เสื้อแข่ง ชุดแข่งใหม่ สโมสรในไทยลีก 2019

การแข่งขันฟุตบอลโตโยต้า ไทยลีก 2018 ได้จบลงเป็นที่เรียบร้อย ในแต่ละทีมก็ได้เตรียมการเพื่อจะทำการแข่งขันในศึกโตโยต้า ไทยลีก 2019 ก็แล้ว โดยเฉพาะในเรื่องของ ยูนิฟอร์มเสื้อแข่งของแต่ละทีม สำหรับคอนเทนต์นี้ทาง TrueID Sports ได้รวบรวมเสื้อแข่ง ชุดแข่ง ของแต่ละทีม พร้อมกับราคา มาให้ได้ชมกันอีกด้วย

 


บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

 

โดยเสื้อแข่งใหม่ปี 2019 เสื้อเหย้าคอนเซ็ปท์เป็นผ้าไหมหางกระรอก จะมีลายผ้าหางกระรอก และผ้าจะเป็นแบบเหลื่อมๆ กัน อย่างคอเป็นเหมือนเสื้อพระราชทาน ซึ่งเราต้องการที่จะแสดงความเป็นไทยออกมาผ่านทางเสื้อในปีนี้

เสื้อเยือนเป็นสีขาว โดยลวดลายสีฟ้า คล้ายลายผ้าขาวม้าทอมือ ส่วนคอปกเสื้อนั้นจะเป็นแบบเดียวกับเสื้อเหย้า

ราคา
ราคาป้าย : 690 บาท
ราคาในเมกาสโตร์ : 590 บาท

 

 

 


สุโขทัย เอฟซี

 

ทัพค้างคาวไฟ คลอดเสื้อแข่งชุดเหย้าออกมาแล้ว โดยใช้สีหลักเป็นสีส้มตัดกับลวดลาย บริเวณหัวไหล่เสื้อดำ พร้อมกับโลโก้สปอร์นเซอร์ต่างๆ ที่เป็นสีขาว ตัดกันทำให้ดูสวยแบบเรียบหรู ตามมาด้วยเสื้อเหยือนสีเหลือง เสื้อผู้รักประตูสีม่วง และ สีชมพู

โดยเริ่มเปิดจำหน่ายแล้ว ในวันอาทิตย์ ที่ 23 ธันวาคม 2561 นี้ ณ ช็อปสโมสรสุโขทัย เอฟซี ตั้งเเต่เวลา 10.00 – 16.00 น.

ราคา : 590 บาท

 

 

 


ตราด เอฟซี

 

ทัพ “ช้างขาวจ้าวเกาะ” เปิดตัวชุดแข่งที่จะใช้การแข่งขันในรายการโตโยต้า ไทยลีก 2019 เป็นที่เรียบร้อย โดยมีแกรนสปอร์ต เป็นผู้ผลิตชุดแข่งขันให้ โดยใช้เป็นสีแดง, สีน้ำเงิน, สีแดงสลับขาว โดยกราฟฟิกที่ใช้เปรียบเสมือน คลื่นที่เกิดจากลูกคลื่นเล็ก จนกลายเป็นลูกใหญ่ เหมือนการเติบโตขึ้นสู่ความสำเร็จ และใส่โลโก้ครบรอบก่อตั้งสโมสร 7 ปี ไว้ที่บริเวณชายเสื้อด้วย

ราคา : 690 บาท

 

 

 

 


 ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด

โดยในฤดูกาล 2019 นี้ทาง ARI ได้นำลูกเล่นใหม่ๆมาผสมผสานกับเทคโนโลยี ที่ถือเป็นเอกลักษณ์หลักมาใส่ไว้ในเสื้ออย่างครบถ้วนไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมการทอผ้า แบบ “PERFORMAFLOW” ที่ทำให้ตัวเนื้อผ้าให้มีการระบายอากาศได้ดีเวลาสวม ใส่รวมเข้ากับเทคโนโลยีผ้า “ARI HEXAGON MESH” ในส่วนของข้างลำตัว เป็น ผ้าทอลายพิเศษที่ถูกออกแบบให้ มีคุณสมบัติช่วยในเรื่องของการระบายอากาศได้ แบบ High Breathability รวมกับการตัดเย็บด้วยเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ ที่ทำให้เข้า กับรูปทรงกับผู้สวมใส่มากยิ่งขึ้น เพิ่มความคล่องตัวในทุกการเคลื่อนไหวบนสนาม และยังคงมีคุณสมบัติ ANTI-BACTERIAL ช่วยลดกลิ่นอับ ขณะสวมใส่ นอกจากจะ ใส่เล่นฟุตบอลในสนามแล้วยังสามารถสวมใส่และดูดียามอยู่นอกสนามได้อีกด้วย

ส่วนในตัวของ REPLICA (เกรดแฟนบอล) ใช้เนื้อผ้า “PRESTO” ซึ่งเป็น เอกลักษณ์ของทาง ARI ที่เน้นคุณภาพและการตัดเย็บให้สวมใส่สบาย สามารถใส่ทำ กิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน หรือจะใส่ไปเชียร์ทีมรักที่สนามได้เช่นกัน

เกรดแฟนบอลราคา : 790 บาท
เกรดเพลย์เยอร์ราคา : 1,190 บาท

 

ชุดเหย้า ยังคงใช้สีแดง-ดำ มาพร้อม กับคอนเซปต์ “The Time is Now เรามาแน่” โดยลวดลายของชุดแข่งขันได้รับแรง บันดาลใจมาจากธงหมากรุก ซึ่งหมายถึงการเข้าเส้นชัยในการแข่งขัน หลังจากรอ คอยมาอย่างยาวนาน ปีนี้ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด หวังจะคว้าแชมป์ให้ได้

 

ชุดเยือนสีขาว เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปีสโมสร ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด (นับจากเปลี่ยนชื่อจาก สโมสรฟุตบอลมหาวิทยาลัยกรุงเทพ) ชุดเยือนจึงได้ ถูกออกแบบมาให้มีสีทอง ซึ่งเป็นสีแห่งการเฉลิมฉลอง ดูให้โดดเด่นบนตัวเสื้อสีขาว และแฝงด้วยลูกเล่นที่เป็นเส้นสีเทาที่พุ่งขึ้นด้านบน ที่สื่อให้เห็นถึงการพัฒนาทั้งเรื่อง ผลงานและภาพลักษณ์ของทีม ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

 

เมื่อเทรนด์แฟชั่นก้าวเข้ามามีบทบาทกับโลกของฟุตบอลมากยิ่งขึ้น ชุด 3rd จึง ถูกดีไซน์ออกมาในรูปเป็นการ MIX & MATCH ด้วยคู่สีที่ทันสมัย โดยยึดสีหลักคือ สีน้ำเงิน ซึ่งเป็นหนึ่งในสีหลักของสโมสรมาจับคู่เข้ากับสีเขียวสะท้อนแสงที่มีสีสัน สะดุดตา เพื่อเปลี่ยนโฉมของชุดการแข่งขันที่ 3 ให้ดูโดดเด่นสวยงามทันสมัยยิ่งขึ้น

 

 

 


เชียงใหม่ เอฟซี

 

ธีมของเสื้อในปีนี้ มีแรงบรรดาลใจจาก การต่อสู้ของทีมที่ฝ่าฟันจากระดับภูมิภาค จนขึ้นสู่ลีกสูงสุดได้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ มีลวดลายของผังเมืองเชียงใหม่ลงบนเนื้อผ้า ซึ่งตำแหน่งของคูเมืองอันเป็นเอกลักษณ์ ยังถูกจัดวางให้ตรงกับโลโก้เสือ และ ตรงกับตำแหน่งหัวใจของนักเตะ ที่เหมือนเป็นตัวแทนของชาวเชียงใหม่ นอกจากนี้ยังมีลายสายน้ำ ที่เปรียบเสมือนลำน้ำปิงและสายเลือดของชาวเชียงใหม่ ไหลไปตามทั่วเสื้ออีกด้วย

ราคา : 699 บาท

ขอบคุณภาพ : VOLT
ขอบคุณภาพ : VOLT

 

 


 สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด

 

 

 

    ชัยนาท ฮอร์นบิล

ราคา : 690 บาท

 

 

 


 พีที ประจวบ เอฟซี

 

“ต่อพิฆาต” พีที ประจวบ เอฟซี เปิดตัวเสื้อชุดแข่งประจำปี 2019  ภายใต้คอนเซปต์ของปีนี้ คือ “STILL” แข็งแกร่ง…ดั่งเดิม โดยปีนี้ชุดแข่งเหย้ามาในเสื้อสีส้มตัดกับสีดำ ส่วนในชุดเยือนมาในเสื้อสีฟ้าตัดกับสีดำ และชุดแข่งที่สามมาในชุดสีดำตัดส้ม

ราคา : 590 บาท

 

 


ชลบุรี เอฟซี

ฤดูกาลนี้ ไนกี้ ได้ผสานแนวคิด “ฉลามกล้า ท้าชิง” ที่สื่อถึงการก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ของ ทีมฉลามชล ผ่านการเดินทาง ของ เหล่านักเตะอคาเดมี ที่ในปีนี้นั้นได้ก้าวขึ้นมา เป็นกำลังสำคัญ ของ ทีม และ พร้อมแล้ว ที่จะเปล่งประกายความกล้าในตัวออกมา สู้ศึกในฤดูกาลนี้

ชุดแข่งขัน ทีมเหย้า ของ สโมสรชลบุรี เอฟซี ยังคงเอกลักษณ์ ของ ความเป็นทีมแห่งศักดิ์ศรีลูกน้ำเค็ม ด้วยสีน้ำเงิน ทั้งชุด อันเป็นสีประจำสโมสร ออกแบบให้พื้นหลัง ของ เสื้อ เปรียบเสมือนสมรภูมิที่ท้าทาย ให้แสดงความกล้าออกมา โดยลายเสื้อบริเวณตรงกลางด้านหน้าเป็นแนวเส้นตั้งตรง ซึ่งสื่อถึงแสงสว่างที่เปล่งประกายออกมา นั่นคือความกล้า ของ เหล่านักเตะ ฉลามชล

มาพร้อมสัญลักษณ์ ของ สโมสร และ โลโก้ไนกี้ ที่ติดบริเวณหน้าอก ทั้งสองด้าน ซ้าย-ขวา พร้อมด้วยรูปแบบคอเสื้อ ที่ถูกออกแบบมาให้กระชับ และ ลงตัวที่สุด ในขณะที่ชุดทีมเยือน เป็น สีขาว ทั้งชุด พร้อมรายละเอียด ของ การออกแบบเช่นเดียวกัน กับ ชุดแข่งทีมเหย้า

ในด้าน ของ เทคโนโลยี ไนกี้ยังคงเลือกใช้สุดยอดเทคโนโลยี ดราย-ฟิต (Nike Dri-FIT) เพื่อช่วยระบายเหงื่อ และ ให้ความรู้สึกสบายตัว แก่ นักเตะ ตลอดการแข่งขัน บริเวณด้านข้างลำตัว ยังมีแผงตาข่าย ดราย-ฟิต เพื่อช่วยเพิ่มการระบายอากาศได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย

เสื้อปีนี้มี 4 แบบ คือ ชุดเหย้า (สีน้ำเงิน), ชุดเยือน (สีขาว), ชุดแข่งที่สาม (สีเขียว), ชุดบอลถ้วย (สีฟ้า)

ราคา : 999 บาท

 

 


นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี

 

“สวาทแคท” นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ภายใต้สโลแกน “สวาทแคท…เลือดนักสู้” สำหรับชุดแข่งขันประจำฤดูกาล 2019 ที่ได้ บริษัท เวอร์ซุส สปอร์ตกรุ๊ป จำกัด หรือ เวอร์ซุส (Versus) มาเป็นผู้ดูแล โดยชุดแข่งขันมีทั้งหมด 3 สี คือ สีส้ม เป็นชุดเหย้า และ สีเหลือง กับ สีม่วง เป็นชุดเยือน ส่วนชุดผู้รักษาประตู มี สีดำ, สีเแดง และ สีขาว

ราคาเกรดแฟนบอล : 550 บาท
ราคาเกรดเพลย์เยอร์ : 650 บาท

Nakhonratchasima FC
Nakhonratchasima FC
Nakhonratchasima FC

นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี

 

 


สุพรรณบุรี เอฟซี

 

ชุดแข่งขันของช้างศึกยุทธหัตถี ในฤดูกาล 2019 นั้น ยังเป็นทาง “วอริกซ์” แบรนด์กีฬาสัญชาติไทยที่รับหน้าที่ดูแลต่อเนื่อง ซึ่งในปีนี้ แบ่งเป็นเสื้อแข่งเหย้าจะเป็นสีกรมท่า เสื้อเยือนสีเหลืองและเสื้อแบบที่สามจะเป็นสีขาว ส่วนชุดผู้รักษาประตูนั้น มีทั้งสิ้น 3 สีคือสีฟ้า, สีเทาและสีเขียว

ในส่วนรายละเอียดของเสื้อเหย้าและเยือนที่เป็นลายคาโม่สีกรมท่าและสีเหลืองนั้น ถ้าดูกันจริงๆแล้ว จะเป็นแผนที่จังหวัดวางทับซ้อนกัน ทั้ง 10 อำเภออยู่ในนั้นหมด และลูกศรเล็กๆรวมกันทั้ง 10 อำเภอ เป็น 1 จังหวัด และแผนที่จังหวัดที่วางทับซ้อนกันจนเป็นลายคาโม่ จะเห็นได้ว่าเสื้อปี 2019 รวมชีวิตของคนในจังหวัดสุพรรณบุรี ไว้ในเสื้อตัวนี้

เสื้อที่สามของทีมในฤดูกาลนี้เราได้แรงบันดาลใจมากจากลูกปัดในสมัยทราวดี ทราวดีถือเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ในสมัยก่อน และเป็นจุดเริ่มต้นของจังหวัดสุพรรณบุรี ความรุ่งเรือง ความยิ่งใหญ่ นั้น ถูกถ่ายทอดจากลูกปัดบนลายเสื้อ ซึ่งเราจะใช้เสื้อสีขาว ส่วนลายลูกปัดนั้นจะใช้สีน้ำเงินและสีแดง ซึ่งรวมกันแล้ว จะเป็นสีของธงไตรรงค์ ดังนั้นเสื้อตัวนี้จะเป็นการแสดงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรทราวดีสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันที่เป็นจังหวัดสุพรรณบุรี

 

 

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports

TRUE TALK : ฝุ่นควันมิอาจบดบังความเดือดของ "ปราสาทสายฟ้า" VS "กว่างโซ้งมหาภัย" ได้ ... by "Simple_Ja"

แม้สภาพอากาศในกรุงเทพฯ รวมไปถึงตามภูมิภาคต่างๆ ในบ้านเราจะถูกปกคลุมด้วยหมอกควันซะเป็นส่วนใหญ่ แต่นั่นคงไม่สามารถบดบังเกมสุดคลาสสิคที่กำลังจะถือฤกษ์เปิดฉากในช่วงสุดสัปดาห์นี้ที่สนามกีฬากองทัพบก ได้อย่างแน่นอน เพราะนั่นคือการรีแมตช์กันอีกคำรบของสองทีมยักษ์ใหญ่แห่งวงการลูกหนังบ้านเราอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แชมป์ไทยลีก  กับทริปเปิ้ลแชมป์ และ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด แชมป์เก่าศึก “ออมสิน ไทยแลนด์ แชมเปี้ยนส์ คัพ 2019” รายการที่เปี่ยมไปด้วยศักดิ์ศรี เกียรติยศ และมนต์ขลัง

 

 

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่สามารถเข้ามาเล่นในรายการนี้ได้ด้วยการเป็นแชมป์ลีกอยู่เสมอ แต่จะต้องมาเจอกับผู้ท้าชิงที่มาจากแชมป์บอลถ้วย ที่มักจะสร้างความลำบากในการเจอกันอย่าง สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ยอดทีมจากแดนเหนือที่กวาดความสำเร็จได้มากถึง 4 โทรฟี่จาก 2 ปีหลังสุด

ถ้าเปรียบเทียบสถิติในการเจอกันของทั้งสองทีม ยอดทีมจากแดนอีสานใต้ ดูจะมีภาษีดีกว่า “กว่างโซ้งมหาภัย” เล็กน้อย หลังคว้าชัยไปถึง 10 จาก 19 นัดที่พบกัน แถมยังพาบอลไปซุกก้นตาข่ายคู่แข่งจากเมืองเหนือได้ถึง 38 ประตู

แต่ถ้าเป็นในรายการฟุตบอลถ้วย สิงห์ เชียงรายฯ อาจจะเป็นฝ่ายที่ดูเหนือกว่า เพราะตลอด 3 ครั้งหลังสุดที่พบกัน พวกเขามาสามารถยัดเยียดความปราชัยให้กับ บุรีรัมย์ ได้ทั้งหมด แถมชัยชนะ 2 จาก 3 ครั้งนั้นดันเป็นแมตช์ที่ตัดสินแชมป์ซะด้วย

เรียกได้ว่าเป็นมวยที่ถูกคู่เลยก็ว่าได้…

ชิตวัน ชินอนุวัฒน์

“ความพร้อมของทีม เราสามารถเปรียบเทียบได้เมื่อปีที่แล้ว ในส่วนตัวผู้เล่นมีการเปลี่ยนแปลง 10 เปอร์เซ็นต์ ผมเชื่อว่าขุมกำลังที่มีอยู่ สิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงมากสุดจะเป็นเฮดโค้ช ซึ่งเขาน่าจะรู้แทคติก บุรีรัมย์ ดี เนื่องจากเคยทำอคาเดมีมาก่อน ผมว่าทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ สโมสรต้องครองความสำเร็จให้ได้ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงมากแค่ไหนก็ตาม” นี่คือคำยืนยันอันหนักแน่นของ “ผอ.ปั๋น” ชิตวัน ชินอนุวัฒน์ แห่งทัพ “กว่างโซ้งมหาภัย” ที่ช่วยโหมไฟให้แมตช์นี้ร้อนระยุยิ่งกว่าเดิม

โบซิดาร์ บันโดวิช

ขณะเดียวกัน โบซิดาร์ บันโดวิช เฮดโค้ช บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ก็ออกมาตอกฝั่งคู่แข่งเช่นกันว่า “ปราสาทสายฟ้า” ชุดนี้พร้อมแล้วที่จะลบฝันร้ายหลังจากพ่ายต่อ สิงห์ เชียงรายฯ ในนัดบอลถ้วยซีซั่นที่แล้ว พร้อมกับแฮตทริกของ บิลล์ โรซิมาร์ ที่ยังตามหลอกหลอนเหล่า “GU12” ไม่หยุด

“สำหรับหน้าที่ของผม และสต๊าฟโค้ช ถือเป็นความท้าทาย ที่จะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนักเตะคนใดคนหนึ่ง”

“แน่นอนว่าเขา (ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต้) ช่วยทีมได้เยอะ และทำได้หลายประตู แต่ขอย้ำอีกครั้งว่าเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับนักเตะคนใดคนหนึ่ง”

“เราอยากทำให้เต็มที่ เพราะเราเตรียมตัวมาดี เราต้องการเป็นผู้ชนะ โดยเฉพาะกับสถิติไม่ดีที่ผ่านมา แน่นอนว่า สิงห์ เชียงรายฯ ก็เตรียมตัวมาดีเหมือนกัน แต่เราก็คาดหวังที่ชนะในวันพรุ่งนี้” บอสโก้ ทิ้งท้ายชนิดที่สุมไฟให้ร้อนยิ่งกว่าเดิม

นั่นคือสิ่งที่เปรียบเสมือนการบอกเป็นนัยๆ ว่า สิงห์ เชียงรายฯ พร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อโค่น บุรีรัมย์ ออกจากบัลลังก์ พร้อมสถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่ของวงการฟุตบอลไทยให้ได้โดยเร็วที่สุด เช่นเดียวกับฝั่ง “ปราสาทสายฟ้า” ที่มั่นใจว่าพวกเขาจะหยุดสถิติอันเลวร้ายยามต้องลงต่อกรกับ สิงห์ เชียงรายฯ เพื่อต่อยอดสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้งในซีซั่นนี้

ออมสิน ไทยแลนด์ แชมเปี้ยนส์คัพ

จึงเป็นที่น่าติดตามว่า ศึกฟุตบอล ออมสิน ไทยแลนด์ แชมเปี้ยนส์ คัพ 2019 ที่จะฟาดแข้งกันในวันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์นี้… สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด จะสามารถพิสูจน์ตัวเองโดยการคว้าแชมป์ เพื่อจะก้าวขึ้นมาเทียบเท่าตามที่ตนเองคาดหวังไว้ได้หรือไม่ หรือจะเป็น บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่ตอกย้ำให้แฟนบอลชาวไทยทั้งประเทศได้เห็นว่า พวกเขาคือทีมฟุตบอลที่ “ดีที่สุด” ในภูมิภาคนี้ไม่เปลี่ยน

แล้วเรามาดูกันครับ…

“Simple_Ja”

 

อ่านข่าว ตลาดซื้อขายนักเตะไทยลีก 2019

 

อ่านข่าว ตลาดซื้อขายนักเตะพรีเมียร์ลีก 2018/19

 

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

ดูบอลสด – ไฮไลท์บอล แบบจัดเต็มได้ ที่นี่

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!
ดูไฮไลท์บอล พรีเมียร์ลีก ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports

TRUE TALK : "โมดิโบ ไมอิก้า" นักเตะใหม่ บุรีรัมย์ กับตำแหน่งตัวจบสกอร์ที่ดีที่สุดในโลก อันดับ11 ... by "Maxzio"

เก่าไปใหม่มา เป็นสัจธรรม ของวงการฟุตบอล ไม่ว่าทีมเล็กทีมใหญ่ ต้องเจอเรื่องแบบนี้เช่นกัน

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ยอดทีมจากไทยลีก พบเจอสัจธรรมข้อนี้อยู่เป็นประจำ ไล่ตั้งแต่การเสีย คู่หูแฟรงค์ (อาเชียมปง และแฟรงค์) ที่สร้างปรากฏการณ์พาบุรีรัมย์ ยิ่งใหญ่อยู่พักนึง และไปย้ายตัวด้วยราคาสูงลิบ ไหนจะเป็น การ์เมโล กอนซาเลซ ที่ระเบิดฟอร์มยิงไป 23 ประตูจากการลง 23 นัด

ต่อมาเป็นรายของกองหน้าตัวความหวังมนตอนนั้นอย่าง ฆาเบียร์ ปาตินโญ่ ที่เคยสร้างสถิติยิง 6 เกมติดต่อกันมา ก่อนจะปล่อยไป เหอหนาน เจียนเย่ ด้วยค่าตัว 40 ล้านบาท

ทุกการย้ายทีมที่เกิดขึ้นกับ บุรีรัมย์ นักเตะที่เข้ามาใหม่ ถูกตั้งคำถามเสมอว่า “จะไหวไหม” แต่ “ลุงเน” จัดหาตัวทดแทนมาได้ตลอด (แม้ว่าหลายๆ ตัวจะจากไปอย่างรวดเร็ว ด้วยการยกเลิกสัญญา)

แต่การสูญเสีย ดิโอโก้ ไปคราวนี้ดูยิ่งใหญ่กว่าหลายๆ ครั้งที่ผ่านมานัก เพราะ “กองหน้าหัวหยอง” รายนี้เรียกว่าขึ้นแท่นเป็นตำนานของทีม และตำนานของไทยลีก ไปเรียบร้อยแล้ว

Diogo Luis Santo
feelphoto / Shutterstock.com

ด้วยเป้าหมายที่ต้องดีกว่าเดิมในทุกๆ ปี ของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และมาตรฐานอันสูงส่งที่ ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต้ สร้างไว้ ทำให้นักเตะที่เข้ามาแทนน่าจะเจองานลำบากตั้งแต่ไม่เริ่มเล่น

ชื่อที่หลุดออกมามีหลากหลายชื่อ แต่ชื่อสุดท้ายที่สื่อ ลือกันออกมาตกเป็นของ โมดิโบ ไมอิก้า (Modibo Maïga) กองหน้าชาวมาลี ที่เคยลงเล่นในพรีเมียร์ลีก กับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด แน่นอนคำถามที่ตามมาคือ

“หมอนี้คือใคร แล้วจะไหวหรอ”

หากลองไล่เรียงประวัติกันคราวๆ โมดิโบ ไมอิก้า เริ่มต้นเส้นทางฟุตบอลกับ ราจา คาซาบลังก้า ทีมในลีกโมร็อคโค ก่อนย้ายมาเล่นในฝรั่งเศสกับ เลอมองส์ และทีมที่เริ่มสร้างชื่อเสียงให้ก็คือ โซโชซ์

ช่วงเวลาที่เล่นให้กับโซโชซ์ เขาเล่นร่วมกับคู่หูสุดรู้ใจอย่าง บราวน์ อิเดเย และซัดกันไปคนละ 15 ประตู พาทีมจบอันดับ 3 ในลีกเอิง 2010/2011 เหนือ เปแอสเช  และได้ไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบคัดเลือก อีกด้วย

หลังโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยม ไมอิก้า ออกมาประกาศว่าไม่ต้องการลงเล่นในกับทีม และต้องการย้ายไปเล่นในลีกอังกฤษ กับ นิวคาสเซิ่ล แต่สรุปสุดท้าย เขาไม่ผ่านการตรวจร่างกายกับ “สาลิกาดง” และเลือกไปเล่นให้กับ เวสแฮม ยูไนเต็ด แทน

ฤดูกาลแรกกับ “ขุนค้อน” ไมอิก้า ยิงไปเพียง 2 ประตูเท่านั้นจาก 20 เกมแรก ส่วนครึ่งฤดูกาลหลังเจ้าตัวแทบจะไม่มีชื่ออยู่ในทีมเลย ถัดมาในฤดูกาลที่ 2 ใน พรีเมียร์ลีก ไมอิก้า กลับมาลงสนามอีกครั้งแต่ไม่สามารถโชว์ฟอร์มที่ดีได้ ยิงไปเพียง 1 ประตู จาก 14 เกมและต้องย้ายไปซบ ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส ในช่วงเดือนมกราคม 2014

แต่การกลับมาโชว์ฟอร์มเข้าฝักจริงๆ คือการกลับไปเล่นในลีกเอิง กับ เม็ตซ์ เขาลงไป 26 นัด ยิงไป 9 ประตู และย้ายมาค้าแข้งในทวีปเอเชียกับ อัล นาเซอร์ (ซาอุดิอาระเบีย), อิตติฮัต คาลบา (ยูเออี) และอัจมาน คลับ (ยูเออี) โดย 3 สโมสรหลังสุด เจ้าตัวซัดไป 30 ประตู ก่อนจะแยกทางกับ อัจมาน และเป็นฟรีเอเย่นต์ ในเดือน กรกฎาคม 2018 ดังนั้น เจ้าตัวไม่ได้ลงสนามแข่งฟุตบอลมาร่วม ครึ่งปี ได้แล้ว

สำหรับสไตล์การเล่นของ ไมอิก้า ดูผ่านๆ มีความคล้ายคลึงกับ ดิโอโก้ อยู่ไม่น้อย ด้วยส่วนสูงที่สูงถึง 185 เซ็นติเมตร แม้ว่าไม่มากนัก แต่เจ้าตัวมีความสามารถในการเล่นลูกกลางอากาศที่ยอดเยี่ยม นอกจากนี้ยังมีความเร็วและความสามารในการเลี้ยงกินตัวได้อีกด้วย แม้ว่าตำแหน่งถนัดของเจ้าตัวคือกองหน้า แต่สามารถถ่างออกมาเล่นริมเส้นฝั่งซ้ายได้ และดูเหมือนว่า ไมอิก้า จะชอบวิ่งฉีกตัวประกบ หาช่องออกไปมากกว่าเล่นเป็นตัวเป้ายืนกลางสนาม

 

สำหรับคำถามว่า โมดิโบ ไมอิก้า จะไหวไหมสำหรับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ผมไปเจอสถิติที่น่าสนใจของดาวยิงวัย 31 คือ

“เขาเป็นนักเตะที่จบสกอร์ดีที่สุดในโลก ในอันดับที่ 11”

ประโยคข้างบนคือประโยคจั่วหัว ที่อ่านรอบแรกอาจจะเกินจริงไปนิดหน่อย ข้อมูลที่เจอนั้นวัดกันด้วยสถิติล้วนๆ แต่ก็มีหลากหลายตัวแปรเข้ามาเป็นส่วนประกอบเช่นกัน ใครอยากอ่านเต็มๆ เข้าไปอ่านได้ที่นี่

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า คำว่า “จบสกอร์” หมายถึงการเปลี่ยนจำนวนครั้งในการยิงประตู ออกมาเป็นประตู ดังนั้นนักเตะคนที่ยิงได้ 200 ประตู  ไม่ได้จบสกอร์ดีไปกว่านักเตะที่ยิงได้แค่ 20 ประตู แต่ต้องดูกันในส่วนของโอกาสที่ยิงด้วย

โดยตัวแปรแรก ผู้ทำหาหรือจัดเก็บ เป็นข้อมูลเฉพาะช่วงปี 2006 ถึง 2017 หรือ 12 ปีที่ผ่านมาเท่านั้น ดังนั้นนักเตะชื่อดังหลายๆ คน อาจจะเลยช่วงพีคในการยิงประตูไปแล้ว

ข้อถัดมาคือ ข้อมูลเกือบทั้งหมดมีแค่การแข่งขันภายในทวีปยุโรปเท่านั้น และมาจาก 5 ลีกหลักคือ บุเดสลีก้า, ลีกเอิง, พรีเมียร์ลีก,ซีเรีย เอ และลา ลีก้า

ส่วนข้อ 3 ผู้ทำนับเฉพาะลูกยิงที่ไม่ได้มาจากการยิงลูกจุดโทษ ซึ่งมีจำนวนการยิงทั้งหมด 685,953 ครั้งจากนักเตะ 14,267 คน

ส่วนรายละเอียดการทำผู้ทำเลือกใช้การวัดเปอร์เซ็นจากจำนวนการยิงทั้งหมด เทียบกับจำนวนประตูที่นักเตะทำได้ โดยแบ่งเป็นระยะต่างๆ 25 รูปแบบเช่น ระยะที่ 0-15 เมตร, ระยะที่ 1-16 เมตร เรื่อยไปจนถึง ระยะ 24 เมตรหรือไกลออกไป

จากการคำนวนต่างผลออกมาน่าตกใจอยู่ไม่น้อย เพราะ โมดิโบ ไมอิก้า กลายเป็นตัวจบสกอร์ที่ดีที่สุดในโลกอันดับ 11 เหนือ คริสเตียโน่ โรนัลโด้, โม ซาลาห์ หรือแม้กระทั้ง เมาโร อิคาร์ดี้ ด้วยซ้ำ ส่วนอันดับหนึ่งตกเป็นของ ลิโอเนล เมสซี่

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวยังเน้นย้ำว่า เป็นข้อมูลระหว่างปี 2006 ถึง 2017 เท่านั้น และเป็นการจัดทำเพื่อความสนุกเท่านั้น

ส่วน ไมอิก้า จะของจริงหรือไม่ ก็ให้ผลงานในสนามเป็นตัววัดดีกว่า หากว่าไม่ใช่ของจริง ลุงเน น่าจะจะการเชือดทิ้งไม่ต้องรอให้แฟนบ่นอย่างที่เป็นมา

แต่สุดท้ายยังไง รอนักเตะชูเสื้อกันก่อนนะ

“Maxzio”

ศุภณัฐ

 

อ่านข่าวตลาดซื้อขายนักเตะไทยลีก 2019

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

ดูบอลสด – ไฮไลท์บอล แบบจัดเต็มได้ ที่นี่

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!
ดูไฮไลท์บอล พรีเมียร์ลีก ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports

TRUE TALK : 9 นักเตะดีกรีงาม ที่คาดว่ามาแทน ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต้ ... by "Maxzio"

ข่าวคราวที่น่าตกใจรับปีใหม่ของแฟนฟุตบอลชาวไทย และไทยลีก คงจะหนีไม่พ้นข่าวลือการย้ายทีมของ ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต้ ยอดกองหน้าชาวบราซิล ของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

ข่าวลือเริ่มหลุดออกมาในคืนวันสิ้นปี ประจวบกับ ดิโอโก้ ไม่ได้โผล่ตัวปรากฏต่อหน้าแฟนบอล ในงานวันปีใหม่ ซึ่ง ณ ตอนนี้ (วันที่ 2 มกราคม) ยังไม่มีแถลงการอย่างเป็นทางการออกมาว่า อนาคต ของกองหน้ารายนี้จะเป็นอย่างไร

แต่การคาดการของสื่อระบุไว้ว่า ดิโอโก้ น่าจะย้ายซบ ยะโฮร์ ดารุล ต๊ะซิม โคตรทีมของ มาเลเซีย ที่ต้องเตรียมทีมลุย เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก 2019 รอบแบ่งกลุ่ม และค่าตัวอาจจะสูงถึง 100 ล้านบาท ซึ่งมาพอให้ทาง “ปราสาทสายฟ้า” เลือกปล่อยตัว

สื่อยังคาดการณ์กันต่อไปอีกว่า ตัวตายตัวแทนของ “เฮียหยอง” มีดีกรีระดับเคยลงเล่นในพรีเมียร์ลีก และเป็นนักเตะผิวสี ซึ่งจากการลองไล่เรียงดู ก็มีไม่น้อยดังนั้นทาง TrueID Sports จึงลองเดาจากออฟชั่นต่างๆ หลุดออกมา ได้ออกมาเป็น 9 รายชื่อดังนี้

 

โมดิโบ ไมอิก้า (Modibo Maïga)

Modibo Maiga
Maxisport / Shutterstock.com

นักเตะสัญชาติมาลี เคยค้าแข้งกับ เวสแฮม ยูไนเต็ด ในช่วงปี 2012-2015 ตำแหน่งถนัดคือกองหน้า แต่สามารถโยกมาเล่นทางริมเส้นทางฝั่งซ้าย และกองกลางตัวรุกได้

ด้านสถิติการทำประตู มาอิก้า แม้ว่าจะยิงให้กับเวสแฮม ได้เพียง 7 ประตูแต่ ในฤดูกาลล่าสุดกับ อัจมาน คลับ ยิงไปถึง 10 ประตูจาก 19 นัด และตอนนี้เจ้าตัวเป็นนักเตะฟรีเอเยนต์ อยู่ด้วย

 

วิคเตอร์ อานิเชเบ้ (Victor Anichebe)

ชื่อนี้คอบอลที่ติดตามพรีเมียร์ลีก น่าจะพอคุ้นหูอยู่บ้าง หลังเจ้าเติบโตมากับ เอฟเวอร์ตัน และลงเล่นนัดแรกใน เอฟเอ คัพ เจอกับ เชลซี ตั้งแต่อายุ 17 ร่วมถึงมีส่วนในการเล่นฟุตบอลยุโรป อย่าง ยูฟ่า คัพ อีกด้วย

ตำแหน่งถนัดคือกองหน้าตัวเป้า แต่มีความเร็วพอในการเล่นทางริมเส้นได้ทั้ง 2 ฝั่ง ฤดูกาลล่าสุดเจ้าตัวย้ายมาค้าแข้งในลีกรองของ จีน กับ ปักกิ่ง เอ็นเตอร์ไพรซ์ ลงเล่นไป 10 เกมยิง 2 ประตูกับอีก 1 แอสซิสต์ และเป็นนักเตะฟรีเอเยนต์ อยู่ในตอนนี้

 

เอ็มมานูเอล เอเมนิเก้ (Emmanuel Emenike)

Emmanuel Emenike
Ververidis Vasilis / Shutterstock.com

กองหน้าร่างบึกรายนี้ เพิ่งหมดสัญญากับ โอลิมเปียกอส ต้นสังกัดเดียวกับ ดิโอโก้ นอกจากนี้ประสบการณ์การค้าแข้งในลีกยุโรป ยังมีมาอย่างโชกโชน เคยเล่นทั้ง เฟเนร์บาห์เช่ ยอดทีมจากตุรกี (93 นัด 25 ประตู 22 แอสซิต์), สปาร์ตัก มอสโก ทีมจากรัสเซีย (51 นัด 24 ประตู)  และเวสแฮม ยูไนเต็ด (16 นัด 2 ประตู)

รวมถึง ประสบการณ์การเล่นในฟุตบอลระดับทวีปอย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และยูฟ่า ยูโรป้า ลีก อีกด้วย นอกจากนี้ยังติดทีมชาติ ไนจีเรีย ไปแล้ว 37 นัด ยิงไป 9 ประตู แต่เจ้าตัวมีประสบปัญหาอาการบาดเจ็บหนักบริเวณเข่า ซึ่งเป็นเหตุให้เป็นนักเตะไร้สังกัดอยู่ในตอนนี้

 

โอดิออน อิกาโล่ (Odion Ighalo)

ดาวยิงฟอร์มเปรี้ยงปร้าง ที่แจ้งเกิดภายใน 1 ฤดูกาลกับวัตฟอร์ด พา “แตนอาละวาด” เลื่อนชั้นด้วยการระเบิดฟอร์มยิงไป 20 ประตูในลีกแชมเปี้ยนชิพ ก่อนจะสร้างชื่อต่อเนื่องด้วยการซัดอีก 15 ประตู 5 แอสซิสต์ ให้วัตฟอร์ด ในลีกสูงสุดฤดูกาลแรกของเจ้าตัว

ก่อนจะย้ายไป ฉางชุน หย่าไถ แบบเซอร์ไพรส์แฟนบอล ด้วยค่าตัวร่วม 20 ล้านปอนด์ และมีชื่อติดทีมชาติ ไนจีเรีย ชุดลุยฟุตบอลโลก 2018 อีกด้วย  ซึ่งถ้า “ปราสาทสายฟ้า” ต้องการตัวจริง อาจจะต้องจ่ายไม่ต่ำกว่าราคาเดิม เพราะ อิกาโล่ ลงช่วยทีม 2 ฤดูกาล 55 เกมยิงไป 36 ประตู และรับปลอกแขนกัปตันทีมอีกด้วย ส่วนสัญญายังมียาวไปจนถึงปี 2020

 

โช อัลเวส ( Jô)

Jô

กองหน้า ดีกรี ดาวซัลโว เจลีก 2018 กับ นาโกย่า แกรมปัส เอต ด้วยการซัดไป 21 ประตูจาก 31 ส่วนประสบการณ์ต่างๆ ไม่ต้องพูดถึง เคยให้ให้ทั้ง แมนเชเตอร์ ซิตี้, เอฟเวอร์ตัน และกาลาตาซาราย นอกจากนี้ยังเคยติดทีมชาติบราซิลถึง 20 นัด

โช  มีข่าวลือกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เรื่อยมาก่อนหน้านี้ แต่หากรอบนี้ บุรีรัมย์ สนใจจริง อาจจะต้องทุ่มหนักเสียหน่อย

 

แฟรงค์ โอฮานด์ซ่า (Franck Ohandza)

Franck Ohandza
mooinblack / Shutterstock.com

อดีตนักเตะของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เองผู้สร้างปรากฏการณ์ “คู่หูแฟรงค์” แม้ว่าดีลนี้อาจจะมีดีกรีไม่เท่านักเตะรายอื่น แต่ประสบกาณ์ที่เจ้าตัวเก็บมาทั่วยุโรปตลอด 6 ปีที่ผ่าน น่าจะพัฒนาฝีเท้าของ โอฮานด์ซ่า ไปให้ไกลกว่าเดิม และจากการเป็นเด็กปั้นของบุรีรัมย์ ทำให้เขาน่าจะใช้เวลาปรับตัวให้เข้ากับทีมไม่นานนัก

ประจวบหมดกับล่าสุด เซินเจิ้น เอฟซี ประกาศแยกทางกับ โอฮานด์ซ่า เรียบร้อยแล้ว ทำให้เจ้าตัวสามารถย้ายทีมได้แบบฟรีๆ

 

แฟรงค์ อาเชียมปง(Frank Acheampong)

Frank Acheampong
Kostas Koutsaftikis / Shutterstock.com

คู่หูนรกแตกอีกคนหนึ่งของบุรีรัมย์ ที่ดูดีกว่าเพื่อนนิดหน่อย อาเชียมปง ย้ายออกจากบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไปเล่นให้กับ อันเดอร์เลชท์ มากถึง 165 นัด ยิง 22 จ่ายอีก 21 ประตู

ล่าสุดเพิ่งย้ายซบ เทียนจิน เทนด้า ทีมจากไชนีส ซูเปอร์ลีก ได้ลงเล่นร่วมกับ จอห์น โอบี มิเกล เมื่อช่วงปลายปี 2017 โดยผลงานในลีกสูงสุดของจีน อาเชียมปง ลงเล่นไป 35 นัดยิงไปถึง 21 ประตู

 

ริคาร์โด้ วาส เต (Ricardo Vaz Tê)

Ricardo Vaz T
Maxisport / Shutterstock.com

ปีกชาวโปรตุกีส ที่เคยค้าแข้งกับ เวสแฮม ยูไนเต็ด ในช่วงปี 2012-2015 ปีกวัย 32 ปี ถนัดตำแหน่งปีกขวา แต่สามารถดันขึ้นไปเล่นตำแหน่งกองหน้าได้ ตลอด 3 ปีกับ “ขุนค้อน” วาส เต ลงเล่นไปถึง 61 นัด ยิงไป 19 ประตู

เจ้าตัวย้ายเข้ามาเล่นในประเทศจีนกับ เหอหนาน เจี้ยนเย้ ในปี 2017 ลงล่นไป 26 นัดยิงไป 16 ประตู

 

เดมบ้า บา (Demba Ba)

View this post on Instagram

⚽️⚽️⚽️

A post shared by Demba Ba (@dembafoot) on

ชื่อนี้แฟน เชลซี และนิวคาสเซิ่ล จดจำได้เป็นอย่างดี แม้ว่า บา จะย้ายซบ เวสแฮม ยูไนเต็ด ก่อน แต่เจ้าตัวกลับย้ายไปแจ้งเกิดกับนิวคาสเซิ่ล เคียงข้างคู่หูอย่าง ปาปิสส์ ซิสเซ่ ก่อนจะย้ายไปซบยอดทีมอย่าง เชลซี ในที่สุด

สถิติการยิงประตูของ บา ในพรีเมียร์ลีก จากการลงเล่นไป 99 ในกับ 3 สโมสร ยิงไป 43 ประตู ส่วนล่าสุดกับต้นสังกัดในจีนอย่าง เซี้ยงไฮ้ เสิ่นหัว เดมบ้า บา ยิงไป 34 ประตูจาก 54 นัด แม้ว่าในวัย 33 อย่าง 34 ด้วยสถิติและดีกรีที่ไม่ธรรมดา หากบุรีรัมย์ ต้องการจริง เซี้ยงไฮ้ ไม่เรียกเงินน้อยๆ อย่างแน่นอน

ยังไม่มีใครรู้ว่าจริงๆ ดิโอโก้ จะย้ายจริงหรือไม่ (แต่ก็ 90 เปอร์เซ็น) และใครจะเข้ามาเป็นตัวแทน แต่เชื่อว่าระดับของ “ลุงเน” ไม่เลือกตัวที่ด้อยกว่า ดิโอโก้ แน่นอน

อย่างไรก็ตามต้องรอติดตามข่าวสารจริงๆ จากทั้งทางสโมสรบุรีรัมย์ หรือทาง TrueID เอาไว้อีกทางก็ได้เช่นกัน

สวัสดีปีกุนครับ 

“Maxzio”

ศุภณัฐ

 

อ่านข่าวตลาดซื้อขายนักเตะไทยลีก 2019

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

ดูบอลสด – ไฮไลท์บอล แบบจัดเต็มได้ ที่นี่

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!
ดูไฮไลท์บอล พรีเมียร์ลีก ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports

บุรีรัมย์โมเดล! กุญแจสู่ความสำเร็จไม่ใช่แค่ “ฟุตบอล”

1-2 ปีที่ผ่านมา การพัฒนาแบบก้าวกระโดดของบุรีรัมย์ ดึงดูดนักท่องเที่ยว และผู้สนใจศึกษาดูงาน มาศึกษา มาเยี่ยมชมเมืองบุรีรัมย์ และพบปะชาวบุรีรัมย์ และ ลุงเนวิน มากมายหลายคณะ ทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ

1 ปีที่ผ่านมา “ลุงเนวิน” บรรยายให้คณะผู้บริหาร และ นักศึกษาหลักสูตรต่างๆ ที่มาเยี่ยมชมเมืองบุรีรัมย์ มากกว่า 30 คณะ หรือมากกว่าเดือนละ 2 คณะ

คำถามยอดฮิตของทุกคณะ อะไรคือ “บุรีรัมย์ โมเดล” และอะไรคือ “กุญแจสู่ความสำเร็จของบุรีรัมย์” ที่คนทั้งประเทศ กำลังมองด้วยความทึ่งว่า บุรีรัมย์ มาถึงวันนี้ ได้อย่างไร? จากเมืองที่ไม่มีพูดถึง เป็นเมืองที่ไม่มีมองข้าม

10 ประเด็นแก่นแกนของ “บุรีรัมย์ โมเดล” ที่ “ลุงเนวิน” บรรยายให้หลายๆ คณะฟัง ประกอบด้วย

1. การทำงานด้วยความคิดสร้างสรรค์ อย่างไม่มีข้อจำกัด
Resources are limited.
Creativity is unlimited.
สร้างสนามฟุตบอล ทีมฟุตบอล และ สนามแข่งรถ เป็นทรัพยากรท่องเที่ยว และแรงดึงดูดนักท่องเที่ยว เข้าสู่จังหวัด

2. การใช้ความคิดสร้างสรรค์ เพิ่มมูลค่า และคุณค่าให้กับสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ และสิ่งที่สร้างขึ้น
Value Creation.
การใช้รถอีแต๋น เป็นรถบริการ ในการจัดการแข่งขัน MotoGP

3. การสร้างมาตรฐานของตัวเอง และ การก้าวสู่มาตรฐานสากล หรือมาตรฐานโลก
Buriram standard.
World standard.
บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
บุรีรัมย์ มาราธอน
การจัดการแข่งขัน MotoGP
การสร้างสนามฟุตบอล ฟีฟ่าแสตนดาร์ด
การสร้างสนามแข่งรถ มาตรฐานสูงสุดของโลก จัดการแข่งขัน MotoGP และ F1 ได้

4. การสร้างเอกลักษณ์ของตัวเอง หรือ Identity
การใช้ผ้าทอ ผ้าขาวม้า เป็นผ้าพันคอ ของสโมสรฟุตบอล และสร้างรายได้ให้ประชาชน ในท้องถิ่น

5. การแบ่งปัน หรือ กระจายรายได้
Sharing Economy
Grab บริการการเดินทาง
AirBnB บริการที่พัก
ไม่ผูกขาดรายได้ไว้เพียงคนเดียว กลุ่มเดียว เปิดโอกาส สนับสนุนให้มีการทำธุรกิจ หลากหลายรูปแบบ หลากหลายกลุ่ม

6. การมีส่วนร่วม
participation
เปิดโอกาสให้ทุกคน ทุกสาขาอาชีพ มีส่วมร่วมสร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างความภาคภูมิใจ และเป็นเจ้าของร่วมกัน

7. การใช้เทคโนโลยีสื่อสาร Social media และ Application เป็นเครื่องมือทางการตลาด และการสร้างเครือข่ายสนับสนุน
Fanpage Buriram united

8. การให้โอกาสคนรุ่นใหม่ ทำงาน ด้วยวิธีคิด และ ทัศนคติใหม่ๆ ที่เหมาะกับยุคสมัย และการเปลี่ยนแปลงของโลก
การแต่งตั้งผู้บริหารรุ่นใหม่ เป็นผู้บริหารองค์การ และ การสร้างทีม E-Sports มารองรับการพัฒนากีฬาชนิดใหม่ ในอนาคต

9. การคิดบวก และ คิดใหญ่
Positive thinking
Chang international circuit และ MotoGP
มีแต่คนกล้าคิด แต่ไม่เคยมีคนกล้าทำ กล้าลงทุน
แต่ที่บุรีรัมย์ ลุงเนวิน คิดแล้วทำทันที และทำจริงจัง จนกระทั่งเป็นสนามแข่งขัน MotoGP ที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2018

10. การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อต่อยอดความสำเร็จ และสร้างผลงานที่ดีขึ้นทุกๆ วัน อย่างไม่มีวันหยุด แม้จะประสบความสำเร็จแล้ว ก็ตาม
Continuous Development
การพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ของ Chang arena และ Buriram united และ Chang international circuit คือ สิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็น บุรีรัมย์ โมเดล ได้ดีที่สุด

10 ประการนี้คือ “กุญแจแห่งความสำเร็จของบุรีรัมย์” ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกๆ เมือง ที่ต้องการความสำเร็จ และการพัฒนาแบบ “บุรีรัมย์ โมเดล” รวมไปถึง องค์กรทุกองค์กรสามารถนำไปปรับใช้ได้ด้วย

 

อ่านข่าวตลาดซื้อขายนักเตะไทยลีก 2019

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

ดูบอลสด – ไฮไลท์บอล แบบจัดเต็มได้ ที่นี่

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!
ดูไฮไลท์บอล พรีเมียร์ลีก ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports

EXCLUSIVE : รู้ลึก รู้จริง รู้ก่อนใคร : ที่สุดข่าววงในฟุตบอลไทยยุคนี้ "แมน โกสินทร์" ... by "บก.เก้น"

ขึ้นชื่อว่าการเป็นสื่อออนไลน์ การนำเสนอข่าวที่กระชับ ฉับไว และครบถ้วน คือปรัชญาที่เหล่าพี่น้องสื่อมวลชนส่วนใหญ่ต่างท่องขึ้นไว้ในใจอยู่แล้ว ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงลิ่วโดยเฉพาะวงการกีฬา สื่อแต่ละสำนักต่างพยายามทำงานกันอย่างหนักเพื่อให้ได้มาซึ่งข่าวในลักษณะที่เรียกว่า “ข่าววงใน” จริงๆ

 

เรื่อง : “บก.เก้น”
ภาพ : พลวัฒน์ จันทร์ดำ

แต่จะมีสักกี่คนที่ถูกจับตามอง และได้รับการยกย่องให้เป็นอีกหนึ่งสุดยอดแหล่งข่าวที่คอยป้อนความเคลื่อนไหว โดยเฉพาะข่าวในแวดวงตลาดซื้อขายนักเตะบ้านเราให้แฟนบอลได้รับทราบจนกลายเป็น Talk of the town จนบางทีเราก็อดสงสัยไม่ได้ว่าชายผู้นี้เขามีวิธีการทำงานอย่างไร เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่มักจะถูกต้อง และรู้ก่อนใครอยู่เสมอ…

“แมน” โกสินทร์ อัตตโนรักษ์
ผู้ประกาศข่าวกีฬา ช่อง MONO 29, นักจัดรายการวิทยุ และคอลัมนิสต์ฟุตบอลชื่อดัง

 

บทบาทจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

ตลอด 16 ปีบนเส้นทางสื่อมวลชนด้านกีฬา “แมน โกสินทร์” คนนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชนไล่มาตั้งแต่การทำงานในสายฟุตบอลต่างประเทศมาครบทศวรรษ ทั้งแปลข่าว บรรยายฟุตบอล และกีฬาผ่านทางจอโทรทัศน์ ก่อนจะผันตัวเองมาสัมผัสกับความท้าทายครั้งใหญ่ด้วยการรับหน้าที่เป็นบรรณาธิการฟุตบอลไทยที่ ฮอตสกอร์… และนั่น คือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้เจ้าตัวได้เปิดโลกลูกหนังบ้านเรา พร้อมกับการสั่งสมเพาะบ่มประสบการณ์จนได้ที่ ก่อนจะรับบทบาทการเป็นผู้ประกาศข่าวกีฬาทางช่อง Mono 29 พร้อมกับการจัดรายการวิทยุให้แฟนบอลไทยได้ติดตามงอมแงม พร้อมทั้งการเปิดเพจลูกหนังที่หลายๆ คนต้องกด See First ให้อย่าง “วันแมนโชว์ by แมน โกสินทร์ อัตตโนรักษ์” เรียกได้ว่าสามารถติดตามผลงานของ “แมน โกสินทร์” ได้ครบทุกช่องทางเลยทีเดียว

“ทำงานเพราะความสนใจ และรักมันจริงๆ” คือถ้อยคำยืนยันที่ชายผู้นี้ได้เอ่ยไว้ก่อนที่เราจะเริ่มลงมือคุยกัน…

“การรับหน้าที่ บก.ฟุตบอลไทย ที่ ฮอตสกอร์ เป็นจุดหักเหสำคัญที่ทำให้พี่ได้โฟกัสกับบอลไทยแบบจริงจัง บวกกับพื้นฐานความบ้าบอล ความอยากรู้อยากเห็น คือเราไม่ได้ทำงานเพราะรู้สึกว่ามันเป็นงาน แต่เราทำเพราะเราสนใจมันจริงๆ บ่อยครั้งที่พี่มักจะโทรศัพท์ไปหาแหล่งข่าวเพื่อไปพูดคุยโดยที่ไม่ได้เอามาเขียนเป็นข่าว เพราะเราอยากรู้มุมมองจากคนเหล่านี้จริงๆ อย่างสมมุติว่าวันนี้มีทีมชาติไทยลงเตะ พี่ก็จะคิดละว่า วันนี้จะโทรหาใครดี ก็จะโทรไปคุยกับคนในวงการอย่างโค้ชเฮง (วิทยา), พี่โย่ง (วรวุฒิ), พี่ตุ๊ก (ปิยะพงษ์) คือเราไม่ได้ไปแสดงตัวว่าเราอยากจะไปตีสนิทเพื่อหาผลประโยชน์อะไร แต่เราคุยเพราะเราอยากจะรู้มุมมองของบุคคลเหล่านี้จริงๆ เหมือนพี่น้องคุยกัน กำแพงที่เคยมีมันก็ค่อยๆ หายจนกลายเป็นความสนิทสนมบนพื้นฐานของการเคารพกัน”

จากความอยากรู้ บวกกับแพสชั่นในการทำงาน สองสิ่งเหล่านี้ถูกหล่อหลอมจนตกผลึกสู่การเป็นการทำข่าวแบบ Exclusive ในแบบที่ไม่เหมือนใคร ซึ่ง “แมน โกสินทร์” ได้เผยต่อว่า “มันคือความเชื่อใจซึ่งกันและกัน” ระหว่างแหล่งข่าว กับตัวเขาเอง นั่นคือหัวใจสำคัญที่ต้องใช้ “เวลา” ในการสร้าง

“เราไม่ได้คุยกับใครเพื่อเพียงหวังเอาไปเขียนข่าวเพียงอย่างเดียว มันเหมือนกับการแลกเปลี่ยน เป็นการระบายกันซะมากกว่า อย่างกรณีโค้ชโย่ง มีหลายๆ ครั้งที่โค้ชโย่งต้องเผชิญกับการโจมตีต่างๆ นาๆ ซึ่งจริงๆ แล้วก็มีหลายคำพูดมากมายที่โค้ชนั้นไม่ได้พูด แต่ก็โดนสื่ออื่นๆ สร้างขึ้นมาเพื่อเล่นงาน เราเองก็ได้เป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงที่ได้นำเสนอถ้อยคำ และความคิดของโค้ชโย่ง พี่ไม่ได้เขียนข่าวเพื่อไปแก้ตัวให้ใครนะ แต่พี่มองว่าเราเขียนไปเพื่อสร้างความเป็นธรรม สร้างความบาลานซ์ให้กับวงการฟุตบอลบ้านเราบ้าง แต่สุดท้ายแฟนบอลจะคิดแบบไหน นั่นคือสิทธิอันชอบธรรมของแต่ละคน”

 

วิธีการเสาะหาข่าววงใน สไตล์ “แมน โกสินทร์”

“พี่เองทำงานในสายฟุตบอลไทยมาสักพักใหญ่ๆ เราก็พอจะมีคอนเนคชั่นกับทั้งผู้บริหาร สต๊าฟโค้ช ตัวนักเตะ รวมถึงเอเย่นต์ โดยเฉพาะเอเย่นต์นี่จะมีความสำคัญไม่แพ้ส่วนอื่นเลย พี่เองยอมรับว่าได้ข้อมูลจากตรงนี้เยอะ เพราะ เอเย่นต์ แต่ละคนต่างก็อยากจะเสนอว่านักเตะของเค้ากำลังจะไปสโมสรไหน รวมถึงแฟนบอลหลายๆ คนที่ต้องยอมรับว่ามีความใกล้ชิดกับตัวนักเตะมากกว่าพี่ซะอีก แหล่งข่าวเหล่านี้ก็จะมาเล่าสู่กันฟังให้พี่ พอถึงสเต็ปนี้พี่เองก็ต้องกรองด้วยการไปพูดคุยกับแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ว่าอันนี้จริงมั๊ย”

“จุดนี้เป็นรอยต่อที่สำคัญของการหาข่าวแต่ละครั้ง มันเหมือนกับการใช้ใจซื้อใจ เราต้องทำให้เค้าเห็นว่าเราจะไม่ทำให้สโมสร หรือตัวนักเตะเสียหาย คือเอาจริงๆ เลย พี่ๆ ผู้บริหารสโมสรหลายๆ คนจะไม่รับโทรศัพท์ของสื่อเลย เพราะเขาเคยโดนเอาชื่อไปแอบอ้าง พี่เองก็โชคดีที่ได้รับความไว้วางใจจากแหล่งข่าวนั้นๆ ก็เลยมีโอกาสได้นำเสนอข่าวให้กับแฟนบอลได้ติดตามกัน”

“คำว่า “วงใน” บางที คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าเป็นการละลาบละล้วงสโมสร แต่ว่าวิธีการจริงๆ แล้วเราไม่ได้ไปทำอะไรแบบนั้น พี่มองว่ามันจะต้องเป็นการนำเสนอในแบบที่ต้องไม่ฟันธง หรือไม่ระบุตรงๆ ว่าเป็นนักเตะคนนั้นคนนี้ พี่พยายามทำให้มันออกมาในรูปแบบของปลายเปิด ความสนุกของการเสพข่าวมันอยู่ตรงนี้แหละ หลายๆ คนก็จะมีฟีลลิ่งไปกับสิ่งที่เรานำเสนอว่า เอ… มันจะเกี่ยวกับทีมเรารึเปล่า นักเตะคนนี้จะย้ายมาทีมเราจริงๆ เหรอ ตรงนี้คือเสน่ห์ของการนำเสนอ คือจริงๆ เรารู้อยู่แล้วว่านักเตะคนนั้นคือใคร ชื่ออะไร แต่เราก็ต้องเคารพแหล่งข่าวของเราด้วยเพราะว่าตัวนักเตะยังมีสัญญากับทีมเดิมอยู่”

“ไทม์มิ่ง ก็เป็นสิ่งสำคัญเหมือนกัน เพราะพี่มองว่า ในช่วงที่ฟุตบอลไทยปิดฤดูกาล คงไม่มีข่าวไหนที่น่าสนใจไปกว่าข่าวในตลาดซื้อขายนักเตะอีกแล้ว สิ่งที่เรานำเสนอมันไปตรงกับความสนใจของแฟนบอลพอดี เราก็เลยคิดว่านี่เป็นจุดขายที่น่าจะหยิบมาสร้างสีสันให้กับฟุตบอลบ้านเรา”

“ความสัมพันธ์กับสโมสรที่หลากหลายก็สำคัญไม่แพ้กัน คือนักข่าวบางคนอาจจะสนิทกับสโมสรนี้ทีม – สองทีม แต่อย่างเราคือเราไม่ได้เลือกฝั่ง เราพยายามจะเป็นกลาง และนำเสนอแง่มุมของทุกๆ ทีม สโมสรก็มองว่า แมน ไม่มีขั้วนะ มันกลายเป็นความสบายใจของทั้งสองฝ่าย ข่าวที่เราเสาะหามามันจึงมีความหลากหลายที่อ่านแล้วไม่เบื่อ”

กระแสต่อว่า กับ “ข่าวที่ไม่จริง” / เต้าข่าวเอง ?

แน่นอนว่าในวันที่คนเราอยู่ภายใต้แสงสปอตไลท์ที่ฉายส่องลงมา นอกเหนือกับคำชม และเสียงยกย่องแล้ว คนๆ นั้นย่อมต้องมีการถูกจับตามองในลักษณะที่คล้ายๆ กับการจับผิด โดยเฉพาะการนำเสนอข่าวสารในวงการฟุตบอลอย่างข่าวการโยกย้ายตัวผู้เล่นในไทยลีกที่มีความผันผวน และพลิกไปมาตลอดเวลา การนำเสนอสิ่งเหล่านี้จึงเปรียบเสมือนการเดินบนเส้นด้ายที่พร้อมจะขาดอยู่ตลอดเวลา แต่ทั้งนี้ “แมน โกสินทร์” ยังยืนยันว่า

“สำหรับพี่ มันเคยมีเคสที่ถูกกล่าวหาว่าพี่เต้าข่าวเลยนะ เป็นอะไรที่เจ็บปวดมาก เรื่องนั้นเราสามารถระบุออกมาได้เลยเพราะมันเกิดขึ้นจริง มันคือเรื่องเกี่ยวกับทีมโคราช (นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี) ตอนแรกจะมี ธรรมนูญ สาลี ที่เคยเล่นอยู่ในเกาหลีใต้ ก่อนจะตัดสินใจกลับมาไทยเพราะมีอาการบาดเจ็บ ตอนนั้นผมรู้จักกับพี่ตั้ม (ธรากร เขยนอก) แกเป็นเอเย่นต์ที่นำ เนลสัน โบนีญ่า เข้ามาเล่นในบ้านเรา คือแกก็คือเครื่อข่ายเพื่อนฝูงที่อยู่ต่างประเทศ ก็เลยแนะนำให้ทั้งน้องแทน (ธรรมนูญ สาลี) และพี่ตั้มได้รู้จักกัน”

“พี่ตั้ม ก็บอกกับผมว่าจะพาแทนไปทดสอบฝีเท้าที่ญี่ปุ่น แต่เผอิญว่าช่วงนั้นเป็นช่วงฟุตบอลโลกพอดี ทางญี่ปุ่นก็เงียบหายไปพักหนึ่ง ก่อนจะมีความคืบหน้าตามมาทีหลังว่าเค้าสนใจจะดึงนักเตะไทยไปเพิ่ม คล้ายๆ กับว่าอยากให้แทนมีบัดดี้สักคนสองคน ผมเลยไปพูดคุยกับทางผู้ใหญ่ของโคราชว่ามีเด็กสองคนที่น่าจะลองส่งไปนะ คือ กิตติกร ปังขุนทด และมฆวัน เกิดอนันต์ ที่เคยเล่นในโปรตุเกสกับ บราก้า เปรียบตอนนั้นเหมือนเราเป็นตัวกลางที่คอยเชื่อมระหว่างพี่ตั้ม กับผู้ใหญ่โคราชท่านนี้ให้ทั้งสองไปคุยกันเอง ก็หมดหน้าที่เรา เราก็ทำหน้าที่สื่อต่อคือตัดสินใจเขียนข่าวนี้ขึ้นมาว่าจะมีนักเตะไทยกลุ่มนี้ไปทดสอบฝีเท้าที่ ญี่ปุ่น”

“พอขึ้นข่าวไปปุ๊ป ก็เกิดคำถาม และข้อสงสัยจากแฟนบอลโคราชที่เข้าไปถามในเพจหลักของสโมสรว่า นักเตะสองคนนี้จะไป ญี่ปุ่น จริงเหรอ ทางเพจสโมสรก็ออกมาตอบโต้ว่าไม่รู้เรื่อง และขึ้นโพสต์เลยว่าข่าวของเรานั้นเกิดจากการมโน เป็นการเต้าข่าว”

“พอเจอแบบนี้เราก็เสียความรู้สึกนะ เพราะจริงๆ แล้วเราไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียจากตรงนี้เลย อันนี้กล้ายืนยัน เราคิดในมุมแค่ว่าเราเป็นแฟนบอลไทยที่อยากเห็นนักเตะไทยออกไปค้าแข้งในต่างประเทศเยอะๆ กลายเป็นว่าความหวังดีของเรากลับถูกมองว่าไม่น่าเชื่อถือ”

“แต่ความจริงก็คือความจริงครับ เพราะคนที่อยู่ในวงจรเหตุการณ์ครั้งนั้นอย่างพี่ตั้ม (เอเย่นต์) หรือแม้แต่ครอบครัวของน้องแทน (ธรรมนูญ สาลี) ก็ออกมาโพสต์ยืนยันว่าทุกอย่างมันเกิดขึ้นจริง เพียงแต่ปัญหาในขั้นสุดท้ายมันไม่ใช่เป็นของเรา มันเกิดจากฝั่ง ญี่ปุ่น ที่ไม่ประสานต่อต่างหาก เราก็สบายใจที่ได้พิสูจน์ให้ทุกคนรู้ว่าข่าวนี้เป็นเรื่องจริง เราไม่ได้เต้าข่าว นั่นก็เป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราแกร่งขึ้น ก็ไม่ได้รู้สึกกดดันนะหากจะต้องทำข่าวลักษณะนี้อีก (หัวเราะ)”

“ข่าวลือ” สโมสรในไทยไม่ชอบ แต่สโมสรนอกเพียบ

ต้องยอมรับว่าในโลกของสื่อมวลชนสายฟุตบอลบ้านเรา ก็ต้องเผชิญข้อจำกัด หรือเงื่อนไขหลายๆ อย่างที่อาจจะทำให้แต่ละคนทำงานได้ยากขึ้น เนื่องจากสโมสรส่วนใหญ่ล้วนแต่ไม่ต้องการให้นักเตะของตนตกเป็นข่าวตามหน้าสื่อ ไม่ว่าข่าวนั้นจะเป็นข่าวจริง หรือข่าวลือก็ตาม ซึ่งแตกต่างกับต่างประเทศอย่างสิ้นเชิง ที่เรามักจะเห็นข่าวลือในตลาดซื้อขายนักเตะปลิวว่อนเต็มไปหมดจนกลายเป็นสีสันสำคัญที่คอยขับเคลื่อนให้ฟุตบอลต่างประเทศนั้นดูน่าสนใจอยู่ตลอดเวลา จากประเด็นนี้ “แมน โกสินทร์” ก็มีมุมมองที่น่าสนใจเช่นกัน…

“พี่มองว่ามันเป็นเรื่องของความแตกต่างในวัฒนธรรมฟุตบอล จุดสำคัญที่ทีมในไทยอ่อนไหว หรือเซ้นซิทีฟก็คือ ค่าเหนื่อย และสัญญา พี่ยกภาพให้เห็นชัดๆ บอลปิดฤดูกาลในเดือนตุลาคม แต่ตัวนักเตะเองมีสัญญาถึงเดือนพฤศจิกายน ถ้ามีข่าวว่านักเตะคนนี้อาจจะย้ายไปอยู่ทีมอื่น บางสโมสรก็จะไม่จ่ายเงินเดือนก้อนสุดท้ายให้ด้วยซ้ำ นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นแต่ไม่ค่อยมีใครกล้าหรือหยิบมาพูด บางทีก็รู้สึกว่าวัฒนธรรมฟุตบอลไทยยังมีอะไรที่ต้องปรับอีกเยอะ โดยเฉพาะสัญญาระหว่างนักเตะ กับสโมสรที่ไม่ได้ออกมาในรูปแบบของลูกจ้าง-นายจ้าง แต่มันยังเป็นรูปแบบของบุญคุณกันมากเกินไป”

“พอวกกลับมาที่การทำงานของสื่อฟุตบอลบ้านเรา หลายๆ ข่าวที่เรานำเสนอไปมันจึงมีอิมแพ็ค มีผลกระทบเยอะเลยทีเดียว นี่คงเป็นเหตุผลหลักๆ ที่ทำให้สโมสรไม่อยากให้นักเตะของตัวเองไปอยู่ตามหน้าสื่อ โดยที่ลืมมองถึงภาพกว้างไปว่า ข่าวพวกนี้มันคือสีสันที่สามารถสร้างกระแสผลักดันฟุตบอลไทยไปได้เหมือนๆ กัน”

“ก็อปข่าว” ปัญหาโลกแตกที่คนสื่อต้องเผชิญ

“ต้องเริ่มแบบนี้ก่อนว่า ทุกวันนี้ข่าวฟุตบอลไทยมันจะมีอยู่สองแบบคือ ข่าวจากมีเดียสโมสร กับข่าว Exclusive ที่แต่ละคนต้องไปหากันเอง สองอย่างนี้มันต้องควบคู่กันไป แต่ก็อยากให้เทน้ำหนักไปที่การทำข่าว Exclusive มากกว่า มันตอบโจทย์ในเรื่องของคุณภาพ และความหลากหลาย ไม่งั้นทุกๆ คนก็คงได้อ่านข่าวเดียวกันเหมือนกัน เพียงแค่เปลี่ยนพาดหัว มีแต่ข่าวภาพลักษณ์ดีๆ สวยๆ ซึ่งมันไม่จำเป็นต้องออกไปในโทนนั้นเสมอไป”

“Copy & Paste มันผิดอยู่แล้ว การแชร์จากต้นฉบับ และให้เครดิตคือเหมาะที่สุด ด้วยความที่เราทำ Content ที่มันแตกต่างออกไป แน่นอนเวลาเราไปเห็นงานของตัวเองโดน Copy มันรู้สึกว่าตัวเองกำลังโดนละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เอาตรงๆ แค่ให้เครดิตที่มาเราก็แฮปปี้แล้ว เพราะเราเองก็ไม่ได้เป็นคนขี้หวงอะไรขนาดนั้น (หัวเราะ) แต่ที่ไม่โอเคเลยคือเค้าเอาข่าวของเราไปทำเป็น Commercial ไปขายให้ที่ขึ้น เช่นบนไลน์ แถมยังลงท้ายว่าเป็นลิขสิทธิ์ของเขาอีก”

“มันเป็นพื้นฐานของความเป็นคนเลยนะ คือคุณไม่จำเป็นต้องเรียนสื่อเลย คุณก็ต้องรู้ว่า การไปเอาของๆ คนอื่นโดยที่ไม่ได้รับอนุญาตนั้นเป็นเรื่องที่ผิด คนเราต้องมีศักดิ์ศรี และผมมองว่าคนที่ก็อปข่าวนั้นไม่มีศักดิ์ศรีเอาซะเลย Copy & Paste ใครก็ทำได้ คุณไม่จำเป็นต้องเรียน ต้องเพาะบ่มประสบการณ์มาเป็นสิบปีหรอก จรรยาบรรณจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ”

“งานคุณภาพ” หรือ “Text” กำลังจะตายในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนเป็นออนไลน์ ?

ในโลกที่กำลังแปรผันเข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์ ทุกอย่างล้วนแต่เร็ว และโยกเข้าสู่โลกออนไลน์กันหมด จนทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่าสุดท้าย งานสัมภาษณ์ยาวๆ สกู๊ปแน่นๆ หรือบทความดีๆ ที่ผู้อ่านต้องใช้เวลาจดจ่ออยู่กับมันนั้นกำังจะเลือนหายไป ตรงนี้ “แมน โกสินทร์” ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า “ขึ้นอยู่กับการนำเสนอ” มากกว่า แถมยังมั่นใจว่า “งานดีๆ ไม่มีวันตาย”

“พี่ว่างานดีๆ ไม่มีวันหายไปจากโลกหรอก เพียงแต่อาจจะโยกย้ายแพลตฟอร์มมาอยู่ออนไลน์แค่นั้น เพราะตราบใดที่คนเรายังต้องเสพสื่อ ก็ยังมีความต้องการอ่าน Content ที่มีคุณภาพเหมือนเดิม คือชีวิตมันไม่ได้รีบเร่งอะไรขนาดนั้น มันอยู่ที่ไอเดีย อยู่ที่การเล่าเรื่องมากกว่าว่างานเรามีจุดขาย มีคาแรกเตอร์มั๊ยเพื่อดึงดูดความสนใจจากคนเสพให้ได้มากที่สุด”

ผ่านมาถึงปี 2018 ฟุตบอลไทยยังขาดอะไร ?

“นี่คือสิ่งที่คิดมาสักพักแล้ว คือ บ้านเรายังขาดเรื่องเพดานค่าเหนื่อย คือมันสูงเกินไป เฟ้อเกินไป ยิ่งฤดูกาลหน้าที่ทุกๆ ทีมสามารถลงรายชื่อนักเตะอาเซียนได้แบบไม่จำกัด แนวทางแบบนี้มันไปเอื้อต่อทีมที่มีกำลังจ่ายสูง หรือเยอะมากเกินไป นักเตะไทยจะมีงานทำน้อยลง อันนี้คือการคาดการณ์ และพูดในมุมที่เหตุการณ์นี้มันยังไม่เกิดขึ้นนะ เพราะซีซั่นใหม่ยังไม่เริ่ม แต่มันก็เป็นอะไรที่น่ากลัว เพราะผลกระทบมันมีแล้ว อย่างที่รู้มาคือ นักเตะไทยส่วนใหญ่โดนลดเงินกันหมด อย่าว่าแต่เยอะขึ้นเลย เท่าเดิมยังยาก นักเตะไทยเกรดบี เกรดซี ที่ไม่ใช่ระดับทีมชาติแทบจะยกไปเล่นกันใน T2, T3 กัน เพราะความแตกต่างของแต่ละทีมที่เกิดขึ้นนั้นจะไม่ได้มาจากนักเตะไทยแล้ว แต่มาจากคุณภาพของนักเตะต่างชาติเต็มๆ ปี 2018 นักเตะไทยอาจจะยังแบกทีมได้ แต่ปีหน้าพี่ว่าไม่ใช่แล้ว”

“พอเราโฟกัสที่แข้งต่างชาติมากขึ้น ทีนี้เพดานค่าเหนื่อยมันก็จะยิ่งคุมไม่ได้ เชื่อมั๊ยว่าค่าเหนื่อยนักเตะทีมชาติฟิลิปปินส์แพงกว่าค่าเหนื่อยนักเตะทีมชาติไทยอีก ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงมาตรฐานนักเตะไทยไม่ได้เป็นรองเลยแม้แต่น้อย ต่อไปเพดานนี้ก็จะยิ่งคุมลำบาก กลับมาแก้อีกทีก็คงยาก ทีมเล็กๆ ก็จะไม่มีที่ยืนอีก”

“แต่ปัญหาใหญ่กว่านั้นก็คือ การพัฒนานักเตะเยาวชน ทุกวันนี้ที่รู้กันเห็นกันอยู่ก็คือ นักเตะเยาวชนส่วนใหญ่ต้องลงไปเล่นใน T3, T4 ซึ่งคุณภาพเทียบกับไทยลีกไม่ได้เลย จำนวนแมตช์ที่ได้ลงเล่นอาจจะสูงก็จริง แต่พวกเขาไม่ได้เจอกับเกมที่มีคุณภาพสูง ลองกวาดตามองนักเตะดาวรุ่งในไทยลีกสิว่ามีสักกี่คนที่ได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือทีมชุดเล่นเอเชี่ยนเกมส์ที่ผ่านมา นักเตะค่อนทีมแทบไม่ได้ลงเล่นในลีก ความฟิตหายหมด พอไม่ได้ลง การตัดสินใจในช็อตสำคัญๆ หรือแมตช์ที่เต็มไปด้วยความกดดันก็ออกมาไม่ดี อย่างนัดที่เจอกับ บังคลาเทศ สังเกตว่าทำไมเราถึงเจาะไม่เข้าทั้งๆ ที่บุกแทบตาย เจอ กาตาร์ บุกแทบตายกว่าจะจบได้ มันโยงลากยาวไปถึงรุ่นที่ต่ำกว่านี้อย่าง U16, U19 เห็นได้ชัดว่าเกมรับของเราไม่มีสมาธิ นั่นเป็นเพราะดาวรุ่งของเราไม่ได้สัมผัสเกมที่มีคุณภาพมากพอ”

“แต่ที่ต้องชมคือ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด พวกเขากล้าที่จะดันนักเตะดาวรุ่งขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ในจังหวะ และช่วงเวลาที่เหมาะสม บวกกับนักเตะต่างชาติในทีมก็ส่งเสริม ช่วยพัฒนาแข้งเหล่านี้ ลองดู ดิโอโก้ ไม่มีหวงบอลหากต้องจ่ายให้กับดาวรุ่งเหล่านี้ ชลบุรี ก็พัฒนานักเตะดาวรุ่งขึ้นมาเยอะเช่นกัน”

“ระบบลีกของฟุตบอลไทยก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ทำให้การพัฒนานักเตะดาวรุ่งนั้นไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ อย่างกฎการใช้ผู้เล่นในศึก T3 ฤดูกาลหน้าคือ คุณต้องส่งนักเตะที่อายุไม่เกิน 21 ปีลงสนามสามคน นั่นหมายความว่าเด็กอายุ 21 ปีที่เลื่อนชั้นจาก T4 ขึ้นมา T3 จะเล่นไม่ได้แล้ว เพราะอายุเกินแล้ว แล้วเค้าจะทำยังไง ความต่อเนื่องตรงนี้มันยังไม่มี อนาคตอันใกล้นี้เราอาจจะต้องไปหานักเตะดาวรุ่งใน T4 แทน”

ไทยลีก 2019 ในสายตาของ “แมน โกสินทร์”

“การปรับลดทีมเหลือ 16 ทีมอาจจะดีก็ได้นะ เพราะมันเหมือนกับเป็นการคัดกรองไปในตัวว่าคุณต้องมีคุณภาพจริงๆ ถ้ามองกว้างๆ ในเอเชียจะพอเห็นภาพว่า ไม่ค่อยมีชาติไหนที่วางระบบลีกตัวเองไว้ที่ 18-20 ทีม มีไม่เยอะครับ ก็อาจจะส่งผลดีต่อทีมชาติก็ได้ครับ เพราะปีหน้าทีมชาติไทยก็มีโปรแกรมลงเล่นหลายรายการอยู่ แต่ในมุมผลกระทบต่อสโมสรจากแมตช์ที่ลดลงก็เข้าใจได้นะ เพราะถ้าแมตช์หายไป 4 เกม นั่นหมายถึงค่าเสียโอกาสจากรายได้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบัตรผ่าน ค่าของที่ระลึก แถมยังต้องจ้างนักเตะเป็นอีก อันนี้คือผลกระทบที่เห็นภาพอยู่เหมือนกัน มันก็มีทั้งแง่ดี แง่ร้ายที่เราต้องคอยดูผลลัพธ์หลังผ่านฤดูกาล 2019 ไป”

“ส่วนโควต้าอาเซียนที่เราจะได้เห็นกันแบบเต็มรูปแบบในปี 2019 พี่มองว่าในแง่การตลาด คงเป็นเรื่องยากที่จะมีชาติในอาเซียนมาซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลไทยลีก หรือถ้ามีโอกาสก็ต้องเป็นชาติที่มีประชากรของเขาอยู่ในบ้านเราเยอะอย่าง เมียนมา, กัมพูชา หรือลาว แต่ถ้าจะไปหวังให้ เวียดนาม, อินโดนีเซีย สิงคโปร์ หรือมาเลเซีย มาซื้อลิขสิทธิ์บ้านเราอันนี้คิดภาพไม่ออกจริงๆ เพราะยังไงชาติเหล่านี้ไม่มีทางมาอินกับไทยลีกอยู่แล้ว พวกเขามีฐานแฟนบอลในลีกของตัวเองเยอะมากๆ ปริมาณไม่ใช่คำตอบเสมอไป ลองเปรียบเทียบเคสของ ชนาธิป ในเจลีก เราไม่เห็นจำเป็นต้องส่งคนไทยไปเล่นเป็นสิบ – ยี่สิบคนเลยในเมื่อคนๆ เดียวมีคุณภาพ คนไทยก็ดู ลอง ชนาธิป ไม่ได้เล่นสิ  ผมว่าคนไทยก็ไม่ดูหรอก สิ่งสำคัญก็คือไปแล้วได้เล่นจริงๆ และสามารถที่จะสร้างมูลค่าได้ คล้ายๆ กับ อ่อง ธู คนเดียวก็ทำตลาดกับชาวเมียนมาได้”

“แมน โกสินทร์” กับฉายา Mr.Exclusive

“พี่ว่าคงไม่มีนักข่าวคนไหนจะโทรไปพูดคุยกับแหล่งข่าวเป็นชั่วโมง สองชั่วโมงนะ (หัวเราะ) คืออย่างที่บอกแหละว่าพี่เริ่มจากความอยากที่จะรู้ สนใจจริงๆ เราคงไม่สามารถจะไปเคลมตัวเองได้ว่าเราคือ Mr.Exclusive ตัวจริง คำๆ นี้ มันเกิดขึ้นจากคนที่เสพงานเรา ติดตามการนำเสนอของเรามากกว่า แต่ถ้าถามพี่จริงๆ พี่ว่าตัวเองยังไม่ขนาดนั้นหรอกครับ ยังมีพี่ๆ น้องๆ อีกหลายคนที่ Exclusive กว่าเรามากๆ คือที่ทำไปทุกวันนี้ได้ได้สนใจเลยนะว่าจะต้องเป็น Mr.Exclusive อย่างที่หลายๆ คนเรียกรึเปล่า เราแค่ขอทำงานให้ตัวเราสนุก ให้คนอ่านสนุกก่อน แค่นั้นพี่ก็มีความสุขแล้ว”

“พี่เริ่มต้นจากการเขียนคอลัมน์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวของตัวเองนี่แหละ ตอนนั้นยังไม่ได้มีใคร ไม่มีเว็บไหนมาจ้างเลย พอเราเริ่มเขียน ก็เริ่มมีฟีดแบคจากคนอ่านพูดถึงว่า งานเขียนของเรามันแตกต่าง มันลึกกว่าที่เขาเคยอ่านจากที่อื่น เหมือนกันได้นั่งพูดคุยกับโค้ชเอง บางทีก็เป็นเรื่องของคำถามที่เรากล้าถาม ซึ่งมันก็ไปตรงใจกับผู้อ่านอีกนั่นแหละ อย่างเรื่องของคุณพ่อชนาธิป คุณพ่อธีรศิลป์ หรือเรื่อง ธีราทร จะไปเจลีก แต่ที่ทำให้ทุกคนยอมรับเราก็คงจะเป็นคอลัมน์ “ถามตอบบอลไทย” ตรงนั้นจะเป็นจุดที่ทำให้คนมาติดตามงานฟุตบอลไทยเราเยอะเลย กลายเป็นคาแรกเตอร์ติดตัวเราไป”

และทั้งหมดนี้คือบทสรุปที่สะท้อนถึงวิธีการทำงาน และมุมมองต่อวงการลูกหนังบ้านเราของชายที่ได้รับสมญานามเป็น Mr.Exclusive แห่งไทยลีกอย่าง “แมน โกสินทร์” ตลอดการพูดคุยกันร่วมชั่วโมง เชื่อได้ว่าหลายๆ คน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ แฟนบอลไทย หรือคนที่คิดอยากจะก้าวขาเข้ามาเป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนฟุตบอลไทยว่า บางครั้ง การทุ่มเทแรงกาย แรงใจให้กับสิ่งที่เรารักอย่าง “ฟุตบอล” ก็อาจจะออกดอกออกผล และทำให้เป็นที่ยอมรับในวงการด้วยฝีไม้ลายมือ และคุณภาพของงานอย่างแท้จริง…

“บก.เก้น”

ทีมชาติไทย

ดูบอลสดฟรี ไม่มีสะดุด ลูกค้าทรูมูฟ เอช รับเน็ต 2GB ดูทรูไอดีฟรี เปิดทรูไอดีทุกวันรับฟรีทุกวัน ตั้งแต่วันนี้ – 31 ม.ค.61  คลิกเลย

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports

รอเปิดตัว! การท่าเรือ ปิดดีลดึงตัว สรรเสริญ คาดค่าตัว 5 ล้าน

การท่าเรือ เอฟซี เตรียมทุ่มเงินซื้อตัว สรรเสริญ ลิ้มวัฒนะ กองกลางเท้าชั่งทองจาก ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด คาดว่าค่าตัวอยู่ที่ 5 ล้านบาท

สรรเสริญ ลิ้มวัฒนะ

“เจ้าโก้” ย้ายจากบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซบ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ตั้งแต่ปี 2016 แต่ไม่สามารถสอดแทรกเป็นตัวจริงได้ ถูกปล่อยยืม อุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด และสุโขทัย ในฤดูกาลที่ผ่านมา

ซึ่ง สรรเสริญ กลับมาเรียกฟอร์มเก่งกับสุโขทัย ได้อีกครั้ง ด้วยการลงสนาม 28 นัด ยิง 2 จ่ายอีก 2 ครั้ง ทำให้ การท่าเรือ ให้ความสนใจกองกลางรายนี้

ล่าสุดมีรายงานออกว่า “สิงห์เจ้าท่า” ตกลงดึงตัว สรรเสริญ เข้าร่วมทีมเรียบร้อยแล้วด้วยค่าตัว 5 ล้านบาท

 

ดูบอลสดฟรี ไม่มีสะดุด ลูกค้าทรูมูฟ เอช รับเน็ต 2GB ดูทรูไอดีฟรี เปิดทรูไอดีทุกวันรับฟรีทุกวัน ตั้งแต่วันนี้ – 30 พ.ย.61  คลิกเลย

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports

EXCLUSIVE : "ไมเคิ่ล ฟาลเคสการ์ด" นายด่านผู้ยกระดับแนวรับ "ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด" ... by "บก.เก้น"

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่าง เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 ท่ามกลางเหล่าสตาร์ในอาเซียนที่ตบเท้าเข้ามาร่วมฟาดแข้งรายการนี้กันอย่างคับคั่ง โดยเฉพาะนักเตะจากลีกที่ว่ากันว่าดีที่สุดในภูมิภาคนี้อย่าง ไทยลีก ที่เปรียบเสมือนแหล่งสะสมนักเตะระดับท็อปของชาติต่างๆ ในแถบนี้ แน่นอน หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของนายทวารเจ้าของความสูงถึง 191 เซนติเมตรของทัพ “แข้งเทพ” ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด และ “ดิ อัซกาล” หรือทีมชาติฟิลิปปินส์ อย่างแน่นอน

“ไมเคิ่ล ฟาลเคสการ์ด”

 

 

ปีแรกที่ไม่ธรรมดาของ ไมเคิ่ล ฟาลเคสการ์ด ?

นายด่านทีมชาติฟิลิปปินส์รายนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ที่ทาง ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด หมายมั่นปั้นมือที่จะดึงเพื่อเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาในแนวรับของทีมที่เป็นปัญหามาหลายซีซั่น จนอาจจะส่งผลกระทบต่อโทรฟี่แชมป์

แม้เจ้าตัวอาจจะออกสตาร์ทได้ไม่ค่อยสวยงามนัก เปรียบเสมือนเส้นทางชีวิตคนเราที่ย่อมต้องพบเจอทางขรุขระบ้าง แต่ผู้รักษาประตูมือหนึ่งของ “แข้งเทพ” รายนี้ ก็สามารถปรับตัว และเรียกความมั่นใจได้เร็วทันควัน ก่อนจะพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นว่า เขามาเพื่อยกระดับทีมหลังช่วยลดจำนวนประตูที่ทีมเสียไปมากกว่า 20 ประตู หากเทียบกับฤดูกาลที่ผ่านมา ถือเป็นคำตอบชัดเจนว่า เขานี่แหละ คืออีกหนึ่งคีย์แมนสำคัญในแนวรับของทีมเลยก็ว่าได้

“สำหรับผม ปีแรกกับการเดินทางมาเล่นในไทยลีกถือเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมครับ เรา (ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด) จบด้วยตำแหน่งรองแชมป์ และสามารถผ่านเข้าไปเล่นในรอบคัดเลือกของ เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก”

“ทุกๆ วันของผมในไทยลีกคือการพัฒนาตัวเอง คือการเรียนรู้ ถ้าถามผมว่าพอใจกับผลงาน และฟอร์มการเล่นของตัวเองมั๊ย ผมพอใจนะกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ยังไม่ใช่ที่สุด เพราะผมอยากพาทีมไปอยู่ในจุดที่สูงกว่านี้ นั่นคือการคว้าโทรฟี่แชมป์ ผมอยากจะพาทีมเก็บชัยชนะให้ได้มากกว่านี้ ลดความผิดพลาด และเสียประตูให้น้อยกว่านี้ เพื่อลดช่องว่างระหว่างเรา (ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด) กับ บุรีรัมย์ นั่นคือสิ่งที่ผมต้องทำการบ้านอย่างหนักเพื่อพาทีมประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ในฤดูกาลหน้า”

ด้วยประสบการณ์การเล่นฟุตบอลอาชีพในเดนมาร์ก รวมถึงเคยผ่านการติดธงรับใช้ทัพ “โคนม” มาเกือบทุกรุ่นในระดับเยาวชน ฟาลเคสการ์ด ใช้จุดแข็งตรงนั้นเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับเกมรับของ “แข้งเทพ” ที่ต้องยอมรับว่าเป็นจุดอ่อนมาโดยตลอด จาก 57 ประตูที่ทีมเสียไปในฤดูกาล 2017 มาวันนี้ นายด่านลูกครึ่งเดนมาร์ก-ฟิลิปปินส์ พาต้นสังกัดเสียประตูน้อยลงถึง 21 ประตู (ในลีก) ตอบแทนความไว้วางใจทั้งจากกุนซือผู้นิยมเกมรุกเป็นชีวิตจิตใจอย่าง มาโน่ โพลกิ้ง

การเข้ามาของคุณ ทำให้ทีมเสียประตูน้อยลงถึง 21 ลูก คุณคือจิ๊กซอว์ที่มาเติมเต็มเกมรับของทีม ?

“ผมดีใจมากๆ ที่ได้ยิน ได้เห็นฟีดแบคดีๆ หลังจากก้าวเข้ามาสู่สโมสรแห่งนี้ หลายๆ คนยกเครดิตว่าผมเข้ามาช่วยให้ทีมเสียประตูน้อยลง แต่จริงๆ แล้ว ผลงานเกมรับที่ดีขึ้นในฤดูกาลนี้มันไม่ได้เกิดขึ้นจากผมคนเดียว แต่มันคือการทำงานกันเป็นทีม โดยเฉพาะแนวรับ”

“ผมหวังว่าเพื่อนๆ แนวรับทุกคน รวมถึงตัวผมเองจะสามารถรักษามาตรฐานการเล่นของตัวเอง และทำผลงานให้ดีขึ้นกว่าเดิม จริงอยู่ที่เราอาจจะใช้เวลากันสักพักในการปรับจูนการสื่อสาร และความเข้าใจ แต่ถ้าสังเกตจะเห็นได้ว่า หลังจากเกมที่เราบุกไปเอาชนะ การท่าเรือ (0-3) ทุกอย่างดูลงตัวขึ้น จนเราสามารถรักษาคลีนชีตได้ถึง 4 จาก 5 นัดต่อมาในลีก”

“ผมเองถูกเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากแฟนบอลเยอะมาก ผมถูกตั้งคำถามมากมาย โดยเฉพาะในช่วงแรกของฤดูกาล ผมเสียประตูทุกนัดที่ลงสนาม (7 นัดแรกที่ ไมเคิ่ล ลงเฝ้าเสา ทรู แบงค็อกฯ เสียไป 13 ประตู) มันคือช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่โชคดีที่ผมเองมีกำลังใจที่ยอดเยี่ยม ทุกคนในทีมไม่เคยทิ้งผม แฟนบอลของทีมยังหนุนหลังผม ปัจจัยเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้สำคัญมากๆ ในการที่นักฟุตบอลสักคนจะเรียกความมั่นใจกลับคืนมาให้กับตัวเองอีกครั้ง”

“เพื่อนๆ ในแนวรับอย่าง มิก้า (มิก้า ชูนวลศรี), เอเวอร์ตัน หรือ ทอม (มานูเอล ทอม เบียห์ร) ล้วนแต่มีส่วนช่วยให้ผมเรียกความมั่นใจกลับคืนมา พวกเขาทำงานกันหนักทั้งในสนาม และการฝึกซ้อม การกระตุ้น ความเชื่อมั่นที่มีให้ต่อกัน คือที่มาของการเสียประตูที่น้อยลง”

ขอบคุณภาพ : True Bangkok United

“การเสียประตูน้อยลง หรือการรักษาคลีนชีตอาจจะไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกสิ่ง แต่มันก็คงจะดีถ้าอย่างน้อยผมสามารถช่วยให้ทีมเสียประตูน้อยลงในปีหน้า เพื่อที่ทุกคนจะได้โฟกัสกับเกมรุกได้อย่างเต็มที่ และเติมเต็มด้วยโทรฟี่แชมป์ ผมว่าคุณคงเคยได้ยินคำว่า เกมรุกจะทำให้คุณชนะ แต่เกมรับจะทำให้คุณเป็นแชมป์ ผมว่าคำนี้ๆ จริงแท้ที่สุด มันคือความจริง และเราจะทำให้มันเป็นจริงให้ได้”

“แม้ว่าฤดูกาลนี้เพิ่งจะจบลง แต่ตัวผมเอง รวมถึงเพื่อนร่วมทีมคงไม่หยุดที่จะเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับ ไทยลีก 2019 ผมมั่นใจว่า ด้วยทีมเวิร์คอันยอดเยี่ยม บวกกับทัศนคติฟุตบอล และความเป็นมืออาชีพของทุกๆ คนใน ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด เอาตรงๆ ผมคิดว่าเรามีโอกาสไปถึงตำแหน่งแชมป์ได้นะ”

ขอบคุณภาพ : True Bangkok United

“การสื่อสาร” ปัญหาโลกแตกของแนวรับ

แม้ว่า ฟาลเคสการ์ด จะสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี แต่อย่าลืมว่าวงการลูกหนังบ้านเรานั้นล้วนแต่อุดมไปด้วยนักเตะหลากหลายเชื้อชาติ บางคนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ บางทีมเลือกใช้ภาษาไทยเป็นหัวใจหลักในการสื่อสารเท่านั้น จนส่งผลต่อผลงานโดยรวมของแนวรับทีมนั้น แต่ประเด็นนี้ นายด่านรายนี้เผยว่า ไม่ใช่ปัญหา หรือข้ออ้างในการปรับตัวกับต้นสังกัดใหม่อย่าง ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด แต่อย่างใด

“ผมโชคดีที่มีเพื่อนร่วมทีมดีๆ ที่คอยช่วยเหลือผมในการปรับตัว โดยเฉพาะเพื่อนๆ ที่เล่นแนวรับด้วยกันอย่าง มิก้า (มิก้า ชูนวลศรี) เขาคือลีดเดอร์ของทีมเลยก็ว่าได้ (หัวเราะ) มิก้า คล้ายๆ กับผู้นำที่คอยสั่งการ กระตุ้น และบัญชาการเกมรับร่วมกับ เอเวอร์ตัน อยู่ตลอดเวลา ยามที่ทุกคนตื่นตัวในสนาม ผมเองก็พลอยรู้สึกแบบนั้นไปด้วย แน่นอนว่าผมเองพยายามที่จะเรียนรู้ภาษาไทยเพิ่มเติมเพื่อใช้ในสนามด้วยเช่นกัน ผมไม่อยากให้ตัวเองมีข้อจำกัดอะไร เพราะผมมองว่าฟุตบอลเป็นภาษาสากลอยู่แล้ว ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน คุณต้องเข้าใจ และปรับตัวกับมันได้ ฉะนั้นจุดนี้คงไม่ใช่ปัญหาสำหรับผมแต่อย่างใด”

เรียนรู้อะไรจาก “มาโน่ โพลกิ้ง”

“สิ่งที่ผมเรียนรู้จาก มาโน่ ตลอดฤดูกาลแรกในไทยลีกก็คือ เขาเป็นโค้ชที่เข้ามาปฏิวัติแทคติก และรูปแบบการเล่นในไทย มาโน่ มีแทคติกที่เยอะมากๆ แต่วิธีที่ชัดเจนที่สุดคือ การเซตบอลเพื่อขึ้นเกมรุกตั้งแต่พื้นที่หน้าปากประตู นั่นคือเริ่มตั้งแต่ตัวผมเลย นั่นคือความแตกต่างของ มาโน่ กับโค้ชคนอื่นๆ ในไทย ทุกๆ คนจะเห็นว่าเราผ่านบอลกันเยอะมาก เพื่อสร้างสรรค์โอกาสในแต่ละครั้ง ซึ่งมันเป็นอะไรที่ค่อนข้างละเอียด และต้องอาศัยความเข้าใจแทคติกจริงๆ เราไม่ได้เล่นรูปแบบวางบอลยาวไปที่หน้าปากประตูเพื่อฝากความหวังไว้ที่ใครสักคนในการจบสกอร์”

“มาโน่ มีความสามารถในการดึงศักยภาพแฝงที่อยู่ในตัวของแต่ละคนให้ออกมา พร้อมกับเติมเต็มทุกคนด้วยพลังงานดีๆ ผมเองแฮปปี้ที่ได้ร่วมงานกับเขา และมีความสุขกับแทคติกที่ มาโน่ เลือกใช้ เขาคือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ผมตัดสินใจย้ายมาอยู่กับ ทรู แบงค็อกฯ”

ขอบคุณภาพ : True Bangkok United

ทีมชาติฟิลิปปินส์ กับสองรายการใหญ่ทั้ง ซูซูกิ คัพ และเอเชียน คัพ

“ซูซูกิ คัพ เป็นรายการที่เรา (ทีมชาติฟิลิปปินส์) ตั้งความหวังไว้สูง แม้เรารู้ว่าต้องเจอทีมแกร่งอย่าง ไทย ก็ตาม แต่ผมมองว่านักเตะฟิลิปปินส์หลายๆ คนก็มีประสบการณ์ในการเจอกับนักเตะไทยมาแล้ว การเล่นที่รัดกุม และเล่นตามแทคติกที่โค้ชวางไว้ หัวใจที่กล้าหาญในสนาม รวมถึงความมุ่งมั่นจะทำให้ ฟิลิปปินส์ ลงตัว และดีพอที่จะไปถึงเป้าหมายสูงสุดนั่นคือการคว้าแชมป์ในรายการนี้ และมันคงจะดีเอามากๆ ถ้าเราสามารถเอาชนะทีมชาติไทยได้ (หัวเราะ) ผมรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็คงไม่ยากจนเกินไปถ้าเราเต็มที่กับมัน”

“ทีมชาติไทยคือทีมที่ดีที่สุดในรายการนี้อย่างไม่ต้องสงสัย พวกเขาเต็มไปด้วยนักเตะระดับคุณภาพจากลีกที่ดีที่สุดในอาเซียน แต่ในโลกของฟุตบอล ทุกอย่างเกิดขึ้นได้เสมอ บางทีในเกมที่ต้องเจอกัน มันอาจจะเป็นวันที่ดีของเรา (ฟิลิปปินส์) และอาจจะเป็นวันที่ย่ำแย่ของพวกเขา (ไทย) ก็เป็นได้ ไม่มีใครเก่งไปตลอดกาล คุณลองดูทีมอย่าง บาร์เซโลน่า หรือ เรอัล มาดริด แม้พวกเขาจะมีสตาร์อยู่เต็มทีม แต่ก็ใช่ว่าพวกเขาจะแพ้ไม่เป็น ผมมองว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ใน ซูซูกิ คัพ เพราะทุกทีมมีมาตรฐานที่ไม่ห่างกันมากนัก”

“ทุกคนรู้ว่า ไทย ชุดนี้มีนักเตะจาก ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด อยู่หลายคน ผมยังแอบคิดนะ ถ้าผมสามารถพา ฟิลิปปินส์ คว้าแชมป์ได้ ผมเองก็คงไม่หยุดที่จะพูดแซวถึงเรื่องนี้ในทุกๆ วันที่เจอกับพวกเขาช่วงปรีซีซั่นแน่ๆ (หัวเราะ)”

“ส่วนอีกรายการต่อเนื่องอย่าง เอเชียน คัพ 2019 ผมคิดว่าผลงานของ ฟิลิปปินส์ ใน ซูซูกิ คัพ จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เราสร้างเซอร์ไพรส์ที่ ยูเออี (สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์) ได้ แม้ว่าเราจะอยู่ในกลุ่มที่ค่อนข้างหนักมากๆ เรามีทั้ง จีน ที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นทีมระดับท็อปของเอเชีย รวมถึงขาประจำฟุตบอลโลกอย่าง เกาหลีใต้ แต่เรายังมีหวังผ่านเข้าสู่รอบต่อไปเพราะทีมที่จบอันดับที่สามยังมีโอกาสอีกถึงสี่ทีม”

“บางทีฟุตบอลมันก็ไม่สามารถคาดเดาอะไรได้มาก ฟุตบอลมีทั้งวันที่ดี และย่ำแย่ แต่ ฟิลิปปินส์ จะพยายามพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า เราเองก็มีดีพอ และพร้อมจะทำให้แฟนบอลทุกคนมีความสุขไปกับการลงเล่นกับทีมที่เต็มไปด้วยคุณภาพ เอเชียน คัพ คือโอกาสที่ดีที่จะทำให้ทุกคนได้รู้จักทีมชาติฟิลิปปินส์ มากขึ้นกว่าที่รู้จักแค่ทีมบาสเกตบอล ซึ่งเป็นกีฬาอันดับ 1 ของเรา”

พลังใจจากแฟนบอลชาวไทย

“เป็นอะไรที่มหัศจรรย์เอามากๆ แฟนบอลชาวไทยมีแพสชั่น มีความอินกับเกมในสนามเต็มเปี่ยม และที่สำคัญ พวกเขาไม่เคยทอดทิ้งทีม จะแพ้ หรือชนะ เขาก็ยังอยู่เคียงข้างทีมเสมอ ผมมีความสุขมากๆ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง และลงเล่นให้กับ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ครับ”

ไม่น่าเชื่อจากคนที่ถูกมองเป็นเป้าโจมตีถึงการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด หลายคนสบประมาท และปรามาสว่า ฟาลเคสการ์ด คือความล้มเหลวในการเสริมทัพของ “แข้งเทพ” จะสามารถพัฒนาตัวเอง พร้อมเก็บเอาคำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นมาเป็นแรงผลักดันจนทำให้ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ขยับเข้าใกล้โทรฟี่แชมป์ขึ้นมาอีกก้าว

ด้วยการเสริมทัพอย่างหนักหน่วง นักเตะระดับสตาร์อย่าง ทริสตอง โด, พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา, ดาวดวงใหม่แห่งวงการลูกหนังไทยอย่าง อานนท์ อมรเลิศศํกดิ์ หรือจะเป็นหัวหอกจอมถล่มประตูอย่าง เนลสัน โบนีญ่า นี่ยังไม่นับแข้งตัวหลักที่ยังอยู่กันครบ ไม่แน่ว่า บางที ฟาลเคสการ์ด อาจจะทำฝันของแฟนๆ “แข้งเทพ” ให้เป็นจริง ด้วยการพาทีมผงาดคว้าโทรฟี่แชมป์ไทยลีก 2019 ดั่งที่เจ้าตัวตั้งใจเอาไว้ ส่วนความเป้าหมายกับทีมชาติฟิลิปปินส์ของเจ้าตัวนั้น ผมขอยกให้เป็นของทีมชาติไทยละกันนะครับ ไมเคิ่ล (ฮา)

หมุนนาฬิกานับถอยหลังรอ ไทยลีก 2019 ได้เลยครับ ระอุแน่…

“บก.เก้น”

ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด

ดูบอลสดฟรี ไม่มีสะดุด ลูกค้าทรูมูฟ เอช รับเน็ต 2GB ดูทรูไอดีฟรี เปิดทรูไอดีทุกวันรับฟรีทุกวัน ตั้งแต่วันนี้ – 30 พ.ย.61  คลิกเลย

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports

TRUE TALK : "อเล็กซานเดร กาม่า" ชายผู้เดินเข้ามา และก้าวออกจาก "สิงห์ เชียงรายฯ" อย่างสง่างาม ... by "บก.เก้น"

สมัยที่ผมยังเป็นเด็กๆ ด้วยความที่ฟุตบอลบ้านเรายังไม่ได้มีความเป็นมืออาชีพเทียบเท่าปัจจุบัน ความสนใจของเด็กชายนิติพงษ์ ณ ยุคสมัยนั้นจึงพุ่งไปที่ฟุตบอลต่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

 

สตาร์ซอคเกอร์รายวัน และรายสัปดาห์เล่มแล้วเล่มเล่า ไกด์บุ๊คลูกหนังทุกลีกทั่วยุโรปทุกซีซั่น ล้วนแต่หล่อหลอมให้ผมได้สัมผัสกับความยิ่งใหญ่ของบุคคลที่สื่อบ้านเราเรียกว่า “กุนซือ” หรือ “ขงเบ้งลูกหนัง” จะด้วยคำว่าอะไรก็แล้วแต่ สุดท้ายผมได้เรียนรู้แนวคิด และความสำเร็จของบุคคลเหล่านี้จนหลายๆ คนถูกยกจากแฟนบอลให้อยู่ในระนาบเดียวกับเทพเจ้า ไล่มาตั้งแต่ บิลล์ แชงก์ลีย์, บ็อบ เพสลีย์, “คิง เคนนี่” เคนนี่ ดัลกลิช มาจนถึง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เรียกได้ว่าสุดยอดกุนซือในดวงใจผมส่วนใหญ่ยังคงวนเวียนอยู่บนผืนแผ่นดินเกาะอังกฤษ

แต่ด้วยความยิ่งใหญ่ สไตล์การเล่นที่ดูสวยงาม และมีชั้นเชิงแบบ “บราซิเลี่ยน” จริงๆ (ไม่เหมือนแซมบ้าที่เขาว่ากลายพันธ์ุเป็นลูกครึ่งยุโรปสมัยนี้) บวกกับในยุคนั้น (หลังปี 1994) บราซิล ยังคงเป็นทีมที่ถูกยกให้เป็นมหาอำนาจลูกหนังจริงๆ จึงทำให้ผมค่อยๆ หันมาให้ความสนใจเฮดโค้ชสายพันธุ์แซมบ้าที่ผมเองเชื่อว่าน่าจะมีดีไม่น้อยไปกว่านักเตะที่เปรียบเสมือนสินค้าส่งออกดีเด่นไม่ด้อยไปกว่าเมล็ดกาแฟ

วันเวลาผ่านไป เด็กชายนิติพงษ์ จากเชียงใหม่ ได้ร่ำเรียนจนก้าวเข้ามาสู่วงการสื่อกีฬา (พร้อมกับน้ำหนักตัวที่มากขึ้น ฮา) แน่นอน ฟุตบอล ยังเป็นกีฬาเบอร์หนึ่งในใจผมไม่เปลี่ยน ความเป็นมืออาชีพที่มากขึ้นของวงการลูกหนังบ้านเรา จึงทำให้ผมมิอาจละทิ้งความสนใจฟุตบอลไทยไปได้ และสิ่งที่ผมเริ่มเห็นมากขึ้นๆ เรื่อยๆ นั่นคือ สโมสรฟุตบอลในไทยส่วนใหญ่มักเรียกใช้บริการทั้งนักเตะ และกุนซือจากประเทศบราซิล เพราะด้วยองค์ประกอบหลายๆ อย่าง ทั้งลักษณะนิสัย ความสนุกสนาม สภาพอากาศ ความคลั่งไคล้ และความเข้าใจในศาสตร์ฟุตบอล บวกกับเครดิตการเป็นชาติที่ได้รับการยกย่องว่ารู้จักฟุตบอลได้ดีกว่าใครในโลก นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมหลายๆ ทีมทั้งในไทย และเอเชีย ถึงยอมรับ บราซิล มากกว่าชาติอื่นๆ

โชเซ่ อัลเวส “บอร์จีส” (ยาสูบ), รอยเตอร์ โมไรร่า (ศรีสะเกษ เอฟซี), สเตฟาโน่ คูกูร่า “เตโก้” (เชียงรายฯ), มาโน่ โพลกิ้ง (ทรู แบงค็อกฯ) จนกระทั่งการก้าวเข้ามาของ อเล็กซานเดร กาม่า …

ผลงาน 8 โทรฟี่แชมป์กับทีมที่ดีที่สุดในประเทศ และรอคอยความสำเร็จไม่ได้อย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในช่วงเวลาแค่ 3 ปี ถือเป็น “ปรากฎการณ์” ที่เขย่าวงการลูกหนังบ้านเราให้หันมามองว่า มันสมองของ กาม่า มันเด็ดดวงแค่ไหน จนหลายคนต้องยอมลงทุนเสาะหาข้อมูลว่า เขาเป็นใคร มาจากไหน ใยถึงเด็ดดวงเพียงนี้

แชมป์ไทยลีก 2 สมัย (2014, 2015)
แชมป์เอฟเอ คัพ 1 ครั้ง (2015)
แชมป์ลีกคัพ 1 หน (2015)
แชมป์ถ้วยพระราชทานประเภท ก. 2 สมัย (2015, 2016)
โตโยต้า พรีเมียร์ คัพ 1 ครั้ง (2016) และแม่โขง คลับ แชมเปี้ยนชิพ อีก 1 สมัย (2015)

นี่คือทำเนียบความสำเร็จที่ กาม่า ได้เนรมิตให้กับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซึ่งต้องยอมรับว่า เจ้าตัวนี่แหละคือคีย์แมนคนสำคัญที่ปลูกฝังดีเอ็นเอความเป็นผู้ชนะ และทีมที่กระหายความสำเร็จให้กับ บุรีรัมย์ จนทีมสามารถต่อยอดความยิ่งใหญ่มาจนถึงทุกวันนี้

แต่ด้วยความที่เจ้าตัวเป็นกุนซือที่ไม่ได้พูดพร่ำเพื่อ และอาศัยผลงานในสนามคอยตอบกับสื่อมากกว่าปาก จึงทำให้เฮดโค้ชบราซิเลี่ยนรายนี้ไม่ได้ถูกยกย่องถึงความสามารถเท่าที่ควร จนกระทั่งชีพจรลงเท้าพา กาม่า ไปยังดินแดนสามเหลี่ยมทองคำเหนือสุดแดนสยาม ณ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ที่เปิดประตูต้อนรับการก้าวเข้ามาของชายวัย 50 ปีรายนี้อย่างยิ่งใหญ่

แน่นอน หลายคนทั้งคนที่ทำงานในวงการสื่อกีฬา หรือแม้แต่แฟนบอลเชียงรายเองก็คงมีคำถามว่า ลำพังแค่ความสามารถของชายใจดีคนนี้ จะเข้ามาเปลี่ยนแปลง หรือพลิกโฉม สิงห์ เชียงรายฯ ให้เข้าใกล้ถ้วยแชมป์มากขึ้นได้อย่างไร เพราะต้องยอมรับตรงๆ ว่าคุณภาพทีมของ “กว่างโซ้งมหาภัย” นั้นไม่ได้เทียบเท่ากับอดีตทีมเก่าที่มีพร้อมทุกอย่าง อย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

แต่ “เพชร” อยู่ที่ไหนก็ย่อมเป็น “เพชร” อยู่วันยังค่ำ อเล็กซานเดร กาม่า ไม่รีรอที่จะมอบความไว้วางใจให้กับคนรอบกาย ด้วยการอิมพอร์ตทีมงานคู่บารมีมาทำงานด้วยกันที่ เชียงราย พร้อมกับให้เหตุผลว่า ทีมงานสต๊าฟชุดนี้ได้ร่วมงานกันมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน และสามารถร่วมกันคว้าแชมป์มาแล้วหลายรายการ ซึ่งตัวเขาเองหวังว่าความสำเร็จเหล่านั้นจะเกิดขึ้นที่ เชียงราย อีกครั้งแน่นอน

20 ธันวาคม 2559 คือวันที่สื่อระดับแถวหน้าทั่วไทย ต่างพากันประโคมข่าว กาม่า เปิดตัวกับยอดทีมแดนล้านนา โดยมีการชูผ้าพันคอร่วมกับ “บิ๊กฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช ประธานสโมสรคนหนุ่มไฟแรง…

สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ในยุคของ กาม่า เริ่มต้นฤดูกาล 2017 ได้อย่างร้อนแรง ด้วยนักเตะเซ็ตใหม่ที่เสริมทัพเข้ามาไล่มาตั้งแต่ ฉัตรชัย บุตรพรม, แนวรับจอมเติมอย่าง สุริยา สิงห์มุ้ย, นักเตะค่าตัวแพงที่สุดในไทยลีกอย่าง ธนบูรณ์ เกษารัตน์, แข้งดาวรุ่งเจ้าของฉายา “ซ้ายสั่งตาย” ศิวกรณ์ เตียตระกูล, ฮาร์ดแมนที่วิ่งไม่มีหมดอย่าง  พิธิวัต สุขจิตธรรมกุล เช่นเดียวกับสองดาวเตะตัวกลั่นของ พัทยา ยูไนเต็ด ทั้ง ปฐมพล เจริญรัตนาภิรมย์ ชินภัทร ลีเอาะ รวมถึงแข้งบราซิเลี่ยนอย่าง วานเดอร์ หลุยส์, เอเวอร์ตัน, เฟลิเป้ อเซเวโด้ และราฟาเอล โคเอลโญ่

เมื่อรวมกับนักเตะที่มีอยู่อย่าง ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์, ทศวรรษ ลิ้มวรรณเสถียร และปิยพล ผานิชกุล แน่นอน นี่คือการพลิกโฉมครั้งยิ่งใหญ่ที่ “บิ๊กฮั่น” ต้องการให้ กาม่า เข้ามาสวมบทเชฟใหญ่เพื่อหยิบจับปรับแต่งปรุงวัตถุดิบชั้นเลิศเหล่านี้ให้ออกมาเป็นโทรฟี่แชมป์จานอร่อยในบั้นปลาย

ชัยชนะ 6 พร้อมกับสถิติไร้พ่ายจาก 7 เกมแรก เพียงพอที่จะทำให้ “กว่างโซ้งฯ” ตัวนี้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำบนบัลลังก์ไทยลีก 2017 ได้ชนิดที่ช็อกแฟนบอลทั้งประเทศ รวมถึงแฟนบอลเชียงรายเองที่ยับแทบไม่อยากจะเชื่อว่าพวกเขาจะยกระดับตัวเองจากทีมกลางตาราง สู่การเป็นทีมที่ลุ้นแชมป์เต็มตัว ทีมที่ถูกหลายๆ คนปรามาสว่าไม่มีสตาร์คนไหนอยากจะย้ายไปร่วมทีมเนื่องจากอยู่ไกล กลับอุดมไปด้วยนักเตะระดับทีมชาติไทยหลายต่อหลายคน

ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปทั้งใน และนอกสนาม…

แต่ด้วยการขับเคี่ยวที่เต็มไปด้วยความดุเดือด และสูสี ทุกคนรู้ดีว่าในบ้านเรามีมากกว่า 5 ทีมที่มีศักยภาพในการลุ้นโทรฟี่แชมป์ แม้ปีแรกของ กาม่า กับ เชียงราย จะไม่สามารถจบลงด้วยการคว้าแชมป์ลีกอย่างที่แฟนบอลคาดหวังได้ แต่ผลงาน 60 คะแนนจาก 34 นัด จบด้วยอันดับที่ 4 ของตาราง ก็เพียงพอที่จะเป็นผลงานที่ดีที่สุดของสโมสรนับตั้งแต่ก่อตั้งมา (ปี 2009) แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ชายผมสีดอกเลารายนี้สามารถเสกบันดาลไว้ให้กับแฟนบอลเชียงรายได้นั้นก็คือ โทรฟี่แชมป์ฟุตบอลถ้วยอย่าง “ช้าง เอฟเอ คัพ 2017” พร้อมกับตั๋วไปเล่นรอบเพลย์ออฟในรายการที่ใหญ่ที่สุดของเอเชียอย่าง เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก !!! ในชุดเหย้าที่ว่ากันว่าสวยที่สุดนับตั้งแต่ทีมเคยผลิตมา

2018

ท่ามกลางข่าวลือหนาหูมากมายถึงการเสริมทัพของ กาม่า และสิงห์ เชียงรายฯ สุดท้าย พวกเขามาลงเอยกับหัวหอกที่ว่ากันว่ายิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในพงศาวดารลูกหนังแดนสยามอย่าง เคลตัน ซิลวา เมื่อบวกกับแข้งต่างชาติเกรดพรีเมี่ยมทั้ง วิคเตอร์ คาร์โดโซ่, อี ยอง แร และตัวเก๋าอย่าง กิลแบร์โต้ มาเชน่า พอบวกลบคูณหารกับการเสียสตาร์ของทีมอย่าง ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ไปชนิดที่ช็อกแฟนบอล รวมถึงการปล่อย เอเวอร์ตัน และวานเดอร์ หลุยส์ ไปให้คู่แข่งลุ้นแชมป์โดยตรงอย่าง ทรู แบงค็อกฯ… สุดท้ายแฟนบอลส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่นในเครดิตของตัว กาม่า ว่า กุนซือรายนี้คงมีแผนอะไรในใจอย่างแน่นอน จึงกล้าปล่อยสามแข้งตัวหลักของทีมออกไปแบบนั้น

สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ประเดิมฤดูกาล 2018 ได้อย่างยอดเยี่ยม หลังโชว์ฟอร์มสมราคาเต็งแชมป์ด้วยการดวลจุดโทษเอาชนะทีมแกร่งอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไปแบบสุดมันส์ 8-7 (ในเวลาเสมอ 2-2) ในศึกออมสิน ไทยแลนด์ แชมเปี้ยนส์ คัพ 2018 ประเดิมโทรฟี่ใบแรกของปี และใบที่สองของ กาม่า ในรั้วเชียงราย เรียกความฮึกเหิมให้กับแฟนบอล “กว่างโซ้งฯ” ได้เป็นอย่างดีก่อนที่จะลงเล่นกับ บาหลี ยูไนเต็ด ที่ สิงห์ สเตเดี้ยม ในอีกสามวันถัดมา

เกมนัดนี้ถือว่าสำคัญมากๆ เนื่องจากเป็นบทพิสูจน์ด่านสำคัญที่ว่า ทำไม สิงห์ เชียงรายฯ ถึงต้องเรียกใช้บริการ กาม่า ที่มีประสบการณ์กับเกมระดับสูงมามากมาย สุดท้าย กาม่า และแข้ง “กว่างโซ้ง” ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง หลังหักด่านยอดทีมจากอินโดนีเซียเข้าไปลุยกับ เซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี ในรอบต่อไปได้สำเร็จ

แม้สุดท้าย สิงห์ เชียงรายฯ จะไม่สามารถฝ่าด่านอรหันต์ที่ เซี่ยงไฮ้ ในศึกเอเอฟซี เพลย์ออฟ รอบที่สามได้ แต่ความพ่ายแพ้เพียงแค่เม็ดเดียวบวกกับรูปเกมที่ต้องบอกเลยว่าสู้ได้ ทำให้ กาม่า เองได้รับเครดิตจากผมงานชิ้นโบว์แดงนี้มากพอสมควรถึงระดับคลาสของทีมในแมตช์นี้ สิงห์ เชียงรายฯ เดินทางกลับบ้านชนิดที่ว่ามีแต่เสียงชื่นชม…

แม้สโมสรจะตกเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วประเทศในช่วงต้นปี สื่อทุกสำนักต่างลงข่าวในทำนองว่า สิงห์ เชียงรายฯ อาจจะไม่มีวันกลับมาผงาดได้ใกล้เคียงในขวบปีแรกที่ กาม่า เข้ามาทำทีม ผลงานของทีมดูดร็อปลง ทีมต้องเสียนักเตะคีย์แมนที่พึ่งจะหายเจ็บอย่าง ธนบูรณ์ เกษารัตน์ ยิ่งเปรียบเสมือนลิ่มที่ตอกเข้ามาตรงกลางใจของแฟนบอลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทุกอย่างดูมืดมน และสั่นคลอน แม้กระทั่งเก้าอี้ของ กาม่า เอง

เสียงโจมตีถึงสไตล์การทำทีมของ กาม่า ที่เน้นผลการแข่งขันมากจนทำให้ เชียงราย ถูกเปรียบเปรยว่าเล่นฟุตบอลได้ชวนง่วง… เกมรุก และการสวนกลับที่อันตรายได้หายไปจากทีมในฤดูกาลนี้ รวมถึงความคงเส้นคงวาที่แกว่งจนเราพบได้ว่า หากไม่นับผลงานในเดือนเมษายน (ชนะติดกัน 4 เกมในลีก) เชียงราย ไม่สามารถรักษาโมเมนตั้มดีๆ ของทีมได้แบบยาวๆ เลย ไม่นับในช่วง 7 นัดสุดท้ายที่ไม่แพ้ใคร แต่ก็เสมอไปถึง 4 แมตช์ด้วยกัน

สิ่งเหล่านี้กลายเป็นหอกที่ย้อนกับมาทิ่มแทง กาม่า ในฐานะผู้รับผิดชอบผลงานโดยตรง และท่ามกลางความคลุมเครือในเรื่องของสัญญาฉบับใหม่ สุดท้ายเราจึงได้บทสรุปว่า นี่จะเป็นฤดูกาลสุดท้ายระหว่าง กาม่า กับ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด

แต่โลกใบนี้ได้บอกกับมนุษย์เราเสมอว่า ไม่มีใครที่จะโชคร้ายไปตลอดกาล เฉกเช่นเดียวกับผลงานของ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด หลังจากที่พวกขาสามารถจบในอันดับที่ 5 ของตาราง พร้อมกับทำสถิติเสียประตูน้อยที่สุดเป็นอันดับที่ 3 ในไทยลีก ขณะที่ผลงานในฟุตบอลถ้วยนั้นก็ยอดเยี่ยมจนหลุดเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศทั้งสองรายการ โดยมีสองทีมยักษ์ใหญ่ และยักษ์หลับอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และบางกอกกล๊าส เอฟซี ยืนจังก้าขวางทางอยู่

นี่ยังไม่รวมผลงานการปลุกผีนักเตะที่โดนปรามาสว่าหมดสภาพไปแล้วทั้ง บิลล์ โรซิมาร์, ธนะศักดิ์ ศรีใส ให้กลับมาเป็นตัวหลักได้ รวมถึงการประคับประคองทีมในช่วงที่แข้งความหวังอันดับ 1 อย่าง เคลตัน ซิลวา ฟอร์มรูดจนต้องย้ายออกจากทีมในฐานะยืมตัว การเสีย ธนบูรณ์ แบบช็อกแฟนบอลอีกหน อาการบาดเจ็บของดาวเตะตัวใหม่อย่าง กิลแบร์โต้ มาเชน่า และจอ โค โค สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้ สิงห์ เชียงรายฯ ในปี 2018 อยู่ในสภาพที่เมาหมัดหลังพิงเชือก แต่ กาม่า ก็ยัง “เอาอยู่”

“ผมอยากให้แฟนบอลเชียงรายทุกคนเข้ามาให้กำลังใจทีม และนักเตะในเกมที่เหลือ และลุ้นแชมป์บอลถ้วยไปด้วยกัน”

หากเป็นคนที่ไร้ซึ่งความเป็นมืออาชีพ คนๆ นั้น ก็อาจจะหลับหูหลับตาทำทีมไปแบบไม่ต้องแคร์สื่อ ไม่ต้องสนใจความรู้สึกของเหล่าซัพพอร์ทเตอร์ที่สนับสนุนทีมด้วยจิตวิญญาณที่บางคนยอมอดมื้อกินมื้อเพียงเพื่อเสื้อฟุตบอลตัวใหม่ของทีมรัก เด็กน้อยหลายคนเลือกที่จะเก็บหอมรอมริบจากเงินค่าขนมอันน้อยนิดเป็นแรมเดือนเพื่อซื้อสตั๊ดลงไปวาดฝันบนผืนฟลอร์หญ้าพร้อมกับหลับตาจินตนาการว่าตัวเองกำลังลงเล่นในฐานะนักเตะของ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด… กาม่า มีสิทธิ์ที่จะตอบโต้สโมสรได้ กาม่า จะทำอะไรก็ได้โดยที่ไม่ต้องไปสนใจฝันของคนที่ตัวเขาจะมองว่าไกลตัวก็ได้…

แต่ กาม่า ไม่ทำแบบนั้น ไม่เคยคิด และไม่มีวันที่จะทำอย่างนั้น

ชายผมสีดอกเลาคนนี้มีความเป็นมืออาชีพเกินกว่าที่ใครจะเข้าใจ
เขาเก็บความน้อยเนื้อต่ำใจ และทุกเสียงวิจารณ์ไว้ในอก พร้อมกับเปลี่ยนมันออกมาเป็นแรงผลักดันเพื่อพาทีมลงสนามในอีกสองเกมสุดท้ายด้วยเป้าหมายเดียวนั่นคือ “ความสำเร็จ”

เพื่อที่เขาจะได้เดินจาก และอำลาแฟนบอล – ทีมที่เปรียบเสมือนบ้านอีกหนึ่งหลังของเขาไปได้อย่างภาคภูมิ…

ไม่ต้องในฐานะคนที่นำความสำเร็จมาสู่ทีมมากที่สุดก็ได้ แต่ขอแค่ในฐานะลูกผู้ชายที่มีหัวใจมอบให้กับ “ฟุตบอล” ก็พอ

ชัยชนะเหนือทีมเงินถุงเงินถังอย่าง บางกอกกล๊าส ในนัดชิงฯ โตโยต้า ลีก คัพ หรือการหักปากกาเซียนด้วยการเฉือนทีมที่ดีที่สุดในประเทศ หรืออาเซียนเลยก็ว่าได้อย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ด้วยรูปเกม และการวางหมากอันชาญฉลาด พิสูจน์ให้แฟนบอลทั้งสยามประเทศได้เห็นว่า กุนซือวัย 50 ปีรายนี้คือหนึ่งในเฮดโค้ชชาวต่างชาติที่ดีที่สุดในวงการลูกหนังบ้านเรา

12 แชมป์ในตู้โชว์ (รวมสองทีม) บวกกับการสร้างประวัติศาสตร์พา สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ผงาดคว้าทริปเปิ้ลแชมป์ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เพียงพอแล้วที่จะทำให้ กาม่า ขึ้นแท่นเทพเจ้าของแฟนบอล “กว่างโซ้งมหาภัย” ได้ไม่ยาก

เชื่อว่าหลายๆ คนก็คงพอจะทราบข่าวที่ว่า เจ้าตัวกำลังเตรียมที่จะก้าวรับบทบาทใหม่ที่ กาม่า ยอมรับเองว่าเป็นอะไรที่ “ท้าทาย” ความสามารถเจ้าตัวสุดๆ

ไม่ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นเช่นไร ไม่มีใครสามารถเข้าไปลบ หรือไปเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ที่ กาม่า วาดเอาไว้ให้กับ สิงห์ เชียงรายฯ ได้ เพราะสิ่งๆ นั้นมันยิ่งใหญ่เหลือเกิน มันคือสามแชมป์ที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่า หยาดเหงื่อ และหยาดน้ำตาที่หลายๆ คนต้องแลกไปกับมัน

บัดนี้ กาม่า ได้ปิดฉากชีวิตในรั้วกว่างโซ้งฯ ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับความสำเร็จที่เชื่อว่าน่าจะเติมเต็มให้แฟนบอลเชียงรายอิ่มเอมใจไปอีกนานแสนนาน ในฐานะทีมฟุตบอลที่อยู่ห่างจากเมืองหลวงเฉียดๆ พันกิโลเมตร แต่ฟุตบอลไม่ใช่บัญญัติไตรยางค์ ฟุตบอลไม่ได้มีกฎเกณฑ์ว่า เชียงราย จะประสบความสำเร็จไม่ได้

สองปีที่ผ่านมา กาม่า คือชายที่เปลี่ยนฝัน และทำให้โลกฟุตบอลของ เชียงราย นั้นเป็นอะไรที่มหัศจรรย์จริงๆ

หากผมจะเอ่ยว่า “อเล็กซานเดร กาม่า” คือชายผู้เดินเข้ามา และก้าวออกจาก “สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด” อย่างสง่างาม ก็คงจะไม่ผิดแปลกอะไร

โชคดีกับทุกเส้นทางที่เลือกนะครับ กาม่า… สำหรับผม คุณยิ่งใหญ่จริงๆ

“บก.เก้น”

สิงห์ เชียงราย

ดูบอลสดฟรี ไม่มีสะดุด ลูกค้าทรูมูฟ เอช รับเน็ต 2GB ดูทรูไอดีฟรี เปิดทรูไอดีทุกวันรับฟรีทุกวัน ตั้งแต่วันนี้ – 30 พ.ย.61  คลิกเลย

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports

พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา : การย้ายทีมครั้งนี้ เรียกว่าเป็นการย้ายทีมที่ดีที่สุดในชีวิตผม

พีระพัฒน์ นักเตะใหม่ป้ายแดงของ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด เปิดใจหลังย้ายทีมว่า เป็นการย้ายทีมที่ดีที่สุดครั้งหนึ่ง

พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา

“แข้งเทพ” คว้าตัว 3 นักเตะดีกรีทีมชาติไทย ทริสตอง โด และพีระพัฒน์ โน้ตชัยยา จาก เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด และอานนท์ อมรเลิศศักดิ์ จาก บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มาร่วมทีมลุยไทยลีก 2019

โดย “เจ้าบาส” เปิดใจหลังเปิดตัวกับ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ดว่า

“ผมตัดสินในไม่นานครับ ทันทีที่รู้ข่าวว่า บียู ต้องการตัว ผมแทบจะไม่ต้องตัดสินใจเลยครับ เพราะทุกคนที่ แบงค็อก ยูไนเต็ด ทั้งคุณขจร ผู้บริหาร และโค้ชทุกคน ให้ความมั่นใจ มีความชัดเจน จริงใจในการดึงตัวผมเข้าร่วมทีม ทุกคนให้คุณค่ากับตัวผม ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญของนักฟุตบอลมากๆ ทำให้ผมไม่อาจจะปฏิเสธได้เลย”

“การย้ายทีมครั้งนี้ เรียกว่าเป็นการย้ายทีมที่ดีที่สุดในชีวิตผมครั้งหนึ่งก็ว่าได้”

“มาโน่ ส่งข้อความมาแสดงความยินดี และดีใจที่ได้ร่วมงานกัน และเจาก็แสดงออกมาว่าเขาต้องการในตัวผม ผมยินดีมากๆ ที่ได้ร่วมงานกับเขา”

“กับการหลุดออกจากทีมชาติไทย มันก็เกิดขึ้นไปกันนักฟุตบอลทุกคน เราฟอร์มดีเราก็มีชื่อ แต่วันหนึ่งเกิดฟอร์มตกขึ้นมา ก็หลุด เพราะทีมชาติไทยต้องการคนที่มีฟอร์มที่ดีที่สุดเข้าไปเล่น ถ้าถามว่าเสียใจไหม ก็เสียใจทุกครั้งผมอยากรับใช้ชาติ แต่ทุกอย่างก็อยู่ที่ผลงาน ผมเคารพในความเป็นจริง”

 

ดูบอลสดฟรี ไม่มีสะดุด ลูกค้าทรูมูฟ เอช รับเน็ต 2GB ดูทรูไอดีฟรี เปิดทรูไอดีทุกวันรับฟรีทุกวัน ตั้งแต่วันนี้ – 30 พ.ย.61  คลิกเลย

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports