิป สรงกระสินธ์ ที่เริ่มต้นสัญญาถาวรกับ คอนซาโดเล่ ซัปโปโร ตามด้วย ธีราทร บุญมาทัน กับการได้ยืมตัวไปอยู่กับ โยโกฮาม่า เอฟ มารินอส และปิดด้วยน้องใหม่อย่าง ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ กับทีมน้องใหม่ โออิตะ ทรินิตะ ส่วนในศึกไทยลีก T1 ก็มีค่าเฉลี่ยคนดูที่เยอะขึ้น ดูสนุกสูสีมากขึ้น อะไรๆ ก็ดูดี มีการจัดการที่มีประสิทธิภาพ และ มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น

แต่ช้าก่อน เมื่อเวลาผ่านไป ปัญหาหลายๆ เรื่องก็ถาโถมเข้ามาปะทะวงการเหมือนนัดกันมา จนแฟนบอลไทยอย่างผมที่อ่านข่าวทุกวันๆ ก็มีความรู้สึกข้างในไม่น้อย และแต่ละปัญหาก็ดูเหมือนจะใหญ่ด้วยสิ…

 


เครื่องหมายคำถามกับ กรรมการ และ VAR

ไทยลีก ผ่านพ้นมาแล้ว 5 เกม โดยมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นภายใต้เครื่องหมายคำถามต่อกรรมการ ทั้งในเรื่องของใบแดง, การให้จุดโทษ, การตัดสินโดยใช้ VAR หรือไม่ใช้ VAR ในจังหวะต่างๆ ซึ่งก็มีผู้เกี่ยวข้องกับสโมสรต่างๆ ทั้ง เฮ้ดโค้ช, ผู้บริหารสโมสร หรือแฟนบอล ได้ออกมาท้วงติงหลายครั้ง

จนกระทั่ง เมื่อวันก่อน “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานสโมสร การท่าเรือ เอฟซี ถึงกับต้องเดินทางไปมอบหนังสือให้กับสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย เนื่องจากมีคำถามเกี่ยวกับการตัดสินของผู้ตัดสินในเกมที่ การท่าเรือ เอฟซี บุกไปแพ้ สุโขทัย เอฟซี 1-3 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

หนำซ้ำก็มีเรื่องฉาวในวงการผู้ตัดสินอีก เมื่อ “โค้ชชู” ชูศักดิ์ ศรีภูมิ กุนซือของ ระยอง เอฟซี ในศึก T2 ได้โพสต์ข้อความถึงอดีตกรรมการชื่อดังคนหนึ่ง ที่พยายามโทรมาล็อบบี้เพื่อล็อกผลการแข่งขันในเกมฟุตบอล T2 ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างว่า แท้จริงแล้ว วงการผู้ตัดสินฟุตบอลไทย ใสสะอาดขนาดไหน และสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย นายใหญ่ของวงการนี้ จะแก้ไขปัญหานี้อย่างไรต่อไป

 

Chiang Rai United FC

ฝุ่นเป็นเหตุ

ไม่มีสโมสรฟุตบอลอาชีพไหนที่อยากจะเลื่อนเกมการแข่งขันออกไป เพราะหลายๆ อย่างได้จัดการไว้หมดแล้ว ทั้งการเดินทาง, ที่พัก, การจัดเตรียมเรื่องต่างๆ ของแฟนบอล แต่จนแล้วจนรอด แม้จะลดจำนวนทีมในศึก T1 เหลือเพียงแค่ 16 ทีม แต่สุดท้าย ก็มีเหตุให้ต้องเลื่อนการแข่งขันเกมบางคู่ และสลับการเป็นเจ้าบ้านทีมเยือน เพราะพิษภัยของฝุ่นที่เกิดจากน้ำมือเผาพื้นที่ป่าของมนุษย์ในจังหวัดบริเวณภาคเหนือ

เชียงใหม่ และ เชียงราย เป็นสองจังหวัดที่อยู่ใน T1 ที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ จากค่าฝุ่น PM2.5 ที่เกินมาตรฐานไปเยอะ เยอะมากขนาดที่ติดอันดับ 1 ของโลกเลยทีเดียว และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้โปรแกรมที่ถูกวางเอาไว้ต้องคลาดเคลื่อนไปจากเดิม โอเคหล่ะว่า เกม “ดาร์บี้แมตช์ล้านนา” ระหว่าง เชียงใหม่ เอฟซี กับ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด จะถูกเลื่อนด้วยความยินยอมของทุกฝ่าย แต่ดูเหมือนว่าเกมที่ “กว่างโซ้งมหาภัย” จะต้องเดินทางมาเยือนบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ก่อนนั้น เป็นสภาวะ “จำยอม” มากกว่า เพราะ “กว่างโซ้ง” มีข้อติดใจว่า ทำไมถึงไม่มาถามก่อน แม้ค่าฝุ่นจะเกินเลยไปกว่าที่มนุษย์ควรจะออกกำลังกายได้ หรือแม้แต่จะเดินออกจากบ้านก็ตามที

ไม่รู้เหมือนกันว่า ปริมาณฝุ่นที่มากมายมหาศาลนี้จะถูกกรองออกไป หรือลงสู่พื้นดินด้วยวิธีไหน เนื่องจากยังไม่เห็นมาตรการของรัฐที่ชัดเจนออกมาเท่าไรนัก หรืออาจจะต้องรอให้ถึงหน้าฝนเลย แต่ถึงตอนนั้น อาจจะมีเกมที่ทำให้เกิดปัญหาอีกหลายนัดเลย เพราะมีถึงสองทีมที่มีค่าความสุ่มเสี่ยมต่อการเลื่อน หรือสลับเจ้าบ้านในทุกๆ สัปดาห์

 

Simork Fc_Official

สีหมอก โมเดล

แม้วงการฟุตบอลไทย จะมีสมาคมนักกีฬาฟุตบอลอาชีพ (PFA) ที่มี สินทวีชัย หทัยรัตนกุล รั้งตำแหน่งนายกสมาคมฯ แต่การไม่จ่ายเงินเดือน หรือการทำสัญญาเอารัดเอาเปรียบนักฟุตบอลในวงการลูกหนังไทย ก็ยังคงมีอยู่เรื่อยไป

“สีหมอก เอฟซี” นับเป็นสโมสรที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในเรื่องนี้ ตลอดระยะเวลาประมาณ 1-2 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากค้างค่าเหนื่อยนักเตะที่เต็มไปด้วยดีกรีอดีตทีมชาติไทย เช่น ดัสกร ทองเหลา, สุชนม์ สงวนดี, วุฒิชัย ทาทอง และ ชัยณรงค์ ทาทอง รวมถึงนักเตะต่างชาติ และทีมงานสต๊าฟฟ์โค้ชชื่อคุ้นหูแฟนบอลมากมาย เป็นเงินรวมทั้งสิ้นนับสิบล้านบาท

นี่ยังไม่นับเคสล่าสุดของสโมสรเจ้าเดิม “อุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด” ที่เพิ่งมี มาร์เซโล ดา ซิลวา รีส อดีตผู้ช่วยโค้ชสมัย เอดูอาร์โด อัลเมด้า เดินทางไปร้องเรียนกับ สมาคมฟุตบอลฯ และบริษัท ไทยลีก จำกัด ว่าถูกแช่แข็งเงินเดือนกว่า 3 เดือน

อันที่จริง สโมสรฟุตบอลอาชีพก็เหมือนการทำบริษัท และการทำทีมฟุตบอลอาชีพให้ดี บางครั้งก็อาจจะไม่ใช่การเป็นแชมเปี้ยน มีเงินถุงเงินถัง หากแต่คือ จะทำอย่างไรให้พนักงานบริษัทของพวกเขา มีรายได้ที่มั่นคง ไม่มีการหลอกลวง มีความจริงใจต่อกันจากทุกฝ่าย และตอบสนองลูกค้าที่คอยซัพพอร์ตสโมสร อย่าง “แฟนบอล” ได้ดี

ไม่รู้ว่า จะมีอีกไหม กับการที่ต้องเห็นปัญหาการเอาเปรียบบุคลากรลูกหนังเช่นนี้ เกิดขึ้นซ้ำๆ กับวงการฟุตบอลไทยที่พวกเรารัก ก็ได้แต่หวังว่า ปัญหาจะน้อยละ และปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว จะจบลงด้วยดี

 


ทีมชาติเวียดนาม vs ทีมชาติไทย 

“มีขึ้นมีลง” น่าจะเป็นวลีสั้นๆ ที่บ่งบอกความรู้สึกของ “ทีมชาติไทย” ได้ดีที่สุดในช่วงฟีฟ่าเดย์ ที่ผ่านมา หลังจากนัดแรกแต่ละรุ่นทำผลงานได้ยอดเยี่ยมเหลือเกิน ทั้งทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ที่เอาชนะ ทีมชาติจีน 1-0 ในศึก ไชน่า คัพ 2019 ตามด้วย ยู-23 ที่จัดการถล่ม อินโดนีเซีย 4-0 ในศึกยู-23 ชิงแชมป์เอเชีย 2020 รอบคัดเลือก กลุ่ม เค และ ยู-19 ที่เล่นฟุตบอลทัวร์นาเมนต์อุ่นเครื่อง และสามารถเอาชนะทีมชาติจีน ได้ 2-1

แต่หลังจากนั้น ทุกอย่างก็กลับตาลปัตร โดยเริ่มจากทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ที่แพ้ อุรุกวัย 0-4 ในรอบชิงชนะเลิศ ไชน่าคัพ 2019 ซึ่งก็ยังพอเข้าใจได้ เพราะ “จอมโหด” คืออดีตแชมป์โลก 2 สมัย แถมยังเป็นทีมอันดับที่ 7 ของโลก ในปัจจุบัน

ทว่าที่ทำให้แฟนบอลเข้าใจยอมรับยากก็คือการพ่ายแพ้ต่อทีมชาติเวียดนาม 2 รุ่น ติดๆ กัน ทั้ง ยู-23 ที่ขนชุดโกลเด้นเจเนเรชั่น ภายใต้การคุมทีมของ อเล็กซานเดร กาม่า ที่ใครๆ ก็ฝากความหวังไว้ แต่ก็ไปโดนถล่ม 0-4 ที่กรุงฮานอย ส่วน ชุดเล็ก ยู-19 ก็พ่าย “ดาวทองจูเนียร์” 0-1 ในเกมรอบชิงชนะเลิศ ทัวร์นาเมนต์อุ่นเครื่อง

ภาพความดีใจของนักเตะ และแฟนบอลชาวเวียดนาม ในทุกรายการ
ภาพการโดนใบแดงของ ศุภชัย ใจเด็ด กองหน้าดีกรีทีมชาติชุดใหญ่ ที่เหวี่ยงหมัดซ้ายตรงใส่นักเตะสกุลเหงียน
ภาพจำความสำเร็จของทีมชาติเวียดนาม แทบทุกชุด นับตั้งแต่ได้ไปฟุตบอลโลก ยู-20 เมื่อปี 2017 ตามด้วยเป็นรองแชมป์ ยู-23 ชิงแชมป์เอเชีย 2018 และ เข้ารอบรองชนะเลิศ เอเชี่ยนเกมส์ 2018 ปิดท้ายด้วยทีมชาติชุดใหญ่ที่คว้าแชมป์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 และเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย เอเชี่ยนคัพ 2019

สิ่งเหล่านี้ ได้ทำให้เราต้องกลับมามองความจริง และยอมรับว่า วงการฟุตบอลของเวียดนาม อยู่ในช่วง “ขาขึ้น” และมีความเสถียรกว่าเราจริงๆ ในขณะที่เรายังคงรอคอยทั้งเฮ้ดโค้ชที่ยังไม่ทราบว่าเป็นใคร ทั้งที่ฟุตบอลโลก 2020 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย ก็ใกล้เข้ามาทุกที แถมผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคทีมชาติไทย ก็ยังเป็นคำถามว่าจะมาเมื่อไรอีก

…. มีแต่เรื่องหนักๆ ที่แก้ยากทั้งนั้นเลยนะครับในช่วงนี้ สำหรับวงการฟุตบอลไทย แต่ไม่มีการทำงานอะไรที่ไม่มีปัญหาหรอกครับ ได้แต่เอาใจช่วยให้ทุกอย่างมันผ่านไปด้วยดี วงการฟุตบอลไทย มีแต่ความก้าวหน้า มีความเป็นมืออาชีพจริงๆ เพิ่มขึ้นในทุกๆ ฝ่าย และทีมชาติไทย สามารถกลับมาสร้างรอยยิ้ม บวกความสุขให้กับคนไทย บนพื้นฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืนจริงๆ อีกครั้ง

 

“จอน”

 

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports

TRUE TALK : มาตรฐานสูงขึ้น! 4 เกมแรกผ่านไป ผมเห็นอะไรบ้างจากศึกไทยลีก 2019 ... by "จอน"

ผ่านพ้นไป 4 เกมแรกของศึก ไทยลีก 2019 ที่เปิดซีซั่นมาแล้วกว่า 1 เดือน เรียกได้ว่า “สนุก สูสี คู่คี่ และเข้มข้นใช้ได้เลยทีเดียวสำหรับฤดูกาลนี้”

ผมเองก็ได้ติดตามชมเกมการแข่งขันอยู่ในทุกสัปดาห์ ทั้งจากหน้าจอโทรทัศน์, หน้าจอโทรศัพท์ รวมถึงเดินทางไปชมเกมแบบชิดติดขอบสนาม และทั้งหมดทั้งมวล ผมได้เห็นอะไรบ้างที่แตกต่างกว่าเดิม ดีขึ้นกว่าเดิม หรือแย่กว่าเดิม จากศึกไทยลีก 2019 ครั้งนี้ ลองมาติดตามกัน…

 

ตารางคะแนนกำลังบอกอะไรบางอย่าง

ผ่านมา 4 เกมแรก ปรากฏว่าจ่าฝูง คือ “พีที ประจวบ เอฟซี” ทีมจอมเซอร์ไพรส์ที่เก็บชัยชนะได้ 3 นัด และแพ้ 1 นัด ทำให้มี 9 แต้ม ในขณะนี้ ตามมาด้วย “แชมป์เก่า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กับทีมลุ้นแชมป์จากคลองเตยอย่าง การท่าเรือ เอฟซี ที่มีทีมละ 8 แต้มจากผลงาน ชนะ กับ เสมอ อย่างละ 2 นัด โดยยังมีอีก 3 ทีมที่มี 7 แต้ม ได้แก่ สมุทรปราการ ซิตี้, นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี และ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด

ท้ายตารางก็เซอร์ไพรส์พอกัน เมื่ออดีตแชมป์ไทยลีก 1 สมัยอย่าง “ชลบุรี เอฟซี” เปิดหัว 4 นัด ได้ย่ำแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรในศึกไทยลีก ด้วยการเก็บได้แค่ 1 แต้ม จมบ๊วยของตาราง โดยมี ตราด เอฟซี อยู่รองบ๊วย มีอยู่ 2 แต้ม ส่วน ชัยนาท ฮอร์นบิล และ ราชบุรี มิตรผล เอฟซี เป็นสองทีมที่มี 3 แต้มเท่ากัน

ตารางคะแนนเช่นนี้ กำลังจะบอกอะไรเรา…

อย่างแรกเลย คือ ซีซั่นนี้เป็นปีที่มีสโมสรในศึกไทยลีก เพียงแค่ 16 ทีมเท่านั้น ทำให้จะมีเกมลีกทั้งหมดแค่ 30 นัด และตอนนี้ ก็ผ่านไปแล้ว 4 เกม ทำให้เหลืออีกเพียง 26 เกมก็จะจบฤดูกาลแล้ว ซึ่งทำให้การแข่งขันค่อนข้างบีบ และสูสีอย่างมาก

ผ่านไป 4 เกม ยังไม่มีทีมไหนที่มีแต้มแตะเลขสองหลักได้เลย มากที่สุดคือ 9 แต้มจากคะแนนเต็ม 12 แต้ม บ่งบอกว่า ทุกทีมสามารถเสมอ ชนะ และแพ้กันได้หมด ซึ่งก็ไม่มีทีมใดที่แพ้รวดด้วย และนั่นก็ทำให้ ตัวเลขคะแนนตั้งแต่ 1-9 ต่างถูกจับจองกันครบทุกจำนวน

และเมื่อคะแนนติดๆ กันเช่นนี้ นั่นทำให้แต่ละเกมมีความหมายอย่างยิ่งต่อทุกสโมสร ซึ่งชัยชนะ 1 นัด เท่ากับสามแต้ม ก็จะทำให้เกิดการก้าวกระโดดของอันดับอย่างรวดเร็ว

ยังมองไม่ออกเลยว่า ทีมใดจะคว้าแชมป์ ทีมใดจะตกชั้น เป็นปีที่สูสี และคู่คี่จริงๆ ทุกอย่างยังเปิดกว้างสำหรับทุกทีม ในอีก 5-6 เดือนข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา

 

สูสีวัดด้วยสถิติ

สกอร์ 3-0 ในคู่ระหว่าง สุพรรณบุรี เอฟซี ที่เปิดบ้านถล่ม ชลบุรี เอฟซี เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นเกมที่ชนะกันขาดลอยที่สุดนับตั้งแต่เปิดฤดูกาล 2019 มา โดยที่ยังไม่มีทีมใดที่สามารถยิงได้ถึง 4 ประตูหรือมากกว่าในเกมเดียวเลยด้วยซ้ำ

และนี่คือสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกว่า ซีซั่นนี้ มีความสูสีกันมากขึ้น ยิงกันยากมากขึ้น เพราะหากเทียบกับปีก่อนๆ เมื่อผ่านมาแล้ว 4 นัดแรกของทุกทีม ก็มีทั้งการถล่มกันเกินกว่า 2 ประตู และยิงกันถึง 4 ประตูกันไปหลายคู่

สำหรับปี 2018 ในจำนวน 4 สัปดาห์แรกนั้น มีทั้งหมด 4 เกมที่เข้าข่ายถล่มกันเกิน 2 ประตู และมีทีมที่ยิงได้แตะหลัก 4 ประตูในเกมเดียว นั่นคือ พัทยา ยูไนเต็ด 4-1 ชัยนาท ฮอร์นบิล, การท่าเรือ เอฟซี 3-0 พัทยา ยูไนเต็ด, บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 3-0 พีที ประจวบ เอฟซี และสุโขทัย เอฟซี ที่เปิดบ้านชนะ ชัยนาท ฮอร์นบิล 4-2

ส่วนปี 2017 นี่เพียบเลยครับ แค่ 4 เกมแรกก็ถล่มกันเพียบ ยิงกันเกิน 4 ประตูขึ้นไปหลายคู่ เริ่มจาก บางกอกกล๊าส เอฟซี 0-4 เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด, สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด 4-0 ซุปเปอร์พาวเวอร์, อุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด 4-1 ราชบุรี มิตรผล เอฟซี, บางกอกกล๊าส เอฟซี 6-0 ศรีสะเกษ เอฟซี, สุโขทัย เอฟซี 5-1 ซุปเปอร์พาวเวอร์, ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด 6-2 การท่าเรือ เอฟซี, ไทยฮอนด้า 1-5 บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และ ชลบุรี เอฟซี 0-3 เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด

 

ใช้ต่างชาติไม่เต็มโควตา

น่าแปลกใจพอสมควรในเรื่องโควตาต่างชาติที่ถูกใช้งานจริงของแต่ละสโมสรในศึกไทยลีก 2019 เพราะซีซั่นนี้ เป็นซีซั่นที่มีการเปิดโอกาสให้ใช้โควตาต่างชาติถึง 7 คนลงสนามพร้อมกัน ในสูตรตัวเลข (3+1+3) หรือต่างชาติ 3 คน เอเชีย 1 คน และ อาเซียน 3 คน

แต่พอเอาเข้าจริง แต่ละทีมก็ไม่ได้ส่งต่างชาติลงสนามครบโควตาเลยสักทีม แถมบางทีมยังใช้โควตาต่างชาติจริงๆ เพียงแค่ 1 หรือ 2 คนเท่านั้น อย่างเกมบิ๊กแมตช์เมื่อวานที่ผ่านมา ระหว่าง ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด กับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ก็มีโควตาต่างชาติอยู่ในสนามพร้อมกันเพียงแค่ 7 คนเท่านั้น (ต่างชาติ 4 + เอเชีย 1 + อาเซียน 2)

สิ่งที่เป็นนัยยะสำคัญที่เกิดขึ้นจากจำนวนโควตาต่างชาติที่ถูกใช้งานลดลงก็คือ ปัจจุบันนักเตะไทย ได้พัฒนาตัวเองขึ้นมาพอสมควร และกลายเป็นตัวเลือกที่ดีให้สโมสร และเมื่อต่างชาติที่มีค่าเหนื่อยสูงกว่า ไม่สามารถทำผลงานได้แตกต่างไปจากนักฟุตบอลไทยอย่างมากก็ยากที่จะสอดแทรกเข้ามาอยู่ในทีมชีตได้

รวมถึง ในกรณีที่นักฟุตบอลอาเซียนที่ใครหลายคนกังวลว่าจะมาแย่งงานนักฟุตบอลไทยด้วย เพราะถึงเวลาจริง ก็มีจำนวนแข้งอาเซียนไม่มากนักที่ได้ลงสนามเป็นตัวจริงในแต่ละทีม

 

VAR ยังไม่เต็มสูบ

น่าจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ฝ่ายจัดการแข่งขัน โตโยต้า ไทยลีก 2019 ทำให้เกิดคำถามมากที่สุด เพราะก่อนหน้านี้ ได้มีการประชาสัมพันธ์ว่า ไทยลีก 2019 จะมีการใช้ VAR ครบทุกคู่ทุกสนาม แต่พอเอาเข้าจริง เมื่อผ่านไป 4 นัด ก็มีเพียงแค่บางสัปดาห์เท่านั้นที่มีการใช้เทคโนโลยี VAR ครบทุกคู่ทุกสนาม และบางนัด ไม่มีเลย โดยบางนัด ก็มีแค่บางสนามเท่านั้น

เมื่อไม่กี่วันก่อน ก็มีข่าวว่า สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ “ฟีฟ่า” พร้อมตัวแทนจาก คณะกรรมการสมาคมฟุตบอลระหว่างประเทศ หรือ IFAB ได้เดินทางมาร่วมให้ความรู้แก่ผู้ตัดสินชาวไทย เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี VAR ในการช่วยทำหน้าที่ รวมถึงมาเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี VAR ในประเทศไทย ให้มีมาตรฐานที่ FIFA และ IFAB ต้องการ

นั่นหมายถึง มาตรฐาน VAR ที่ใช้อยู่นั้น ยังไม่ผ่านแบบ 100% จากฟีฟ่า หรือไม่อย่างไร
การพัฒนาเทคโนโลยี VAR ในประเทศไทย จะสิ้นสุดได้มาตรฐานตอนไหน
และเมื่อไรกันที่ศึกไทยลีก จะมี VAR ใช้งานครบทุกคู่ทุกสนาม อย่างที่สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เคยได้กล่าวเอาไว้

 

ค่าเฉลี่ยคนดูมากขึ้น ลีกแข็งแรงขึ้น

Nakhonratchasima FC

จำนวนผู้ชมในสนามของลีกฟุตบอลอาชีพ คือ รากฐานสำคัญที่ทำให้ลีกแข็งแกร่ง และทำให้สโมสรเดินหน้าอย่างแข็งแรงในระยะยาวแบบยั่งยืน เพราะแฟนบอลคือผู้สนับสนุนที่สำคัญที่สุดของสโมสร

สำหรับค่าเฉลี่ยผู้ชมในสนามต่อเกมของศึกไทยลีก 2019 ที่ผ่านมาแล้ว 4 นัด จนถึงขณะนี้ นับว่าสูงมากจริงๆ โดยมีจำนวนสูงถึง เฉลี่ย 7,102 คนต่อนัด จากทั้งหมด 32 นัด ที่มีจำนวนผู้เข้าชมในสนามรวมทั้งสิ้น 227,257 คน โดยแมตช์ที่มีผู้ชมมากที่สุด คือ นัดที่ นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี เปิดบ้านสนามเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา แพ้ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด 1-2 ที่มีจำนวนทั้งหมด 17,215 คน

ซึ่งค่าเฉลี่ยเกินกว่า 7,100 คนนี้ มากกว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมา ที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ราวๆ 4-5 พันคนโดยประมาณ ซึ่งมีแค่ปี 2015 เท่านั้น ที่ไทยลีก มีค่าเฉลี่ยผู้ชมในสนามต่อเกมแตะหลัก 6,200 คน โดยประมาณ

น่าลุ้นน่าเชียร์ให้ตัวเลขเหล่านี้ยังเสถียรแบบนี้ไปเรื่อยๆ นะครับ หรืออย่างน้อย ก็จบฤดูกาลด้วยการทำลายสถิติของปี 2015 เพราะนี่คือสิ่งที่ตอบได้เป็นอย่างดีว่า “ศึกฟุตบอลไทยลีก” ยังเป็นลีกฟุตบอลคุณภาพที่ยังมีแฟนบอลไทยให้การติดตาม เข้าชมเกมในสนาม มากกว่าค่ามาตรฐานที่ เอเอฟซี กำหนดเอาไว้ และมีแนวโน้มที่จะมากขึ้นเรื่อยๆ อีกต่างหาก

 

“จอน”

 

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports

พรีวิว ไทยลีก 2019 : "เกมนี้เล่นเพื่อชัยชนะ" ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด - บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ... by "Simple_Ja"

พรีวิว ไทยลีก 2019

ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด vs บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

รายการ : ไทยลีก
วัน / เวลาทำการแข่งขัน : วันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคม 2018 เวลา 19.00 น.
สนาม : ทรู สเตเดี้ยม
ถ่ายทอดสดTRUESPORT HD 2 & TrueID App

 

 

เรียกได้ว่าเป็นลีกฟุตบอลโลกที่เต็มไปด้วยความสนุก สุดมันส์ และเร้าใจแบบสุดๆ สมกับที่แฟนบอลทั่วโลกรอคอย อย่าง ไทยลีก 2019 ท่ามกลางการขับเคี่ยวของ 16 ทีมชั้นนำของไทย มั่นใจได้เลยว่า ไทยลีก ยังคงตอบโจทย์คอลูกหนังไม่เปลี่ยน

แน่นอน สำหรับแฟนบอลไทยที่ไม่อยากตกเทรนด์ฟุตบอลไทยลีก ในฤดูกาลนี้ TrueID Sports จัดเต็มให้กับการอัพเดตทุกแง่มุมทั้งข่าวสารอัพเดตแบบเรียลไทม์ คลิปไฮไลท์ รวมถึงช่องทางติดตามชมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกแบบสดๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ ด้วยความคมชัดระดับ HD และถูกลิขสิทธิ์ได้ที่ sport.trueid.net

เกมคู่นี้ลงแข่งขันกันวันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคม 2018 เวลา 19.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ถ่ายทอดสดทางช่อง TRUESPORT HD 2 & TrueID App

 

สภาพความพร้อม รู แบงค็อก ยูไนเต็ด

Bangkok United

แม้จะสามารถบุกไปเอาชนะ ตราด เอฟซี ได้ถึงถิ่น 1-0 ในเกมไทยลีกนัดล่าสุด แต่ทัพ “แข้งเทพ” กลับต้องเสียปราการหลังตัวเก่งอย่าง มิก้า ชูนวลศรี ไปด้วยอาการบาดเจ็บ  เช่นเดียวกับ วานเดอร์ หลุยส์ ที่ยังเจ็บข้อเท้า นอกนั้นอยู่กันครบ

โดยเกมนี้คิดว่า กุนซือ “จอมแอ็คชั่น” อย่าง มาโน่ โพลกิ้ง จะจัดผู้เล่นชุดใหญ่เพื่อหวังถึง 3 แต้มแน่น่อน ไล่มาตั้งแต่ผู้รักษาประตูอย่าง ไมเคิ่ล ฟาลเคสการ์ด กองหลังสามคนประกอบไปด้วย มานูเอล ทอม เบียห์ร, เอเวอร์ตัน กอนคาลเวส และพุทธินันท์ วรรณศรี โดยมี พีระพัฒน์ โน้ตชัยยา กับ ทริสตอง โด ประจำการวิงแบ็กซ้าย-ขวา

ขยับมาในแดนกลาง วิศรุต อิ่มอุระ จะยังคงได้รับโอกาสเป็นตัวตัดเกม พร้อมกับดัน ปกเกล้า อนันต์ ขึ้นมาทำเกมรุกร่วมกับ สรรวัชญ์ เดชมิตร โดยมีคู่กองหน้าเป็น ธีรเทพ วิโนทัย และเนลสัน โบนีญ่า

 

สภาพความพร้อม บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

บุรีรัมย์

ทางฝั่ง “ปราสาทสายฟ้า” จะหมดสิทธิ์ใช้งาน กรกช วิริยอุดมศิริ ที่เพิ่งหายจากอาการป่วย ส่วนจอมทัพอย่าง จักรพันธ์ แก้วพรม และอดีตแข้งบุนเดสลีกาอย่าง ฮาจิเมะ โฮโซไก ยังต้องรอเช็คอาการอีกที

ในเกมนี้ โบซิดาร์ บันโดวิช ไม่มีทางเลือก พวกเขาต้องชนะในเกมนี้ เพื่อที่จะกลับไปป้องกันแชมป์ให้ได้ ซึ่งผู้รักษาประตูยังคงเป็นหน้าที่ของนายด่านทีมชาติไทยอย่าง ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน โดยมี อันเดรส ตูเญซ ยืนเป็นตัวกลาง แล้วขนาบข้างด้วย พรรษา เหมวิบูลย์ กับ สเตฟาน ปัลลา ในแผงหลังทั้งสาม ริมเส้นฝั่งขวายังคงใช้ “หมวดต้น”  นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม ส่วนทางซ้าย ศศลักษณ์ ไหประโคน จะได้โอกาสดวลกับทีมเก่าอีกครั้ง

ตัดมาที่ตำแหน่งมิดฟิลด์ สุเชาว์ นุชนุ่ม กับ รัตนากร ใหม่คามิ จะเล่นเป็นตัวทำลายจังหวะ และใช้ ศุภชัย ใจเด็ด ยืนเป็นหน้าต่ำด้านหลังตัวต่างชาติอย่าง ฮาเวียร์ ปาติญโญ่ และเปโดร จูเนียร์

 

รายชื่อ 11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด : ไมเคิ่ล ฟาลเคสการ์ด, มานูเอล ทอม เบียห์ร, เอเวอร์ตัน กอนคาลเวส, พุทธินันท์ วรรณศรี, ทริสตอง โด, วิศรุต อิ่มอุระ, ปกเกล้า อนันต์, สรรวัชญ์ เดชมิตร, พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา, ธีรเทพ วิโนทัย, เนลสัน โบนีญ่า

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ : ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน, พรรษา เหมวิบูลย์, อันเดรส ตูเญซ, สเตฟาน ปัลลา, นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม, สุเชาว์ นุชนุ่ม, รัตนากร ใหม่คามิ, ศศลักษณ์ ไหประโคน, ศุภชัย ใจเด็ด, ฮาเวียร์ ปาติญโญ่, เปโดร จูเนียร์

 

บทวิเคราะห์

 

ทัพ “แข้งเทพ” กำลังอยู่ในช่วงที่มั่นใจสุดขีด หลังคว้าชัยมาได้ 2 นัดติดต่อกัน แถมหนึ่งในนั้นยังเป็นการเปิดบ้านปราบทีมยักษ์ใหญ่อย่าง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ณ ถิ่น ทรู สเตเดี้ยม อีกด้วย

ทางด้าน “เซาะกราว” ผู้มาเยือนก็ไม่ยอมน้อยหน้า พวกเขาเพิ่งปลดล็อกเอาชนะ ชุนบุค ฮุนได มอเตอร์ส ได้ในศึก เอซีแอล นัดที่ผ่านมา และมีลุ้นที่จะเก็บชัยนอกบ้านเป็นครั้งแรกของฤดูกาลด้วย

แบงค็อก บุรีรัมย์

มาโน่ โพลกิ้ง กำลังจะสร้างสถิติคุมทีมในโตโยต้า ไทยลีก เป็นนัดที่ 200 หลังเริ่มงานตั้งแต่ อาร์มี่ ยูไนเต็ด, สุพรรณบุรี เอฟซี เรื่อยมาจนถึง ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ซึ่งทุกครั้งที่พบกับ บุรีรัมย์ฯ กุนซือชาวบราซิลเลี่ยนทำได้ดีที่สุดคือการพา แบงค็อก ยูไนเต็ด(ในขณะนั้น) เปิดบ้านเอาชนะไปได้ 2-0 ของศึกโตโยต้า ไทยลีก ปี 2014 เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น แต่ทาง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มีสถิติดีเยี่ยม ยามลงเล่นที่ ธรรมศาสตร์ สเตเดี้ยม เพราะทั้ง 16 รวมทุกรายการที่ผ่านมา พวกเขาไม่เคยปราชัยที่นี่เลยแม้แต่ครั้งเดียว

สถิติในการพบกันทั้ง 17 นัดรวมทุกรายการ ปรากฏว่าเป็นฝ่าย บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่ทำได้ดีกว่าชัดเจน เมื่อชนะได้ถึง 12 นัด เสมอ 3 นัด และแพ้เพียง 2 นัดเท่านั้น โดยครั้งล่าสุดที่พบกันคือเกมโตโยต้า ไทยลีก 2018 เลกสอง ซึ่งทัพ “ปราสาทสายฟ้า” เปิดบ้านเอาชนะไปได้ 2-1

บุรีรัมย์

สมกับเป็นเกมนัดส่งท้ายก่อนพักเบรกในช่วงฟีฟ่า เดย์ เพราะนอกจากจะไม่ต้องกังวลสำหรับนัดต่อไปแล้ว การได้ 3 คะแนนจากเกมนี้ยังเปรียบเสมือนการบอกเป็นนัยว่า ตัวเองคือเบอร์หนึ่งของประเทศนี้ แต่ถ้าสังเกตดีๆจะเห็นว่าชัยชนะของ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด มาจากการเน้นเกมรับเป็นหลัก แม้จะไม่เอนเตอร์เทนด์ผู้ชมได้เหมือนปีที่ผ่านๆมา แต่ มาโน่ ต้องการผลลัพธ์ที่ดี นั่นคือการเป็นแชมป์ และยิ่งมาเจอกับทีมที่ช่วง 2-3 ปีมานี้เล่นเอาชัวร์ไว้ก่อนด้วยแล้ว จึงคาดว่ารูปเกมที่ออกมา จะดูอึดอัดและชิงไหวพริบกันอยู่พอสมควร แต่ด้วยประสบการณ์ที่คว้าแชมป์มานับไม่ถ้วนของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จึงเชื่อว่าเหล่าบรรดา GU12 จะเดินออกจากถิ่น ทรู สเตเดี้ยม ไปด้วยรอยยิ้มแน่นอน

 

สกอร์ที่คาด

ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด 1-2 บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

 

“Simple_Ja”

 

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports

พรีวิว ไทยลีก 2019 : “บิ๊กแมตช์ที่คนทั้งประเทศจับตา” เชียงราย ยูไนเต็ด VS เมืองทอง ยูไนเต็ด

พรีวิว ไทยลีก 2019

สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด VS เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด

รายการ : ไทยลีก
วัน / เวลาทำการแข่งขัน : วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม 2018 เวลา 19.00 น.
สนาม : สิงห์ สเตเดี้ยม
ถ่ายทอดสดTRUESPORT HD 2 & TrueID App

 

 

เรียกได้ว่าเป็นลีกฟุตบอลโลกที่เต็มไปด้วยความสนุก สุดมันส์ และเร้าใจแบบสุดๆ สมกับที่แฟนบอลทั่วโลกรอคอย อย่าง ไทยลีก 2019 ท่ามกลางการขับเคี่ยวของ 16 ทีมชั้นนำของไทย มั่นใจได้เลยว่า ไทยลีก ยังคงตอบโจทย์คอลูกหนังไม่เปลี่ยน

แน่นอน สำหรับแฟนบอลไทยที่ไม่อยากตกเทรนด์ฟุตบอลไทยลีก ในฤดูกาลนี้ TrueID Sports จัดเต็มให้กับการอัพเดตทุกแง่มุมทั้งข่าวสารอัพเดตแบบเรียลไทม์ คลิปไฮไลท์ รวมถึงช่องทางติดตามชมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกแบบสดๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ ด้วยความคมชัดระดับ HD และถูกลิขสิทธิ์ได้ที่ sport.trueid.net

เกมคู่นี้ลงแข่งขันกันวันเสาร์ที่ 9 มีนาคม 2018 เวลา 22.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ถ่ายทอดสดทางช่อง TRUESPORT HD 2 & TrueID App

 

สภาพความพร้อม สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด

แมตช์เดย์ในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ทางฝั่งเจ้าบ้าน สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ไม่มีสิทธิ์เรียกใช้บริการนายทวารช้างศึกอย่าง สรานนท์ อนุอินทร์ นอกจากนี้ยังมี “ลูกพี่ไดร์” ปิยพล ผานิชกุล ที่คาดว่าจะหายจากบาดเจ็บราวๆ ครึ่งซีซั่น นอกจากนี้ ชัยวัฒน์ บุราณ ปีกจอมครอสอีกหนึ่งคนที่ไม่สามารถลงสนามให้กับ สิงห์ เชียงรายฯ ได้ ทำให้ 2 ศิษย์เก่าจาก เอสซีจี เมืองทอง พลาดการลงสนามฟาดแข้งกับต้นสังกัดเก่า

คาดว่าเฮดโค้ข เอลตัน ดอสซานโตส ซิลวา จะใช้ผู้เล่นชุดหลักเท่าที่มีในทุกๆ ตำแหน่งเพื่อรับมือกับ เมืองทองฯ ไล่มาตั้งแต่ศูนย์หน้าจอมไถอย่าง บิลล์ โรซิมาร์ ยืนค้ำเป็นหัวหอกตัวเป้าที่มาพร้อมกับ 2 กองหน้าทางฝั่งซ้าย และขวา วิลเลี่ยม เอ็นริเก้, ศิวกรณ์ เตียตระกูล แดนกลางวางใจให้ พิธิวัต สุขจิตธรรมกุล และ อี ยอง แร คอยคุมจังหวะในเกมรุก และรับ

ในส่วนของเกมรับมีกำแพงหินทั้ง 5 คนอันประกอบไปด้วย สุริยา สิงห์มุ้ย, ธนะศักดิ์ ศรีใส, บรินเนอร์ เอ็นริเก้, ศราวุธ อินแป้น และชินภัทร ลีเอาะ พร้อมทั้งมี อภิรักษ์ วรวงษ์ เป็นนายทวารมือ 1 จำเป็นเข้ามาแทนที่ของ สรานนท์ อนุอินทร์ โดยมี ฟารุส ปาตี ประจำการในตำแหน่งมือ 2

 

สภาพความพร้อม เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด

เมืองทอง

การขึ้นเหนือเพื่อไปเยือน “กว่างโซ้ง” ในวันนี้ “กิเลนผยอง” จะหมดสิทธิ์ใช้งาน โอ บัน ซอค เซ็นเตอร์แบ็กตัวใหม่จากแดนกิมจิ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปราการหลังคนสำคัญของทีม

คาดว่า “โค้ชเบ๊” ไพโรจน์ บวรวัฒนดิลก จะกรีธาทัพมาแบบจัดหนักจัดเต็มเพื่อ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด โดยเฉพาะอย่างแน่นอน โดยให้ศูนย์หน้าดาวรุ่งพุ่งแรงอย่าง กรวิชญ์ ทะสา ยืนค้ำเป็นกองหน้าตัวเป้า โดยมี 2 หัวหอกรุ่นพี่ผู้รับสัมปทานลูกนิ่ง เฮแบร์ตี้ แฟร์นานเดส และ “เทพกิเลน” ธีรศิลป์ แดงดา รับหน้าที่เติมเกมรุกทางฝั่งริมเส้น แดนกลางมี สารัช อยู่เย็น, อีโฮ 2 มิดฟิลด์ตัวเก่งคอยบัญชาการเกมกลางสนาม

นอกจากนี้กิเลนผยองยังอัดปราการหลังถึง 5 คนเพื่อความชัวร์ว่าจะไม่เสียประตูไล่มาตั้งแต่วิงแบ็กฝั่งซ้ายอย่าง ศุภนันท์ บุรีรัตน์ ทางขวารับหน้าที่โดย ศนุกรานต์ ถิ่นจอม และอีกเซ็นเตอร์แบ็ก 3 คน อย่าง อดิศร พรหมรักษ์, วัฒนา พลายนุ่ม, ศฤงคาร พรมสุภะ คอยประจำการขันเกมรับให้แน่น เพื่อให้ ดัง วัน ลัม ที่ลงเฝ้าเสาเล่นเกมรับได้ง่ายขึ้น

 

รายชื่อ 11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด : อภิรักษ์ วรวงษ์(ผู้รักษาประตู), สุริยา สิงห์มุ้ย, ธนะศักดิ์ ศรีใส, บรินเนอร์ เอ็นริเก้, ศราวุธ อินแป้น, ชินภัทร ลีเอาะ, พิธิวัต สุขจิตธรรมกุล, อี ยอง แร, ศิวกรณ์ เตียตระกูล, วิลเลี่ยม เอ็นริเก้, บิลล์ โรซิมาร์

เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด : ดัง วัน ลัม(ผู้รักษาประตู), ศุภนันท์ บุรีรัตน์, อดิศร พรหมรักษ์, ศนุกรานต์ ถิ่นจอม, ศฤงคาร พรมสุภะ, วัฒนา พลายนุ่ม, อี โฮ, สารัช อยู่เย็น, กรวิชญ์ ทะสา, เฮแบร์ตี้ แฟร์นานเดส, ธีรศิลป์ แดงดา

 

บทวิเคราะห์

ณ เวลานี้ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ได้ก้าวขึ้นสู่การสโมสรยักษ์ใหญ่แห่งโตโยต้าไทยลีกได้อย่างสมบูรณ์ ด้วยการผงาดคว้าทริปเปิ้ลแชมป์มาจากซีซั่นก่อน และเป็นสโมสรที่คับคั่งไปด้วยแข้งฝีเท้าเยี่ยมอีกหลายๆ คน ที่สำคัญการรักษาตัวผู้เล่นชุดหลักโดยไม่ปล่อยออกจนเสียระบบทำให้ “กว้างโซ้งมหาภัย” ตัวนี้ยังคงความแข็งแกร่งไว้ได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย

นอกจากนี้การมีศูนย์หน้าร่างยักษ์อย่าง บิลล์ โรซิมาร์ ที่มีจุดเด่นในเรื่องลูกกลางโอกาส การลากเลื้อย และการจบสกอร์อันเฉียบคม ทำให้เขาเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นที่มีความอันตรายสูงรวมถึงความสามารถดึงตัวประกบได้มากกว่า 1 คน ทำให้พิษสงของหัวหอกรายนี้ช่างเหลือร้าย ประกอบกับเกมรับอันเหนียวแน่นที่เป็นเอกลักษณ์ของเจ้ากว่างโซ้งตัวนี้ด้วยการเสียประตูเฉลี่ยเพียงนัดละ 1 ลูก ทำให้ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด เป็นทีมที่มีความสมดุลสูงมากๆ ทีมหนึ่งในโตโยต้าไทยลีก และพร้อมคว้าแชมป์ในรายการต่างๆ แบบซุ่มเงียบอยู่เสมอ ทว่าในเกมลีก 3 นัดที่ผ่านมาเราต่างเห็นพ้องต้องกันว่า สิงห์ เชียงรายฯ

ทางฝั่งทีมเยือน “กิเลนผยอง” ดูเหมือนกับว่าผลงานจะดร็อปๆ ลงไปในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ การขาดตัวผู้เล่นคนสำคัญอย่าง กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์, ธีราธร บุญมาทัน, ชนาธิป สรงกระสินธ์ และธีรศิลป์ แดงดา ไป แล้วหาผู้เล่นมาทดแทนตำแหน่งไม่ได้ ทำให้ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด เกิดอาการเสียศูนย์อย่างหนัก ทว่าในฤดูกาล 2019 นี้การกลับมาของ “เทพกิเลน” จะทำให้ทีม และแฟนบอลตั้งความหวังไว้มากว่า “เจ้ามุ้ย” ที่ได้ออกไปลับฝีเท้ามาจากแดนไกลถึงเจลีกญี่ปุ่นถึง 1 ปี น่าจะกลับมาช่วยยกระดับให้ เมืองทองฯ สามารถกลับมาอยู่ในฐานะทีมลุ้นแชมป์ได้อีกครั้ง แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับไม่เป็นเช่นนั้นเลย ด้วยเกมรับค่อนข้างหลวมประกอบกับอาการบาดเจ็บของ โอ บัน ซอค ทำให้การป้องกันหลังบ้านของ “กิเลนผยอง” อยู่ในขั้นวิกฤตจนถึงขั้นแพ้คู่แข่งใน 2 นัดแรก โชคยังดีที่พวกเขาสามารถเปิดบ้านเอาชนะน้องใหม่อย่าง “พยัคฆ์ล้านนา” ไปได้ด้วยสกอร์ 2-0

คาดว่าความมั่นใจของสโมสรตรากิเลนคู่จะกลับมาอีกครั้ง นอกจากนี้การประสานงานของ 3 กองหน้าอย่าง กรวิชญ์ ทะสา, เฮแบร์ตี้ แฟร์นานเดส และธีรศิลป์ แดงดา ยังมีความอันตรายด้วยการเข้าทำที่ยากเกินกว่าจะคาดเดาสามารถสร้างความปั่นป่วนให้กับเกมรับที่เปรียบดั่งกำแพงเหล็กของ สิงห์ เชียงรายฯ ได้ไม่มากก็น้อย

ถึงแม้ทั้ง 2 ทีมจะมีแผนการเล่นที่คล้ายคลึงกันนั่นคือการเน้นหลัง 3 และมีวิงแบ็ก 2 ข้าง ทว่าสไตล์การเล่นกลับมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในเรื่องการเข้าทำ ทางด้านเจ้าบ้านมีจุดเด่นในการเล่นลูกกลางอากาศโดยให้ บิลล์ โรซิมาร์ เป็นตัวพักบอล และทำเกมต่อให้เพื่อนในเวลาเดียวกัน และคอยมีเพื่อนเติมเกมรุกอยู่ตลอดเวลา ไม่เพียงเท่านี้ บิลล์ ยังเป็นคนที่สามารถลากเลื้อยผ่านตัวประกบไปได้แบบงงๆ ชนิดที่เรียกได้ว่า “เผลอไม่ได้” ทำให้เกมการบุกของ “กว่างโซ้งมหาภัย” ค่อนข้างมีสไตล์ที่หลากหลายประกอบกับเกมรับที่เหนียวแน่น และได้เปรียบจากเกมในบ้านทำให้เกมนี้พวกเขาน่าจะเสียประตูยากอยู่พอสมควร

ทาง เอสซีจี เมืองทอง เองก็เช่นกัน ในเกมรุกมีค่อนข้างหลากหลายทั้งการเล่นบอลแทงช่อง และโยนบอลออกปีกเพื่อครอสเข้ามาในกรอบเขตโทษ อาจทำให้แนวรับของคู่แข่งต้องมึนงงบ้างเป็นบางครั้ง ทว่าจุดนี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้พวกเขาพิชิตการแพ็คเกมรับที่ยากจะเจาะของ เชียงใหม่ เอฟซ๊ ลงได้ ประกอบกับลูกนิ่งของ เฮแบร์ตี้ แฟร์นานเดส ที่มีความอันตรายเป็นอันดับต้นๆ ของไทยลีก จึงคาดว่าบิ๊กแมตช์ไทยลีกสัปดาห์นี้เป็นเกมที่ค่อนข้างอึดอัด วัดกันที่ความผิดพลาด แท็คติกบวกกับกึ๋นของโค้ชทั้ง 2 ทีม โอกาสที่ไม่สิ้นเปลือง และจะเป็นเกมที่สูสียิงประตูกันไม่เยอะอย่างแน่นอน

 

สกอร์ที่คาด

สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด 1-1 เอสซีจีเมืองทองยูไนเต็ด

 

“Jinius”

 

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ

TRUE TALK : เชื่อว่า “สิงห์เจ้าท่า” เหมาะกับการเล่น “ฟาสต์เบรก” จริงหรือ ? ... by "Jinius"

“ความเชื่อ” เป็นดั่งแรงขับเคลื่อนให้คนๆ หนึ่งสามารถก้าวเดินต่อไปได้อย่างมีจุดหมาย

การมี “ความเชื่อ” จะทำให้คนๆ หนึ่งพยายามทำบางสิ่งบางอย่างให้สำเร็จลุล่วง โดยมอบทั้งจิต และวิญญาณให้กับความเชื่อเหล่านั้นอย่างหมดหัวใจ

แต่หากมีความเชื่อแบบ “ผิดๆ” อาจจะทำให้เส้นทางที่เลือกเดินต้องย่ำอยู่กับที่ หรือร้ายกว่านั้นคือการมุ่งสู่เส้นทางที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง

เฉกเช่นกับวงการลูกหนังด้วยความเชื่อที่ว่า “ไม่เสียประตูไว้ก่อน” อันเป็นวลียอดฮิตติดหูคอลูกหนังไทยในยุคนี้อย่างไม่เสื่อมคลาย ถือเป็นตัวอย่างชั้นยอดที่สามารถหยิบยกขึ้นมาเพื่อขยายความสิ่งที่ผมต้องการจะสื่อได้เป็นอย่างดี

โอเค เราทั้งหมดเข้าใจตรงกันว่าสำหรับทีมที่มีเกมบุกเป็นรองอยู่ แน่นอนว่าต้องเน้นการแพ็คเกมรับให้แน่นเพื่อรอจังหวะที่คู่แข่งพลาดแล้วใช้การสวนกลับเป็นอาวุธไม้ตายเพื่อทำประตู แต่ถ้าหากสโมสรที่คุณรักมีขนาดทีมที่ใหญ่กว่าคู่แข่งหล่ะ ? ไม่ว่าจะด้วยตัวผู้เล่น ฐานแฟนบอล การเลือกใช้แผนการเล่น หรือสไตล์ที่สามารถข่มคู่ต่อสู้ได้แบบจมดิน…

คุณจะยังเลือกใช้การเล่น “ฟาสต์เบรก” อยู่อีกหรือ ?

หลังศึกไทยลีก 1 ฤดูกาล 2019 นัดที่ 3 ในวันศุกร์ที่ 8 มีนาคม ณ สนามชลบุรี สเตเดี้ยม จบลง คำถามแรกที่แล่นเข้ามาในหัวของผมก็คือ การท่าเรือ เอฟซี จะใช้การเล่นแบบ “ฟาสต์เบรก” ทำไม ? หากลองเทียบตัวผู้เล่นในเกมรุกแบบตำแหน่งต่อตำแหน่งแล้วจะพบว่านักเตะทางฝั่ง “สิงห์เจ้าท่า” เหนือกว่าทางเจ้าบ้าน ชลบุรี เอฟซี เป็นอย่างมาก ทั้งด้านดีกรี สรีระ และความน่าเกรงขามไม่ว่าจะเป็น ดราแกน บอสโควิช ดาวยิงสูงสุดตลอดกาลในสมัยที่ยังค้าแข้งให้กับ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด, สุมัญญา ปุริสาย ดาวซัลโว ทรู แบงค็อกฯ ฤดูกาล 2018, เซร์คิโอ ซัวเรส ศูนย์หน้าร่างยักษ์ที่เคยผ่านประสบการณ์บนเวทีระดับโลกอย่าง ลาลีก้า สเปน มาแล้ว หรือแม้กระทั่ง โก ซุล กิ ที่มีประสบการณ์ชูถ้วยแชมป์กับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มาแล้วมากมาย ฯลฯ

หากเรามองย้อนกลับไปในฤดูกาล 2018 การท่าเรือ เอฟซี เป็นหนึ่งในสโมสรที่จุดเด่นในเรื่องเกมบุกทีมหนึ่งในประเทศไทยเลยก็ว่าได้ ด้วยสถิติแข่งขันไทยลีกทั้งหมด 34 นัด “สิงห์เจ้าท่า” ไม่สามารถเบิกสกอร์จากคู่แข่งได้เพียง 2 แมตช์เท่านั้น นั่นคือ เกมที่พวกเขาบุกไปปราชัยต่อ บางกอกกล๊าซ 0-2 และเปิดบ้านพ่ายให้กับ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด 0-3 นอกจากนี้สิงโตแห่งคลองเตยยังมีสถิติกระหน่ำประตูใส่คู่แข่งในถิ่น แพท สเตเดี้ยมถึง 40 ประตู เทียบเท่ากับแชมป์ไทยลีกอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทำไว้ใน ช้าง อารีน่า และเกมนอกบ้านยังถล่มไปอีก 33 ประตู เป็นรองเพียงแค่ “แข้งเทพ” และ “ปราสาทสายฟ้า” 2 ขั้วอำนาจในไทยลีกเท่านั้น

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นภายในเกมกลับพบว่าสไตล์การเข้าทำของ การท่าเรือฯ ที่เปรียบเสมือนพายุบุแคม หายไปแทบหมดสิ้นในช่วงที่โดน “ฉลามชล” ออกนำไปก่อน 1-0 จากนั้นเราจึงจะเห็นภาพคุ้นตาที่ “สิงห์เจ้าท่า” โถมเกมบุกเข้าใส่ ชลบุรีฯ จนตามตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จก่อนหมดเวลาการแข่งขันในช่วงครึ่งเวลาแรก

ทั้งหมดนี้มันหมายความว่าอย่างไร ?

ทำไมช่วง 40 นาทีแรก “สิงห์เจ้าท่า” ปล่อยให้สโมสรลูกน้ำเค็มกระหน่ำบุกใส่แบบโงหัวไม่ขึ้นทั้งๆ ที่การบุกเพื่อเอาชนะแต่แรกก็สามารถทำได้ ? แต่เหตุใดพวกเขาไม่ทำ ? การแข่งขันในครึ่งเวลาหลังคือ รูปเกมที่เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ การท่าเรือฯ สามารถตั้งเกมได้ และครองเกมได้เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด ทั้งการสร้างโอกาสทำประตูได้หลายครั้งหลายครา การเล่นด้วยความมั่นใจที่มากขึ้น จนตัวผมเองกลับคิดว่าตอนนี้กำลังแข่งกันที่ แพท สเตเดี้ยม เสียด้วยซ้ำ

ทุกๆ อย่างเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจน “สิงห์เจ้าท่า” เป็นฝ่ายพลิกสถานการณ์เอาชนะเจ้าบ้านไปได้แบบหวุดหวิด

นอกจากนี้เกมรับของ การท่าเรือฯ ในเกมนี้ถือว่าสอบตกทุกคน และยังไม่แน่นพอที่จะใช้รูปแบบการ “ฟาสต์เบรก” เช่นนี้ เพราะแบ็กโฟร์ทั้ง 4 อย่าง เอเลียส ดอเลาะ, ทศพล ลาเทศ, นิติพงษ์ เสลานนท์ และปัณณ์พันธุ์พงษ์ ปิ่นกอง ถูกความเร็ว และแซมบ้าสกิลของ ลูเคี่ยน, วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ และเกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ เล่นงานเสียจนสิ้นท่า

คู่เซ็นเตอร์ที่ไม่มีความเร็วบวกกับการเข้าสกัดบอลแบบไม่มีทรงออกอาการเหวอให้เห็นอยู่บ่อยครั้งทำให้แนวรับของ “สิงห์เจ้าท่า” ถูกปั่นป่วนจนรวน และนำไปสู่การเสียประตูถึง 2 ประตู ด้วยเหตุนี้เครื่องหมายปรัศนีตัวโตๆ จึงยังเป็นสิ่งที่ผมไม่อาจหาคำตอบได้ว่าเหตุใดทางผู้ฝึกสอนจึงมีความเชื่ออย่างมากมั่นว่าแผงแนวรับของพวกเขาดีพอที่จะใช้แผนการเล่นเน้นรับแน่นๆ แล้วสวนกลับเช่นนี้เป็นแผนหลัก และคิดว่าจะใช้ได้ผลในเมื่อตัวผู้เล่นเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด ?

ทว่าในเกมนี้ มีสิ่งที่ผมประทับใจมากกว่าการที่ การท่าเรือ เอฟซี พลิกนรกแซงกลับมาเอาชนะ ชลบุรี เอฟซี ไปได้ นั่นคือ กึ๋นของโค้ชจเด็จ มีลาภ ที่กล้าตัดสินใจถอด ทศพล ลาเทศ ที่เป็นกองหลังออก แล้วส่ง อาทิตย์ บุตรจินดา ที่เป็นกองหน้าเข้ามาแทน ผลลัพธ์ของการตัดสินใจในครั้งนี้เกินกว่าคำว่า “คุ้มค่า” เพราะ “เจ้านุ๊ก” เป็นซูเปอร์ซับผู้ซัดประตูชัยให้ “สิงห์เจ้าท่า” บุกมาเฉือนเอาชนะ “ฉลามชล” ไปได้แบบสุดดราม่า พร้อมคว้า 3 แต้มสุดสำคัญออกมาจากถิ่น ชลบุรี สเตเดี้ยม ได้สำเร็จ

นอกจากนี้การเปลี่ยนแผนการเล่นจาก “ฟาสต์เบรก” เป็นรุกแบบเต็มสูบอย่างที่สโมสรแห่งนี้ควรจะเป็น ทำให้ผมได้แต่อุทานอยู่ในใจ “เออ ท่าเรือมันต้องเล่นแบบนี้สิวะ”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งจากประสบการณ์ที่ผมได้นั่งรับชมเกมไทยลีกเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเกมที่เรียกได้ว่า “คุณภาพคับแก้ว” ผมได้เห็นทั้งศักยภาพของผู้เล่นทั้ง 2 ทีมไม่ว่าจะเป็น ชลบุรีฯ หรือการท่าเรือฯ รวมถึงความกระหายชัยชนะ และที่สำคัญ “การแก้เกม” ที่ค่อนข้างหาดูได้ยากจริงๆ ในศึกไทยลีก ช่วยยกระดับความเชื่อในตัวผมที่มีต่อลีกฟุตบอลอาชีพแห่งประเทศไทยว่ากำลังพัฒนาขึ้นไปในทิศทางที่ดี

แล้วพวกคุณล่ะ เชื่อแบบเดียวกับที่ผมเชื่อรึเปล่า ?

“Jinius”

 

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports

TRUE TALK : "3 นัดที่ไร้ 3 แต้ม" ปัญหาของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และความยากลำบากตั้งแต่ต้นซีซั่น ... by "จอน"

เสมอ ชลบุรี เอฟซี 2-2 (เหย้า, ไทยลีก)
เสมอ สุพรรณบุรี 0-0 (เยือน, ไทยลีก)
แพ้ อูราวะ เร้ด ไดมอนส์ 0-3 (เยือน, เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก 2019 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม จี)

ขอบคุณภาพ : BURIRAM UNITED

เก็บชัยชนะไม่ได้เป็นครั้งแรกใน 2 นัดแรกของศึกไทยลีก นับตั้งแต่ลงเล่นไทยลีก ภายใต้ชื่อ บุรีรัมย์
เก็บแต้มได้น้อยที่สุดจาก 2 เกมแรกของศึกไทยลีก นับตั้งแต่อยู่ภายใต้ชื่อ บุรีรัมย์
เก็บชัยชนะไม่ได้เลยในสามเกมแรกของฤดูกาล รวมทุกถ้วยทุกรายการ หากไม่นับฟุตบอลถ้วย ออมสิน ไทยแลนด์ แชมเปี้ยนส์ คัพ และยิงไม่ได้ 2 เกมติดต่อกัน ทั้งไทยลีก และ เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ยอดทีมแชมป์ ไทยลีก 6 สมัย ใน 3 เกมแรกของซีซั่นนี้
ปราสาทสายฟ้า กำลังเจอความยากลำบากที่สุดครั้งหนึ่ง

“ในซีซั่นที่พวกเขาหวังคว้าแชมป์ทุกถ้วยในประเทศ รวมถึงคาดหวังที่จะไปได้ไกลกว่าที่เคย หรืออย่างน้อยก็เท่าที่เคยสัมผัสมาในศึก เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่ไม่มีอะไรที่ง่าย และเป็นไปตามคาดอย่างที่คิด”

และนี่คือปัญหาของพวกเขา ที่ต้องเร่งแก้โดยด่วน

ขอบคุณภาพ : BURIRAM UNITED

#คิดถึงดิโอโก้

คำว่า “คิดถึงดิโอโก้” น่าจะเป็นวลีที่เข้าใจง่าย และถูกใจแฟนบอลของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เพราะการปล่อย ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต้ ไปสู่ ยะโฮร์ ดารุล ต๊ะซิม ทีมในลีกมาเลเซีย ได้ทำให้ความวูบวาบในเกมรุกของพวกเขาลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ยิงประตูไม่ได้สองเกมติด และยิงได้แค่ 2 เม็ดจาก 2 เกมแรกในลีก ซึ่งเป็นการทำประตูจาก สุภโชค สารชาติ ทั้งสองลูก น่าจะตอบคำถามได้ดีว่า เปโดร จูเนียร์ กับ มาดิโบ ไมก้า ยังไม่ “ถึง” ในสิ่งที่เคยจับต้องได้จาก ดิโอโก้

ฉะนั้น การคิดถึง ดิโอโก้ ในไทยลีก และการคิดถึงคู่หู “ดิโอโก้ แอนด์ เอ็ดการ์” ในศึก เอซีแอล ของเหล่าพลพรรคเซราะกราว จึงเป็นสิ่งที่ห้ามไม่ได้ ตราบใดที่ตัวต่างชาติในแนวรุกยังผลิตประตูได้ไม่เป็นไปตามคาดหวัง

ขอบคุณภาพ : BURIRAM UNITED

#ต่างชาติไม่เกินเลเวล

การใช้นักเตะต่างชาติในศึกไทยลีก ในสมัยนี้ ต้องยอมรับว่า ต้องค้นหาแข้งต่างชาติที่เกินเลเวลของแข้งไทยจริงๆ ถึงจะมีสิทธิสร้างความแตกต่างในเกมได้

ฉะนั้น การเลือกใช้งานเพียงแค่ อันเดรส ตูเญซ และเปโดร จูเนียร์ ในลิสต์ต่างชาติบนทีมชีตตัวจริงของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เกมบุกเยือน อูราวะ เร้ด ไดมอนส์ นั้น แสดงให้เห็นถึงว่า มาดิโบ ไมก้า และเลือง ซวน เชือง ที่อยู่บนม้านั่งสำรองนั้น ยังไม่ได้ดี หรือได้รับความไว้ใจไปกว่านักเตะไทยเลยด้วยซ้ำ ส่วน ฮาจิเมะ โฮโซไก มิดฟิลด์ดีกรีทีมชาติญี่ปุ่น และอดีตนักเตะจากบุนเดสลีกา เยอรมัน ก็ยังคงไม่ฟิต ทั้งที่ถูกคาดหวังไว้มากพอสมควรในยามที่คว้าตัวเข้ามา

และสุดท้ายมันก็จะกลับมาที่จุดเริ่มต้นว่า บุรีรัมย์ ที่เปลี่ยนแปลงทีมค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะในเรื่องของดาวเตะต่างชาตินั้น พวกเขาคิดถูกหรือไม่ และจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกไหม เมื่อถึงช่วงตลาดนักเตะรอบที่สอง และหากมีการเปลี่ยนแปลงอีก ก็จะต้องมีช่วงเวลาที่รอให้พวกเขาปรับตัวอีกหรือไม่ ?

ขอบคุณภาพ : BURIRAM UNITED

#ยังไม่ถึงเวลาของการแบกอายุค่อนทีม

นอกจากการส่งนักเตะไทยลงสนาม 9 คนแล้ว ในเกมกับ อูราวะ เร้ด ไดมอนส์ ทางด้าน บุรีรัมย์ ได้ตัดสินใจส่งผู้เล่นอย่าง ศศลักษณ์ ไหประโคน, รัตนากร ใหม่คามิ, สุภโชค สารชาติ และศุภชัย ใจเด็ด ลงสนามในแดนกลางช่วยกันทำเกม เคลื่อนเกม และตัดบอล อยู่ด้านหลังกองหน้าตัวเป้าชาวบราซิล อย่าง เปโดร จูเนียร์

ทั้งสี่คน ไม่มีใครอายุเกิน 23 ปี และสามรายหลังนั้น อายุเพียงแค่ 20-21 ปีด้วยซ้ำ การต้องแบกอายุพร้อมกัน โดยไม่มีตัวเก๋าๆ คอยคอนโทรล จึงเป็นเรื่องที่ยากมากๆ หากต้องการผลที่ดีกว่าความพ่ายแพ้กับทีมที่แข็งแกร่งกว่าอย่างชัดเจน

ขอบคุณภาพ : BURIRAM UNITED

#ป้องกันแชมป์กดดันเสมอ

สิ่งหนึ่งที่ผมได้เห็นจากสีหน้า และภาษาร่างกายของนักเตะบุรีรัมย์ในซีซั่นนี้ คือ ขณะที่อยู่บนช่วงเวลาแห่งความยากลำบากของเกม ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่กำลังหมดลงๆ ในเกมที่ยังบุกไปยิง สุพรรณบุรี เอฟซี ไม่ได้ หรือเกมเมื่อวานที่ถูก อูราวะ ขึ้นนำ นั่นคือ สีหน้าแห่งความกดดัน และแบกรับอะไรสักอย่าง

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด คือทีมที่ประสบความสำเร็จที่สุดของไทยลีกยุคนี้ และเป็นทีมที่ไปได้ไกลที่สุดของประเทศไทยในศึกฟุตบอลถ้วยเอเชีย นับตั้งแต่เข้าสู่ยุคฟุตบอลอาชีพเต็มตัว

ไม่ใช่แค่ 1 หรือ 2 หรือ 3 ทีม แต่เป็นทุกทีมที่มีโอกาสคว้าแชมป์ไทยลีก ต่างก็อยากล้มพวกเขา และอยากลากพวกเขาลงมาจากบัลลังก์ ความยิ่งใหญ่ของบุรีรัมย์ในทุกๆ ปีนั้น เป็นเสมือนเงาตามตัว ซึ่งได้สร้างความกดดันให้พวกเขา “ล้มไม่ได้” ในปีต่อไป แต่ก็นั่นแหละ อย่างที่ใครเขาก็พูดถึง

“การคว้าแชมป์ มันยาก
แต่การรักษาแชมป์ และฟอร์มการเล่น คือ สิ่งที่ยากกว่า”

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังเหลืออีกถึง 28 เกมในศึกไทยลีก ซึ่งมีอีก 84 แต้มให้ไขว่คว้า และการตามหลังกลุ่มผู้นำแค่ 4 แต้ม ในไทยลีก ก็ยังมีโอกาสพลิกผันได้เสมอ ส่วนในฟุตบอลถ้วย เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็ยังเหลืออีก 5 นัด ซึ่งมีเกมในบ้านเต็มจำนวน 3 นัด ให้ลงเล่น และล่าแต้ม

ยังมีเวลา ยังมีโอกาส ยังเป็นแชมป์ไทยลีกอีกสมัยได้ ยังเข้ารอบน็อคเอ้าท์ เอซีแอล ได้
แต่ปัญหาของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่มองเห็นจากช่วงต้นฤดูกาลต้องได้รับการแแก้ไข

และช่วงเวลานี้แหละ จะเป็นจุดวัดความเก่งกาจของผู้บริหารสโมสรบุรีรัมย์อีกครั้ง เพราะที่ผ่านมา ไม่ว่าจะล้มลงแค่ไหน

พวกเขาก็กลับมาลุกได้เสมอ…

“จอน”

 

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports

TRUE TALK : กิเลนไม่ผยอง! ปัญหาของเมืองทอง และฟางเส้นสุดท้ายแห่ง “ขงเบ๊” ... by "จอน"

ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม เวลาที่ผมนึกถึง “โค้ชเบ๊” ไพโรจน์ บวรวัฒนดิลก กุนซือของ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ทีไร ผมก็จะคิดถึง ครั้งหนึ่งที่ “โค้ชเบ๊” เคยให้สัมภาษณ์เปรียบเปรยลูกทีมสมัยกุมบังเหียน สุโขทัย เอฟซี ว่า

“ขึ้นต้นเป็นล้ำไม้ไผ่ พอเหลาลงไป กลายเป็นบ้องกัญชา”

และตอนนี้ ดูเหมือนว่า กุนซือร่างผอมรายนี้จะมีปัญหาอีกครั้ง ภายใต้สโมสรใหม่ ที่ใหญ่กว่า ดังกว่า และมีประวัติศาสตร์ของการเป็นแชมป์ไทยลีกที่มากกว่าที่เขาเคยคุมมา

“เมื่อกิเลนที่ดูแข็งแกร่ง น่าเกรงขาม กลับไม่ได้แข็งแรงทั่วแผ่นอย่างที่เขาคิด”

เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด คือ สโมสรปัจจุบันที่ “โค้ชเบ๊” เซ็นสัญญาเข้ามาคุมทีมตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา และกว่า 3-4 เดือน ที่เขาเตรียมทีมมานั้น แน่นอน เป้าหมายก็คือ การทวงสัญลักษณ์แห่งความเป็นแชมป์คืน พร้อมคว้าความสำเร็จให้ได้อีกครั้งภายใต้คอนเซ็ปต์ FOOTBALL’S COMING HOME

แต่ก็ไม่รู้ว่า ฟุตบอลจะได้กลับบ้านจริงๆ อย่างที่หวัง หรือ จะกลายเป็น “โค้ชเบ๊” ที่ต้องกลับบ้านก่อนกันแน่

2 เกมผ่านไปในศึกไทยลีก 2019 “กิเลนผยอง” เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด เปิดตัวด้วยผลงานที่ย่ำแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่เลื่อนชั้นขึ้นมาสู่ลีกสูงสุดของเมืองไทย เมื่อปี 2009 หลังพ่ายแพ้ทั้งสองเกมเปิดหัวต่อ พีที ประจวบ เอฟซี 0-1 และ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด 0-1

– แพ้ 2 นัดแรก เป็นครั้งแรก
– เก็บแต้มไม่ได้เลยในสองเกมแรก ศึกไทยลีก เป็นครั้งแรก
– ยิงไม่ได้สักประตู จาก 2 เกมแรก เป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ โดยห่างจากครั้งแรกถึงรอบ 8 ปี (ปี 2011 เปิดหัวเสมอ บางกอกกล๊าส เอฟซี 0-0 และ แพ้ อาร์มี่ ยูไนเต็ด 0-3)

ผมได้เดินทางไปชมเกมนัดล่าสุด ที่บุกไปแพ้ “แข้งเทพ” ณ ทรู สเตเดี้ยม, ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และต้องบอกตามตรงว่า ปัญหาของ “กิเลนผยอง” นั้น มีค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว ซึ่งดูเหมือนว่า จะมีเพียงแค่ตำแหน่งเดียวเท่านั้น ที่ยังดูโอเคอยู่ นั่นคือ ดัง วาน ลัม ผู้รักษาประตูชาวเวียดนาม ส่วนตำแหน่งอื่นๆ ด้วยฟอร์มการเล่น ระบบการเล่น และแทคติกแล้ว ก็ไม่แปลกใจเลยที่ แฟนบอลเมืองทอง จะเริ่มส่งเสียงให้สโมสรตัดสินใจอะไรบางอย่างออกมา

 

True Bangkok United

#กองหลังและแบ็คสองข้าง

การตัดสินใจปล่อยตัว ทริสตอง โด และ พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา แบ็คขวากับแบ็คซ้าย ไปอยู่ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด พร้อมทั้งปล่อยยืม ธีราทร บุญมาทัน สู่เจ ลีก ญี่ปุ่น และนำ ศุภนันท์ บุรีรัตน์ กับ วีระวุฒิ กาเหย็ม สองอดีตเด็กปั้นกลับคืนสู่ทีม

สิ่งเหล่านี้ ได้เริ่มเห็นผลตั้งแต่เพียงนัดที่สองเท่านั้น เพราะอย่างเกมล่าสุด การเสียประตูก็เกิดจากช่องโหว่ในพื้นที่ของแบ็คซ้าย ที่ปล่อยให้ วานเดอร์ หลุยส์ เปิดบอลจากด้านข้างให้กับ เนลสัน โบนีญ่า โขกเข้าไปได้ แถมในเกมดังกล่าว “เจ้าบาส” และ “ทริสตอง โด” ต่างก็เล่นดีกันทั้งคู่ ทั้งเกมรุก และ เกมรับ ซึ่งทั้งคู่เล่นวิงแบ็ค รับผิดชอบคนเดียวทางด้านข้างของ “แข้งเทพ” ซึ่งก็กำราบการเติมเกมรุกของ “เจ้าเซฟ” และ “เจ้าดล” ซะอยู่หมัด

ส่วนในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ ความจริงนั้น อดิศร พรหมรักษ์ และ โอ บัน ซอก นับเป็นคู่กองหลังที่น่าสนใจ แต่หลังจากนี้ อีกสามสัปดาห์ “กิเลนผยอง” จะมีปัญหาแน่ๆ เนื่องจาก กองหลังดีกรีทีมชาติเกาหลีใต้ มีอาการบาดเจ็บที่หัวเข่า และอาจจะต้องใช้ ศฤงคาร พรหมสุภะ เล่นในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ คู่กับ “เจ้าเก่ง” ซึ่งนับเป็นคู่กองหลังที่ตัวเล็กทั้งคู่ และอาจจะถูกโจมตีจากลูกกลางอากาศแน่นอน

 

True Bangkok United

#หัวใจแดนกลางไม่เหมือนเดิม

สารัช อยู่เย็น, อี โฮ และ วัฒนา พลายนุ่ม คือ สามตัวเลือกในแดนกลางของ “กิเลนผยอง” ในเกมล่าสุด ก่อนที่ครึ่งหลัง ชาริล ชัปปุยส์ จะได้ลงสนามมาเล่นกองกลางตัวโฮลดิ้งบอล หลัง โอ บัน ซอค เจ็บและถูกเปลี่ยนตัวออก โดยถอย อี โฮ ลงไปเล่นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟแทน ส่วน อ่อง ธู ก็ได้ลงมาตอนท้ายเกมหลังจากโดนนำไปแล้ว

ส่วนในเกมแรกที่แพ้ ประจวบ 0-1 นั้น เป็น อ่อง ธู, สารัช และ อี โฮ ได้ลงเล่นในแดนกลาง ก่อนจะมีการเปลี่ยนเอา มาริโอ ยูรอฟสกี้ ลงมาแทน ตัวรุกชาวเมียนมา

ดูจากรายชื่อที่ผมเขียนมาทั้งหมด หากยังไม่ได้ลงสนาม ก็ต้องบอกว่า มีแต่ดาวดังล้วนๆ ที่พิสูจน์ตัวเองมาได้แล้วในไทยลีก รวมถึงในนามทีมชาติไทย

แต่ที่เห็นคือ ช่างเป็นสามแดนกลางที่ดูติดขัดไปหมด แถมไร้ครีเอทีฟในการสร้างสรรค์เกมรุก ตัวรุกชาวต่างชาติอย่าง อ่อง ธู กับ มาริโอ ยูรอฟสกี้ ก็ไม่เหมือนเดิมอย่างที่เคยทำได้ ส่วน สารัช, วัฒนา และ ชัปปุยส์ ต่างก็อยู่ในฟอร์มที่ห่างจากที่เคยขึ้นถึงจุดพีคจนติดทีมชาติไทย ชุดใหญ่

และนั่นก็ทำให้ กองกลางที่เคยเป็นเสน่ห์ของพวกเขา ไม่ได้ดูน่าเกรงขามเหมือนเคยอีกแล้ว

 

True Bangkok United

#สามประสานสามหัวหอกที่ยังเป้าสะอาด

เมื่อคุณเป็นเฮ้ดโค้ชแล้วมีคนเหล่านี้ให้ใช้งาน ทั้งดาวซัลโวของฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียนคนล่าสุด ทั้งอดีตดาวซัลโว ฟุตบอลชิงแชมป์เอเซียน 3 สมัยที่เพิ่งยิงประตูใน เจ ลีก ญี่ปุ่น มา 6 ลูกเมื่อปีที่ผ่านมา รวมทั้งหัวหอกชาวบราซิเลี่ยนที่กดไปแล้วเกิน 100 ประตูในศึกไทยลีก

คุณจะทำอย่างไร??

สำหรับ “โค้ชเบ๊” เขาเลือกที่จะส่งทั้ง อดิศักดิ์ ไกรษร, ธีรศิลป์ แดงดา และ เฮแบร์ตี้ เฟร์นานเดซ ลงสนาม และนั่นคือส่วนประกอบที่เขาคิดว่า ผลงานออกมาจะต้อง “กลมกล่อม” รสชาติละมุนลิ้น ช่วยกันดาหน้ายิงเป็นกอบเป็นกำ แต่ที่ไหนได้ ผ่านมาสองนัด ดูทั้งสามคน กลับเล่นได้ไม่เข้าขากันสักเท่าไร

“เทพมุ้ย” ถูกฉีกออกด้านข้าง แต่เขาไม่ได้ปราดเปรียวเหมือนเคย แถมยังต้องลงมาล้วงบอลเองบ่อยครั้ง
“กอล์ฟ AK9” ได้เล่นทั้งด้านข้างฝั่งขวา และกองหน้าตัวเป้า แต่ดูแล้วเก้ๆ กังๆ ยังไม่เข้ากับระบบเท่าไร
“เฮแบร์ตี้” ก็เหมือนจะหมดพิษสงไปดื้อๆ ไม่ใช่คนเดิมอย่างที่เราเคยเห็น ไม่ว่าจะจังหวะซัดไกล หรือยิงฟรีคิกที่เคยเป็นทีเด็ดก็ตามที

….. ถ้าตามเกณฑ์ที่ “โค้ชเบ๊” เคยลั่นวาจาไว้ นั่นคือเขาจะพิจารณาตัวเอง หากผ่านไป 5 เกมแรก แล้วผลงานในลีกของ “กิเลนผยอง” ไม่ดีพอ แต่การพ่ายแพ้ทั้งสองเกมแรก แบบยิงประตูไม่ได้เลย ในสองเกมแรก ก็น่าจะอยู่เหนือความคิดของทุกคนที่เกี่ยวข้อง

และหากเกมในบ้านที่จะเปิดบ้านพบกับ เชียงใหม่ เอฟซี ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ สถานการณ์ของ “กิเลนผยอง” ยังไม่ดีขึ้น ก็ไม่แน่ว่า “โค้ชเบ๊” อาจจะต้องเก็บของกลับบ้าน ก่อนที่ ฟุตบอลจะคัมมิ่งโฮม เป็นแน่แท้

 

“จอน”

 

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports