นัดประวัติศาสตร์! “พิราบเหล็ก” บู๊ “ฟีนิกซ์” 25 ส.ค.นี้ เปิดศึกอเมเจอร์ลีก

“พิราบเหล็ก” โอเซล มีเดีย เอฟซี ได้ฤกษ์ลงเตะนัดประวัติศาสตร์ศึกไทยแลนด์ อเมเจอร์ลีก 2019 ดวล ฟีนิกซ์ เอฟซี ในวันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคมนี้

ฝ่ายจัดการแข่งขันฟุตบอลไทยแลนด์ อเมเจอร์ ลีก 2019 ได้คลอดโปรแกรมฟาดแข้งโซนกรุงเทพมหานคร ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดย “พิราบเหล็ก” โอเซล มีเดีย เอฟซี ทีมน้องใหม่ที่เป็นการรวมตัวกันของสื่อกีฬา จะประเดิมรอบมินิลีก แมตช์แรก พบกับ ฟีนิกซ์ เอฟซี ในวันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคมนี้ ที่สนามกีฬาพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เวลา 16.00 น.

ส่วนนัดที่ 2 โอเซล มีเดีย เอฟซี จะพบกับ ทีมกองบัญชาการกองทัพไทย ในวันพุธที่ 28 สิงหาคม เวลา 13.00 น. แต่ยังไม่กำหนดสนามแข่งขัน

สำหรับในรอบมินิลีกนี้ จะคัดทีมที่มีผลงานดีที่สุด เข้าสู่รอบแบ่งกลุ่ม 8 ทีมสุดท้ายของโซนกรุงเทพฯ ต่อไป

 

พรีวิว ไทยลีก 2019 : "แข้งเทพรอล้างแค้น!" ชลบุรี เอฟซี VS ทรู แบงค็อก ... by "Chunka"

พรีวิว ไทยลีก 2019
ชลบุรี เอฟซี VS ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด

ไทนลีก 2019

รายการ : ไทยลีก 2019
วัน / เวลาทำการแข่งขัน : วันพุธที่ 31 กรกฎาคม 2019 เวลา 19.00 น.
สนาม : ทรู สเตเดี้ยม
ถ่ายทอดสด : TRUESPORT HD2

เรียกได้ว่าเป็นลีกที่เต็มไปด้วยความสนุก สุดมันส์ และเร้าใจแบบสุดๆ สมกับที่แฟนบอลทั้งประเทศรอคอยอย่าง ไทยลีก 2019 ท่ามกลางการขับเคี่ยวของ 16 ทีมชั้นนำของไทย มั่นใจได้เลยว่า ไทยลีก ยังคงตอบโจทย์คอลูกหนังไม่เปลี่ยน

แน่นอน สำหรับแฟนบอลไทยที่ไม่อยากตกเทรนด์ฟุตบอลไทยลีก ในฤดูกาลนี้ TrueID Sports จัดเต็มให้กับการอัพเดตทุกแง่มุมทั้งข่าวสารอัพเดตแบบเรียลไทม์ คลิปไฮไลท์ รวมถึงช่องทางติดตามชมฟุตบอลไทยลีกแบบสดๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ ด้วยความคมชัดระดับ HD และถูกลิขสิทธิ์ได้ที่ sport.trueid.net

เกมคู่นี้ลงแข่งขันกันวันพุธที่ 31 กรกฎาคม 2019 เวลา 19.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ถ่ายทอดสดทางช่อง TRUESPORT HD2 TrueID App

 

ไทยลีก 2019

สภาพความพร้อม ชลบุรี เอฟซี

“ฉลามชล” ของ “โค้ชเตี้ย” สะสม พบประเสริฐ จะหมดสิทธิ์ใช้งาน ธีรเทพ วิโนทัย ที่ติดสัญญายืมตัวจาก ทรู แบงค็อก อย่างแน่นอน พร้อมกับ คิม คยอง มิน ปราการหลังเลือดกิมจิ ที่ยังคงมีอาการบาดเจ็บอยู่ แต่จะได้ ไคออน กลับมาเป็นตัวเลือกในแดนหน้าอีกครั้ง

ส่วนนักเตะรายอื่นๆ ไม่มีบาดเจ็บหรือติดโทษแบนเพิ่มเติม ซึ่งนำทัพมาโดยนักเตะแกนหลักของทีมอย่าง สินทวีชัย หทัยรัตนกุล แบ็กขวายังไว้ใจ ธนาเสฎฐ์ สุจริต ที่ทำได้ 2 แอสซิสต์ ในเกมล่าสุด เซนเตอร์ฮาร์ฟยังคงเป็น จูเนียร์ โลเปซ คู่กับ ซอว์ มิน ตุน และแบ็กซ้ายจอมเก๋าอย่าง มงคล นามนวด

แดนกลางมี กฤษดา กาแมน ยืนเป็นตัวรับร่วมกับ ธีระพงศ์ ดีหามแห พร้อมดัน วรชิต กนิษศรีบำเพ็ญ ขึ้นไปเล่นเป็นตัวทำเกมร่วมกับ เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ กัปตันทีมมาดเข้ม

แดนหน้าวางตัว สมปอง สอเหลบ ยืนเป็นหัวหอกล่าตาข่ายทีมเก่าคู่กับ ไคออน ดาวเตะชาวบราซิเลี่ยน

ส่วน อังเคล กีราโด้ หัวหอกร่างโย่งลูกครึ่งสเปน-ฟิลิปปินส์ ที่ลงมาเป็นซูเปอร์ซับในเกมที่บุกไปเอาชนะ พีที ประจวบ 2-0 คาดว่าอาจจะมีชื่อสตาร์ทที่ซุ้มม้านั่งตัวสำรอง พร้อมกับ วิทยา หมัดหลำ อดีตกัปตันทีมที่อยู่รับใช้ทีม “แข้งเทพ” มาอย่างยาวนาน

ไทยลีก 2019

สภาพความพร้อม ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด

โดย มาโน่ โพลกิ้ง กุนซือขวัญใจคนมันส์ จะยังไม่มีสองนักเตะแกนหลักที่มีอาการบาดเจ็บอย่าง ทริสตอง โด และพีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา

ส่วนนักเตะที่เหลือคนอื่นๆ ที่เป็นแกนหลักของทีม คาดว่าพร้อมลงสนาม นำทัพมาโดยนายด่านจอมหนึบอย่าง ไมเคิ่ล ฟาลเคสการ์ด แบ็กขวายังคงเลือกความดุดันในการเติมเกมรุกของ เอกชัย สำเร  แนวรับมี เอเวอร์ตัน กอนคาลเวซ จับคู่กับ มานูเอล ทอม เบียห์ร และแบ็กซ้ายหน้าหล่ออย่าง วันชัย จารุนงคราญ

แดนกลางเลือกใช้ดาวรุ่งปิดทองหลังพระอย่าง วิศรุต อิ่มอุระ ยืนคู่กับ แอนโทนี่ เพ็ชร อำไพพิทักษ์วงศ์ แนวรุกใช้ความหลากหลายในการเข้าทำของ อานนท์ อมรเลิศศักดิ์  และจังหวะลากเลื้อยสุดอันตรายของ วานเดอร์ หลุยซ์ และเนลสัน โบนีญ่า ดาวซัลโวประจำทีมยืนเป็นหัวหอกล่าตาข่าย

11 ผู้เล่นตัวจริง ที่คาดว่าจะลงสนาม (ทั้งสองทีม)
ชลบุรี เอฟซี : สินทวีชัย หทัยรัตนกุล (GK), ธนาเสฎฐ์ สุจริต, จูเนียร์ โลเปซ, ซอว์ มิน ตุน, มงคล นามนวด, กฤษดา กาแมน, ธีระพงศ์ ดีหามแห, วรชิต กนิษศรีบำเพ็ญ, เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์, สมปอง สอเหลบ, ไคออน

ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด : ไมเคิ่ล ฟาลเคสการ์ด (GK), เอกชัย สำเร, เอเวอร์ตัน กอนคาลเวซ, มานูเอล ทอม เบียร, วันชัย จารุนงคราญ, วิศรุต อิ่มอุระ, แอนโทนี่ เพ็ชร อำไพพิทักษ์วงศ์, สรรวัชร์ เดชมิตร, อานนท์ อมรเลิศศักดิ์, วานเดอร์ หลุยซ์, เนลสัน โบนีญ่า

บทวิเคราะห์ ชลบุรี เอฟซี vs ทรู แบงค็อก

การโคจรกลับมาพบกันระหว่างทั้งสองทีม ถือว่าเป็นแมตช์ที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน การมาเยือนถิ่น ชลบุรี สเตเดี้ยม ของ ทรู แบงค็อก ทีมอันดับ 4 ที่ต้องการ 3 คะแนน เป็นอย่างมาก เพื่อบีบช่องว่างในการลุ้นแย่งจ่าฝูงไทยลีก ส่วนทางด้านของ ชลบุรี ทีมอันดับ 9 ต้องการทำอันดับตารางคะแนนให้ดีที่สุด เพื่อหลุดจากวงโคจรทีมหนีตกชั้นให้ได้

สถิติการพบกันตลอดช่วง 7 เกมหลังสุด เป็นทางฝั่ง ทรู แบงค็อก ยังเหนือกว่าอยู่ชัดเจน ชนะ 5 เสมอ 2 แพ้ 1 ส่วน ชลบุรี ชนะ 1 เสมอ 2 แพ้ 5 เฮดทูเฮดในการพบกันในเกมแรก เป็นทาง “ฉลามชล” สามารถบุกไปเอาชนะถึง ทรู สเตเดี้ยม 4-2

เชื่อว่าทั้งสองทีมจะเน้นการเปิดเกมรุกเข้าแลกใส่กันอย่างแน่นอน และเกมนี้จำนวนประตูอาจจะมีมากถึง 2 ประตูขึ้นไป ด้วยเกมรับของทั้งคู่ที่มีข้อผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง โดยทางฝั่ง “โค้ชเตี้ย” กำลังมีความกระหายในการพาทีมทำผลงานในเกมนี้ให้ดีที่สุด เพื่อเอาใจแฟนบอลชาวชลบุรี ที่เห็นได้ชัดเจนว่า บรรยากาศลในสนาม ชลบุรี สเตเดี้ยม กลับมาคึกคักอีกครั้งในช่วงเลกสอง

แต่สิ่งหนึ่งที่ มาโน่ ควรระวังและต้องกำชับลูกทีมให้ได้ คือ การมีสมาธิในเกมรับ ซึ่งปัญหาของเกมรับของ ทรู แบงค็อก เป็นจุดอ่อนสำคัญของทีมที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งเสียประตูไปเกือบทุกเกม โดยตั้งแต่เริ่มเลกสองมาเสียไปแล้วทั้งหมด 9 ประตูในเกมลีก แต่พวกเขามีเกมรุกที่ขึ้นชื่อว่าอันตรายที่สุดในไทยลีกเข้ามาทดแทน อย่างไรก็ตามในเกมนี้ทั้งสองทีมจะทำผลงานได้อย่างเต็มที่ดีที่สุด และสุดท้ายจะจบลงด้วยการแบ่งทีมละหนึึ่งคะแนน

สกอร์ที่คาด

ชลบุรี เอฟซี 2-2 ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด

“Chunka”

พรีวิว ไทยลีก 2019 : "เขี้ยวสมุทร พร้อมท้าชิง!" สมุทรปราการ ซิตี้ VS บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ... by "Chunka"

พรีวิว ไทยลีก 2019
สมุทรปราการ ซิตี้ VS บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

รายการ : ไทยลีก 2019
วัน / เวลาทำการแข่งขัน : วันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม 2019 เวลา 19.00 น.
สนาม : สมุทรปราการ สเตเดี้ยม
ถ่ายทอดสด : TRUE MUSIC

เรียกได้ว่าเป็นลีกที่เต็มไปด้วยความสนุก สุดมันส์ และเร้าใจแบบสุดๆ สมกับที่แฟนบอลทั้งประเทศรอคอยอย่าง ไทยลีก 2019 ท่ามกลางการขับเคี่ยวของ 16 ทีมชั้นนำของไทย มั่นใจได้เลยว่า ไทยลีก ยังคงตอบโจทย์คอลูกหนังไม่เปลี่ยน

แน่นอน สำหรับแฟนบอลไทยที่ไม่อยากตกเทรนด์ฟุตบอลไทยลีก ในฤดูกาลนี้ TrueID Sports จัดเต็มให้กับการอัพเดตทุกแง่มุมทั้งข่าวสารอัพเดตแบบเรียลไทม์ คลิปไฮไลท์ รวมถึงช่องทางติดตามชมฟุตบอลไทยลีกแบบสดๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ ด้วยความคมชัดระดับ HD และถูกลิขสิทธิ์ได้ที่ sport.trueid.net

เกมคู่นี้ลงแข่งขันกันวันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม 2019 เวลา 19.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ถ่ายทอดสดทางช่อง TRUE MUSIC  TrueID App

ไทยลีก 2019

สภาพความพร้อม สมุทรปราการ ซิตี้

“เขี้ยวสมุทร” ไม่มีโปรแกรมเล่นในบอลถ้วยเมื่อวันพุธที่ผ่านมา จึงได้พักเป็นเวลาเกือบหนึ่งสัปดาห์ แต่ว่ายังคงประสบปัญหากับนักเตะที่มีอาการบาดเจ็บอยู่อย่าง ปฏิวัติ คำไหม พีรดนย์ ฉ่ำรัศมี

ส่วนนักเตะคนอื่นๆ พร้อมฟิตเต็มถัง ซึ่งคาดว่า เทตสึยะ มูระยามะ กุนซือชาวญี่ปุ่น จะยังใช้ผู้เล่นแกนหลัก ในเกมที่บุกไปเอาชนะ สุโขทัย 2-1 โดยอาจจะตัดสินใจส่ง กัมพล ปฐมอรรฆย์กุล นายด่านคนใหม่ป้ายแดงที่พึ่งย้ายเข้ามาก่อนที่ตลาดซื้อขายนักเตะปิดตัวลงวันสุดท้าย กองหลังนำโดยกัปตันทีมคนเก่งอย่าง จักพัน ไพรสุวรรณ ยืนพร้อมกับ อริส ซาริโฟวิช ที่กำลังมีความกระหายในการลงช่วยทีม หลังจากถูกดร็อปเป็นตัวสำรองในเกมที่ผ่านมา และสราวุธ กัลยาณบัณฑิต

แดนกลางยังคงไว้ใจความแข็งแกร่งของ นพพล พลคำ ยืนประสานงานร่วมกับ บวร ตาปลา พร้อมด้วย เจริญศักดิ์ วงษ์กรณ์ ริมเส้นกราบขวาพลังไดนาโมที่ฟอร์มกำลังน่าจับตามองในชั่วโมงนี้ ส่วน พิชา อุทรา ยังคงได้รับสัมปทานในตำแหน่งริมเส้นทางกราบซ้ายเช่นเคย

แนวรุกนำโดย อิบสัน เมโล่ ดาวซัลโวประจำทีม พร้อมด้วย ธีระพล เยาะเย้ย ดาวเตะที่ฟอร์มกำลังร้อนแรงไม่แพ้กัน ปัจจุบันกำลังรั้งตำแหน่งดาวซัลโวนักเตะไทย ด้วยจำนวน 7 ประตู กับ 3 แอสซิสต์ และ ชญาวัต ศรีนาวงษ์ ยืนเป็นหัวหอกล่าตาข่าย

ไทยลีก 2019

สภาพความพร้อม บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

โปรแกรมบอลถ้วยในช่วงวันพุธ “ปราสาทสายฟ้า” ได้มีการโรเตชั่นนักเตะบางตำแหน่งเพื่อเตรียมความพร้อมที่จะทำศึกไทยลีกอีกหนึ่งเกมสำคัญ โดยในเกมนี้พวกเขาไม่มีนักเตะบาดเจ็บและโดนแบน ซึ่งถือว่าพร้อมเต็มสูบเช่นกัน

โบซิดาร์ บันโดวิช กุนซือใหญ่ ยังคงใช้นักเตะชุดหลัก นำมาโดยผู้รักษาประตู ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ที่กำลังอยู่ในช่วงที่มีความมั่นใจแบบสุดๆ แผงหลังมี อันเดรส ตูเญซ พร้อมด้วย พรรษา เหมวิบูลย์ ที่เพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บกลับมาช่วยทีม และดาวเตะขวัญใจแฟนคลับอย่าง ชิติพัทธ์ แทนกลาง

แดนกลาง รัตนากร ใหม่คามิ ดาวรุ่งสารพัดประโยชน์ ประสานงานร่วมกับสองมิดฟิลด์ประสบการณ์สูงอย่าง ฮาจิเมะ โฮโซไก และจักรพันธ์ แก้วพรม ริมเส้นฝั่งขวายังคงใช้ความขยันในการเติมเกมของ นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม และมี ศศลักษณ์ ไหประโคน ยืนประจำทางฝั่งซ้าย

แนวรุก ศุภโชค สารชาติ คอยสร้างสรรค์ความหลากหลายในเกมรุก พร้อมด้วย ราสมุส ยอห์นสัน ที่เริ่มจะปรับตัวเข้ากับทีมได้แล้ว และพ่อหนุ่มเครางาม นาเซอร์ บาราซิต สามารถปลดล็อคประตูแรกในเกมล่าสุดได้สำเร็จ บวกกับมีความมั่นใจมากขึ้นในการถล่มสกอร์ในขณะนี้

11 ผู้เล่นตัวจริง ที่คาดว่าจะลงสนาม (ทั้งสองทีม)

สมุทรปราการ ซิตี้ : กัมพล ปฐมอรรฆย์กุล (GK), อริส ซาริโฟวิช, จักพัน ไพรสุพรรณ, สราวุธ กัลยาณบัณฑิต, นพพล พลคำ, เจริญศักดิ์ วงศ์กรณ์, บวร ตาปลา, พิชา อุทรา, ธีรพล เยาะเย้ย, อิบสัน เมโล่, ชญาวัต ศรีนาวงษ์

บุรัรัมย์ ยูไนเต็ด : ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน (GK), นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม, อันเดรส ตูเญซ, พรรษา เหมวิบูลย์, ชิติพัทธ์ แทนกลาง, รัตนากร ใหม่คามิ, ฮาจิเมะ โฮโซไก, ศศลักษณ์ ไหประโคน, สุภโชค สารชาติ, นาเซอร์ บาราซิต, ราสมุส ยอห์นสัน

ไทยลีก 2019

บทวิเคราะห์ สมุทรปราการ ซิตี้ vs บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

เกมนี้ถือว่ามีความสำคัญต่อทั้งสองทีมเป็นอย่างสิ้นเชิง ในการทำคะแนนเพื่อแย่งตำแหน่งจ่าฝูงให้ได้ โดยเฉพาะ สมุทรปราการ ซิตี้ ที่เป็นอีกหนึ่งทีมมีโอกาสขยับขึ้นมาสู่การลุ้นแชมป์ไทยลีกได้อย่างเต็มตัวในฤดูกาลนี้ ด้วยผลงานในชั่วโมงนี้ที่กำลังร้อนแรง ซึ่งขุมกำลังส่วนใหญ่ล้วนเป็นนักเตะพลังหนุ่มเกือบทั้งทีม บวกกับแท็กติกการเล่นของ เทตสึยะ มูระยามะ ที่คอยเข้ามาช่วยเติมเต็มพาทีมทะยานบินสูงขึ้น ในขณะนี้กำลังรั้งอยู่ในตำแหน่งรองจ่าฝูง ผลงานล่าสุดเพิ่งบุกไปเอาชนะ สุโขทัย เอฟซี มาได้ 2-1

7 นัดหลังสุดตลอดการพบกันของทั้งสองทีม รวมไปถึงตั้งแต่สมัยที่ยังใช้ชื่อ พัทยา ยูไนเต็ด ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็น สมุทรปราการ ซิตี้ เป็นทางด้าน บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่สถิติยังข่มมิด โดยชนะ 7 เสมอ 0 แพ้ 0 ยิงได้ 21 ประตู ส่วนทางด้านของ สมุทรปราการ ชนะ 0 เสมอ 0 แพ้ 7 ยิงได้ 7 ประตู และเฮดทูเฮดในพบกันเลกแรกที่ผ่านมา บุรีรัมย์ ถือว่ายังดีกว่า ด้วยการเปิดสนาม ช้าง อารีน่า เอาชนะได้แบบสุดมันส์ 3-2

ผลงานของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เปิดบ้าน เสมอกับ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด แบบชนิดที่กินกันไม่ลง 1-1 และล่าสุดเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ได้มีโอกาสแก้มืออีกครั้งด้วยกันทั้งคู่ ในศึก โตโยต้า ลีกคัพ 2019 รอบ 8 ทีมสุดท้าย และเป็นทาง บุรีรัมย์ ที่สามารถบุกไปเอาชนะได้ถึงถิ่น 1-0 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ 120 นาที โดย นาเซอร์ บาราซิต สวมบทฮีโร่ซัดประตูชัยพาทีมเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ

อีกส่วนหนึ่งที่ถือว่าเป็นงานหนักอยู่พอสมควรสำหรับ บุรีรัมย์ คือ การที่จะต้องออกไปเล่นในฐานะทีมเยือนเกือบ 3 สัปดาห์เต็มในทุกรายการ และผลงานในลีกตั้งแต่เริ่มเลกสองผ่านมา 5 เกม ยังไม่สามารถเก็บชัยชนะได้เลย จึงเป็นปัญหาที่ขุนพล “ปราสาทสายฟ้า” ที่จะต้องแก้ไขให้ได้โดยเร็วที่สุด

เชื่อว่าในเกมนี้ขุนพล “เขี้ยวสมุทร” จะเปิดเกมรุกเข้าใส่ พร้อมกับวางแผนในเกมรับให้ได้อย่างเหมาะสม บวกกับพลังเสียงเชียร์เหล่าแฟนบอล “ปราการ พาวเวอร์” เป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญที่จะทำให้มีความฮึกเหิมในการไล่ล่า 3 คะแนน แต่ว่าทางฝั่งของ บุรีรัมย์ อาจจะเสียเปรียบตรงที่มีเวลาพักน้อยกว่าคู่แข่ง เนื่องจากมีโปรแกรมบอลถ้วยในเกมกลางสัปดาห์ที่ลงเล่นไปถึง 120 นาที ซึ่งมองว่าอาจจะทำให้นักเตะมีอาการล้าอยู่บ้าง และด้วยสถานการณ์ที่บีบบังคับต้องให้พวกเขาเก็บชัยชนะให้ได้สถานเดียว โดยวางแผนให้แนวรับมีความรัดกุม หาจังหวะในการทำเกมรุก และจบสกอร์ให้ได้เฉียบขาด สุดท้ายผลการแข่งขันคาดว่าจะออกมาด้วยการแบ่งกันทีมละ 1 คะแนน

สกอร์ที่คาด

สมุทรปราการ ซิตี้ 2-2 บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

“Chunka”

พรีวิว ไทยลีก 2019 : "เดิมพันจ่าฝูง!" บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด VS ทรู แบงค็อก ... by "Chunka"

พรีวิว ไทยลีก 2019
 บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด VS ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด

 

ไทยลีก 2019

 

รายการ : ไทยลีก 2019
วัน / เวลาทำการแข่งขัน : วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม 2019 เวลา 18.00 น.
สนาม : ช้าง อารีน่า
ถ่ายทอดสด : TRUESPORT HD2 & TrueID App

เรียกได้ว่าเป็นลีกที่เต็มไปด้วยความสนุก สุดมันส์ และเร้าใจแบบสุดๆ สมกับที่แฟนบอลทั้งประเทศรอคอยอย่าง ไทยลีก 2019 ท่ามกลางการขับเคี่ยวของ 16 ทีมชั้นนำของไทย มั่นใจได้เลยว่า ไทยลีก ยังคงตอบโจทย์คอลูกหนังไม่เปลี่ยน

แน่นอน สำหรับแฟนบอลไทยที่ไม่อยากตกเทรนด์ฟุตบอลไทยลีก ในฤดูกาลนี้ TrueID Sports จัดเต็มให้กับการอัพเดตทุกแง่มุมทั้งข่าวสารอัพเดตแบบเรียลไทม์ คลิปไฮไลท์ รวมถึงช่องทางติดตามชมฟุตบอลไทยลีกแบบสดๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ ด้วยความคมชัดระดับ HD และถูกลิขสิทธิ์ได้ที่ sport.trueid.net

เกมคู่นี้ลงแข่งขันกันวันวันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน 2019 เวลา 19.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ถ่ายทอดสดทางช่อง TRUESPORT HD2 TrueID App

 

ไทยลีก 2019

สภาพความพร้อม บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

โบซิดาร์ บันโดวิช เฮดโค้ชใหญ่ “ปราสาทสายฟ้า” จะขาด พรรษา เหมวิบูลย์ เซนเตอร์ร่างโย่ง ที่มีอาการบาดเจ็บจากเกมที่ออกไปเยือน พีที ประจวบ ที่ผ่านมา แต่จะได้ อันเดรส ตูเญซ, ศุภณัฎฐ์ เหมือนตา, และสุเชาว์ นุชนุ่ม ที่หายจากอาการบาดเจ็บกลับลงมาช่วยทีม

ส่วนนักเตะในรายอื่นๆ คาดว่าไม่น่าจะมีเจ็บหรือติดโทษแบนเพิ่มเติม ซึ่งนำทัพมาโดย นายด่านจอมเก๋าอย่าง ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน พร้อมกับแนวรับ 3 ปราการหลัง อย่าง ชิติพัทธ์ แทนกลาง, อภิวัฒน์ งั่วลำหิน และสเตฟาน ปัลล่า

ต่อมาที่ตำแหน่งกองกลาง ยังไว้ใจดาวรุ่งสารพัดประโยชน์อย่าง รัตนากร ใหม่คามิ ยืนร่วมกับ ฮาจิเมะ โฮโซไก ที่จะคอยคุมในจังหวะแดนกลางให้มีความสมดุลลงตัวเช่นเคย ส่วน ศศลักษณ์ ไหประโคน ยืนประจำการวิงแบ็กฝั่งซ้าย และทางฝั่งกราบขวาอย่าง นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม

ด้านแนวรุก มี สุภโชค สารชาติ ที่จะคอยสร้างสรรค์เกมรุก พร้อมกับ นาเซอร์ บาราซิต พ่อหนุ่มเครางามที่ระเบิดแฮตทริกได้ในเกม เอฟเอ คัพ พบ ระยอง เอฟซี ที่ผ่านมา ยืนล่าตาข่ายคู่กับ ราสมุส ยอห์นสัน ที่กำลังมีความกระหายเพื่อที่จะปลดล็อกสกอร์แรกภายใต้สีเสื้อของ “ปราสาทสายฟ้า” หลังจากที่เพิ่งย้ายมาร่วมทีมในเลกสอง

 

ไทยลีก 2019

สภาพความพร้อม ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด

ทางด้านของ มาโน่ โพลกิ้ง กุนซือใหญ่ขวัญใจคนมันส์ ต้องลุ้นเช็คความฟิตในส่วนของนักเตะที่มีอาการบาดเจ็บช่วงก่อนหน้านี้อย่าง ทริสตอง โด กับ พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา ที่ไม่มีชื่อลงสนามช่วงสองเกมล่าสุด ในเกมไทยลีกที่เปิดบ้านเอาชนะ ตราด เอฟซี 2-1, ชนะ โปลิศ เทโร เอฟซี 3-1 ในศึก ช้าง เอฟเอ คัพ 2019 เมื่อวันพุธที่ผ่านมา และเนลสัน โนนีญ่า มีสิทธิ์ที่จะกลับมากระซวกตาข่ายในศึก “ซูเปอร์บิ๊กแมตช์” หลังจากที่ถูกเปลี่ยนตัวออกหลังจากมีอาการบาดเจ็บในเกมที่เปิดบ้านเอาชนะ ตราด

คาดว่าจะยังคงใช้นักเตะชุดหลักที่เอาชนะ “มังกรโล่ห์เงิน” นำมาโดย ไมเคิ่ล ฟาลเคสการ์ด นายด่านจอมหนึบ แบ็กขวา เอกชัย สำเร ที่ได้รับโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่อง เซนเตอร์ฮาร์ฟยังไว้ใจสองคู่หูเจ้าประจำอย่าง เอฟเวอร์ตัน กอนคาลเวซ กับ มานูเอล ทอม เบียห์ร และแบ็กซ้ายขวัญใจวัยรุ่น อย่าง วันชัย จารุนงคราญ

แดนกลางมี วิศรุต อิ่มอุระ ดาวรุ่งปิดทองหลังพระของทัพ “แข้งเทพ” ที่ได้รับโอกาสลงสนามอยู่อย่างสม่ำเสมอ พร้อมกับ “กัปตันอเมริกา” แอนโทนี่ อำไพพิทักษ์วงศ์ และปกเกล้า อนันต์ ที่จะยืนประจำการในตำแหน่งแดนกลาง

แนวรุกริมเส้นฝั่งซ้าย อานนท์ อมรเลิศศักดิ์ มีโอกาสที่จะลงสนามพบกับทีมเก่าอีกครั้ง ส่วนทางกราบขวายังคงใช้ความอันตรายในการลากเลื้อยของ วานเดอร์ หลุยซ์ พร้อมกับดาวซัลโวประจำทีมอย่าง เนลสัน โบนีญ่า ที่จะกลับมายืนเป็นหัวหอกล่าตาข่ายในเกมนี้

11 ผู้เล่นตัวจริง ที่คาดว่าจะลงสนาม (ทั้งสองทีม)

บุรัรัมย์ ยูไนเต็ด : ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน (GK), นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม, ชิติพัทธ์ แทนกลาง, อภิวัฒน์ งั่วลำหิน, สเตฟาน ปัลล่า, รัตนากร ใหม่คามิ, ฮาจิเมะ โฮโซไก, ศศลักษณ์ ไหประโคน, สุภโชค สารชาติ, นาเซอร์ บาราซิต, ราสมุส ยอห์นสัน

ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด : ไมเคิล ฟาลเคสการ์ด (GK), เอกชัย สำเร, เอฟเวอร์ตัน กอนคาลเวซ, มานูเอล ทอม เบียห์ร, วันชัย จารุนงคราญ, วิศรุต อิ่มอุระ, แอนโทนี่ อำไพพิทักษ์วงศ์, ปกเกล้า อนันต์, อานนท์ อมรเลิศศักดิ์, วานเดอร์ หลุยซ์, เนลสัน โบนีญ่า

ไทยลีก 2019

บทวิเคราะห์ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด vs ทรู แบงค็อก

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่ง “ซูเปอร์บิ๊กแมตช์” ที่มีความดุเดือดเข้มข้นไม่น้อย มีศักดิ์ศรีในความเป็นทีมลุ้นแชมป์เป็นเดิมพัน ซึ่งมีความสำคัญต่อทั้งสองทีมในการทำคะแนนในการลุ้นแย่งแชมป์ โดยในเลกแรก เป็นทางฝั่ง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด สามารถบุกไปเอาชนะ “แข้งเทพ” ได้ถึงถิ่น 1-0 จากการทำประตูของ เปโดร จูเนียร์ อดีตหัวหอกชาวแซมบ้าที่ปล่อยตัวออกไปในเลกสอง ซึ่งทำให้ บุรีรัมย์ ได้เปรียบในเรื่องของเฮดทูเฮดในขณะนี้

นอกจาก บุรีรัมย์ จะสามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างสวยงาม ถูกใจแฟนบอล ในเกมกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว แต่ทีมก็ต้องกลับมาทำการบ้านในส่วนที่ยังเป็นปัญหาอยู่ในเกมลีก โดยผลงานช่วงเลกสอง “ปราสาทสายฟ้า” ยังไม่สามารถเอาชนะทีมไหนได้เลย ด้วยเปิดหัวพ่าย ชลบุรี เอฟซี 1-0, เสมอ สุพรรณบุรี เอฟซี และพีที ประจวบ สกอร์ 0-0

โดยจะต้องเน้นไปที่การเพิ่มขวัญกำลังใจ ความกระหาย และแรงจูงใจกับนักฟุตบอล โดยเฉพาะในแดนหน้าที่เพิ่งย้ายมาร่วมทีมอย่าง นาเซอร์ บาราซิต กับ ราสมุส ยอห์นสัน ที่ยังไม่สามารถเบิกสกอร์แรกในลีกได้ แต่ในรายของ บาราซิต เพิ่งที่จะทำแฮดทริกใส่ ระยอง เอฟซี ได้ น่าจะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการปลดล็อกประตูแรกในลีกให้ได้

ทางด้านของ ทรู แบงค็อก แน่นอนเกมรุกของพวกเขาขึ้นชื่อลือนามเรื่องความอันตราย แต่ว่ายังมีจุดที่บกพร่องเรื่องการตัดสินใจเคลียร์บอลของกองหลังที่ยังไม่เด็ดขาดพอ ซึ่งก่อให้เกิดความผิดพลาดนำไปสู่การเสียประตู โดย 4 เกมหลังสุดในลีก ยังไม่สามารถเก็บคลีนชีตได้ อีกทั้งในเรื่องของความเสมอต้นเสมอปลาย ซึ่งเป็นการบ้านชิ้นสำคัญของทาง มาโน่ ที่จะต้องแก้ไขให้ได้ต่อไป พร้อมกับจะเป็นอีกหนึ่งแมตช์ที่ท้าทายสำหรับกุนซือลูกครึ่งบราซิล-เยอรมัน รายนี้ ที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าดีพอหรือไม่กับการที่จะก้าวขึ้นสู่บังลังก์แชมป์ไทยลีก 2019

ถ้า บุรีรัมย์ เก็บชัยชนะได้ในเกมนี้ จะทำให้มี 37 คะแนน ทิ้งห่าง ทรู แบงค็อก 5 คะแนน ยึดตำแหน่งจ่าฝูงได้่ต่อไป แต่หากว่า ทรู แบงค็อก สามารถบุกไปเก็บชัยชนะได้ถึงถื่น จะทำให้มี 35 คะแนน มีโอกาสขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งจ่าฝูง และต้องลุ้นให้ 2 ทีมคู่แข่งลุ้นแชมป์อย่าง สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด และสมุทรปราการ ซิตี้ ที่จะลงแข่งขันในวันเดียวกัน ให้ผลการแข่งขันออกมาเป็นใจต่อพลพรรค “แข้งเทพ” ด้วยเช่นกัน

เกมนี้ยังมั่นใจว่า ทางเจ้าบ้านจะอาศัยประสบการณ์ ทั้งความเคี่ยว ความมีวินัยในเกมรับ-เกมรุก ได้สมกับราคาทีมแชมป์ไทยลีก 6 สมัย อีกทั้งยังได้เปรียบด้านเสียงเชียร์ของเหล่าแฟนบอล “ปราสาทสายฟ้า” ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะทำให้ให้นักเตะกลับมามีความมั่นใจอีกครั้ง ด้วยการพาทีมเก็บ 3 คะแนน ที่ล้ำค่า ส่วน “แข้งเทพ” ที่มองว่าเกมรับยังถือว่าเป็นจุดอ่อนสำคัญ แต่จะมีเกมรุกที่พร้อมสู้เข้าแลกแบบใส่ไม่ยั้งเข้ามาแทนตรงจุดนี้ ซึ่งเป็นภารกิจที่ไม่ง่ายของพวกเขาในการที่จะบุกไปเก็บชัยชนะออกจากถิ่น ช้าง อารีน่า

สุดท้ายนี้เชื่อว่าทั้งสองทีมจะเปิดเกมสู้ใส่กันอย่างเต็มที่ โดยต่างฝ่ายต่างทำผลงานออกมาได้อย่างดีที่สุด ไม่ว่าผลการแข่งขันจะออกมาอย่างไรก็ตาม เพื่อให้สมศักดิ์ศรีกับสองยักษ์ใหญ่ใน ไทยลีก ณ เวลานี้

สกอร์ที่คาด

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 2-1 ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด

 

“Chunka”

 

TRUE TALK : กลุ่มทุน แมนฯ ซิตี้ ยิ่งใหญ่แค่ไหน และจะเกิดอะไรหากเทคโอเวอร์ทีม ไทยลีก ... by "Maxzio"

ข่าวลือสะท้านวงการฟุตบอลไทยในวันนี้คือ กลุ่มทุนของมหาอำนาจวงการฟุตบอล เจ้าของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อย่าง ซิตี้ ฟุตบอล กรุ๊ป สนใจเข้าเทคโอเวอร์ ทีมจากไทยลีก โดยมีรายงานจาก นายไพวงษ์ เตชะณรงค์ นักธุรกิจหนุ่มใหญ่เจ้าของโบนันซ่า

ซิตี้ ฟุตบอล กรุ๊ป

 

แต่ความยิ่งใหญ่ และความรวยของ ซิตี้ ฟุตบอล กรุ๊ป  เป็นอย่างอะไร และจะเกิดอะไรขึ้นหากข่าวลือนี้เป็นความจริง

ซิตี้ ฟุตบอล กรุ๊ป (CFG) คืออะไร

CFG คือกลุ่มทุนจาก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นามว่า Abu Dhabi United Group (ADUG) ก่อตั้งขึ้นเพื่อทำธุรกิจในโลกฟุตบอล โดยมีจุดเริ่มต้นจากการเข้าไปเทคโอเวอร์ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จาก ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ก่อนจะก่อตั้งบริษัทจริงๆ ในเดือน พฤษภาคม 2013

โดย CFG มีจุดมุ่งหมายที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในวงการฟุตบอล ทั้งในและนอกสนาม สร้างกันตั้งแต่รากฐาน จนถึงระดับอาชีพ เพื่อสร้างนักฟุตบอลระดับสุดยอด และทำให้ฟุตบอลกลายเป็นเกมที่น่าตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา

ในปัจจุบัน CFG เข้ามาเทคโอเวอร์ กลายเป็นเจ้าของ สโมสร 3 สโมสรใหญ่จาก 3 ทวีป และเข้าไปเป็นหุ้นส่วนด้วยอีก 4 สโมสร

1) แมนเชสเตอร์ ซิตี้
จุดเริ่มต้นของ ซิตี้ ฟุตบอล กรุ๊ป ที่ต้องการเข้ามาทำให้ “เรือใบสีฟ้า” กลายเป็นทีมที่ดีสุดในโลก แต่ยังคงมุ่งเน้นสร้างเยาวชนที่มีคุณภาพขึ้นมาด้วย ความสำเร็จในทีมชุดใหญ่ เราไม่ต้องพูดถึงแชมป์พรีเมียร์ 3 สมัยจาก 10 ปีหลังสุด และถ้วยอื่นๆ อีก 6 ถ้วยตั้งแต่ปี 2008

แต่สิ่งที่น่าสนใจของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ CFG กำลังพยายามทำคือการพัฒนาเยาวชน พวกเขาสร้าง “เอติฮัด แคมปัส” ศูนย์ฝึกฟุตบอลที่ดีที่สุดในโลก ที่มีมูลค่ามากกว่า 200 ล้านปอนด์ หรือเกือบ 1 พันล้านบาท

MANCHESTER, UK - DECEMBER 7, 2017: Entrance of Etihad stadium, Home of Manchester City
Bundit Sriusaneemorakot / Shutterstock.com

โดยภายในศูนย์ฝึกประกอบด้วยสนามฟุตบอลกลางแจ้งอย่างดี 16 สนาม ฟุตบอลสเตเดี้ยม ความจุ 7,000 ที่นั่งไว้สำหรับการแข่งขันของทีมเยาวชน และทีมฟุตบอลหญิงของ แมนฯ ซิตี้ รวมถึง ศูนย์ฝึกสอน และการเรียนรู้ทักษะฟุตบอล ตลอดจนบริการด้านการแพทย์ และวิทยาศาสตร์การกีฬา รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ อย่างครบครัน นอกจากนี้ยังมีข่าวออกมาว่า CFG เตรียมสร้าง เอติฮัด แคมปัส 2 ณ กรุงลอนดอน เมืองหลวง ประเทศอังกฤษ อีกด้วย

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คือจุดเริ่มต้นการกระโดดเข้าสู่โลกธุรกิจฟุตบอลของ CFG ก้าวต่อไปคือ สหรัฐอเมริกา

2) นิวยอร์ก ซิตี้ เอฟซี
เมเจอร์ลีก ต้องการเพิ่มทีมในลีกให้ป็น 20 ทีม (ในตอนนั้น) และสร้างทีมที่ 2 ให้เกิดขึ้นในมหานครนิวยอร์ก ประจวบเหมาะกับความต้องการขยายฐานของ CFG จึงเข้ามาเป็นเจ้าของ นิวยอร์ก ซิตี้ เอฟซี ในปี 2012 และพัฒนาทีมขึ้นมาเป็นทีมชั้นในดินแดนลุงแซมได้สำเร็จ ด้วยการจบอันดับ 2 ในลีกตะวันตก ตลอด 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา

AP Photo/Frank Franklin II

3) เมลเบิร์น ซิตี้
เมลเบิร์น ฮาร์ท ถูกเทคโอเว่อร์โดย CGF ในปี 2014 และเปลี่ยนมาใช้ชื่อ ซิตี้ ตามชื่อบริษัท พร้อมเปลี่ยนสีประจำทีม และโลโก้ให้คล้ายคลึงกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ นิวยอร์ก ซิตี้ อีกด้วย หลังจากการเข้ามาทำทีมของ CFG เมลเบิร์น ซิตี้ ก้าวขึ้นมาเป็นยอดทีมใน เอ-ลีก และจบไม่ต่ำกว่า ท็อป 5 ใน 5 ฤดูกาลหลังสุด

นอกจากนี้ CFG ยังเข้าไปเป็นหุ้นส่วนสโมสรอื่นๆ ทั่วโลก ไล่ตั้งแต่ โยโกฮามา เอฟ มารินอส ยอดทีมจาก เจลีก ประเทศญี่ปุ่น ต้นสังกัดปัจจุบันของ “เจ้าอุ้ม” ธีราทร บุญมาทัน แบ็กซ้ายทีมชาติไทย โดยมีหุ้นส่วนในทีม 20 %

คลับ แอตเลติโก้ ตอร์คี (Club Atlético Torque) ทีมในลีกอุรุกวัย และคิโรน่า น้องใหม่ในลาลีก้า ที่ CGC เพิ่งเข้าไปมีส่วนร่วมในปี 2017 และล่าสุดเพียงประกาศเข้าไปทำการตลาดในจีนอย่างด้วยการเข้าไปถือหุ้น ซื่อชวน จิ่วหนิว ทีมในระดับไชน่า ลีกทู (ดิวิชั่น 3 เมื่อไม่กี่วันที่ผ่าน นอกจากนี้ CFG ยังเตรียมขยายออกไปอื่น โดยอาจจะเป็นในทวีปแอฟริกาใต้ และยุโรป ต่อไป

ถามว่า CFG เข้ามาแล้วทีมได้อะไร?

ถ้าพูดให้เห็นแบบชัดเจนที่สุดของ สภาพคล่องของการเงินภายในทีม ที่จะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงอุปกรณ์การฝึกต่างๆ ที่ทาง CFG ช่วยในการพัฒนาอย่างเต็มที่และสามารถไปใช้ศูนย์ฝึกที่ดีที่สุดในโลกอย่าง เอติฮัด แคมปัส ได้ด้วยเช่นกัน

ถัดมา CFG พยายามเผยแพร่วิธีการเล่นที่เรียกว่า “City Way” ที่เน้นการครอบครองบอล จ่ายบอล บีบสูง เล่นเกมโต้กลับที่มีประสิทธิภาพ และเน้นเกมบุกเป็นหลัก โดยมีต้นแบบมาจากการเล่นของบาร์เซโลน่า โดย CFG ดึงบุคคลากรมากความสามารถของ บาร์ซ่า เข้ามาไล่ตั้งแต่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยอดกุนซือ, เฟอร์รัน โซเรียโน่ อดีตรองประธานฝ่ายเศรษฐกิจของ บาร์เซโลน่า เข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่บริหารของทั้ง 3 ทีมในเครือ CFG และซิกิ เบกิริสไตน์ อดีตผู้อำนวยการฟุตบอลของ บาร์เซโลน่า มาเป็น ผู้อำนวยการฟุตบอลของ แมนฯ ซิตี้

ซิกิ เบกิริสไตน์
Salvatore Di Nolfi/Keystone via AP

อย่างที่ 3 คือผลพลอยได้ นักเตะดาวรุ่งอนาคตไกลจากต่างแดนมีโอกาสโยกย้ายเข้าไปเล่นให้กับทีมที่ดีกว่าในเครือ CFG ได้ง่ายขึ้น ในทางกลับกับ CFG ก็มีเครือข่ายฟุตบอลที่กว้างขวางที่สุดที่หนึ่งในโลกฟุตบอล ตัวอย่างเช่น ดาเนียล อาร์ซานี่ กองหลางวัย 20 ปีที่ย้ายจาก เมลเบิร์น ซิตี้ ซบ แมนฯ ซิตี้ รวมถึง แอนโธนี่ คาเซเรส ด้วยเช่นกัน

จะว่าไปก็ดูคล้ายๆ กับการล่าอาณานิคมในอดีต ค่อยๆ เก็บทีมในแต่ละทวีป ค่อยๆ เปลี่ยนสี เปลี่ยนโลโก้ประจำทีมให้คล้ายคลึงกัน และกลายเป็น ซิตี้ ไป แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า โมเดลแบบนี้ ประสบผลสำเร็จอยู่ไม่น้อย

และสุดท้ายหวยจะออกไปที่ทีมอะไร หรือจะเป็นเพียงข่าวลือ ตกรอดูกันต่อไป

 

“Maxzio”

ศุภณัฐ

ชนานันท์ ป้อมบุปผา : ผมไม่ได้คิดจะเข้ามาแทนที่ใคร และผมอยากพา ทรู แบงค็อกฯ คว้าแชมป์ไทยลีก

ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด เปิดตัว ชนานันท์ ป้อมบุปผา ศูนย์หน้าดีกรีทีมชาติไทย อย่างเป็นทางการ พร้อมสวมเสื้อหมายเลข 20 พา “แข้งเทพ” คั่วโทรฟี่แชมป์ไทยลีก 2019 ในช่วงเลกที่สอง

ชนานันท์ ป้อมบุปผา
Photo / Supanat Charoenrat

ยังเดินหน้าเสริมทัพอย่างต่อเนื่องสำหรับ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ที่ปัจจุบันรั้งตำแหน่งรองจ่าฝูงศึกโตโยต้า ไทยลีก 2019 ล่าสุดตัดสินใจคว้าตัว ชนานันท์ ป้อมบุปผา ศูนย์หน้าจอมเทคนิคจาก สุพรรณบุรี เอฟซี มายืนล่าตาข่ายในแดนหน้าช่วงเลกที่สอง ต่อจาก เจย์ซี จอห์น หรือ โจโจ้

ทั้งนี้ ชนานันท์ ได้จรดปากกาเซ็นสัญญากับ “แข้งเทพ” เป็นระยะเวลานานถึงสี่ปีครึ่งด้วยกัน

โดย ชนานันท์ ตัดสินใจสวมเสื้อหมายเลข 20 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหมายเลขนำโชคของเจ้าตัว พร้อมกับแสดงความมั่นใจว่า จะสามารถพา ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ นั่นคือ การคว้าแชมป์ไทยลีกได้ในที่สุด

“ผมไม่ได้คิดว่าตัวเองจะเข้ามาแทนที่ใคร โดยเฉพาะพี่ลีซอ (ธีรเทพ วิโนทัย) ก็ตั้งใจว่าจะทำผลงานของตัวเองให้ดีที่สุด เพื่อพา ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ให้ได้ในปีนี้”

สำหรับ ชนานัท์ ป้อมบุปผา ปัจจุบันอายุ 27 ปี ผ่านการค้าข้งกับสโมสรชั้นนำของไทยมาแล้วมากมายไม่ว่าจะเป็น เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด, อินทรีเพื่อนตำรวจ, โอสถสภาฯ, บีอีซี เทโรศาสน และล่าสุด สุพรรณบุรี เอฟซี พร้อมทั้งผ่านการติดทีมชาติไทยมาแล้วทั้งชุดใหญ่, ชุดเอเชียนเกมส์ และชุดแชมป์ซีเกมส์

 

TRUE TALK : "ศรัทธาฟ้าน้ำเงิน" กำลังจะกลับมาสู่ "ชลบุรี เอฟซี" อีกครั้ง ... by "Chunka"

จบไปแล้วสำหรับค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความมันส์ระดับ 5 ดาว ความสุข และรอยยิ้มของพลพรรค “ฉลามชล” หลังจากที่ล่าสุด เปิดสนาม ชลบุรี สเตเดี้ยม ยัดเยียดความปราชัยให้กับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 1-0 ในเกมซูเปอร์บิ๊กแมตช์ ไทยลีก 2019 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งชัยชนะดังกล่าว ถือว่าเป็นการเอาชนะยอดทีมแห่งอีสานใต้ได้ในรอบ 5 ปี

ชลบุรี เอฟซี

ย้อนกลับไปในแมตช์ดังกล่าว ถือว่าเป็นหนึ่งแมตช์ที่แฟนฟุตบอลชาวไทย และชาวชลบุรี ต่างให้ความสนใจอย่างดี ชนิดที่ “ต้องไปดูถึงที่สนามให้ได้” ทั้งในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในช่วงเลกสอง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเฮดโค้ชที่ ชลบุรี ได้ตัดสินใจดึง “โค้ชเตี้ย” สะสม พบประเสริฐ กุนซือฝีมือดีเข้ามาคุมทัพ ทำให้สร้างความถูกใจให้กับแฟนบอลด้วยการประเดิมเกมแรกพาทีม “ฉลามชล” เก็บชัยเหนือ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด 2-0 ได้สำเร็จ รวมไปถึงนักเตะที่เรียกกระแสฮือฮาได้ไม่น้อย นำทัพมาโดยสองนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ของไทยอย่าง ดัสกร ทองเหลา และธีรเทพ วิโนทัย เข้าสู่ทีม

จึงเป็นส่วนสำคัญที่สุด ที่ทำให้ “ศรัทธาฟ้าน้ำเงิน” จุดประกายขึ้นมาอีกครั้ง โดยแมตช์ดังกล่าวบัตรเข้าชมการแข่งขันถูกจำหน่ายหมดเกลี้ยงก่อนถึงวันแข่งในไม่กี่วัน และมียอดผู้ชมในสนามถึง 8,450 คน

บรรยากาศบริเวณรอบสนามก่อนเกมการแข่งขัน มีความคึกคักแบบสุดๆ แฟนบอลฉลามชล หลั่งไหลเข้ามาดื่มด่ำกับบรรยากาศจากที่ไม่ได้สัมผัสมานานในรอบหลายปี ทั้งการพบปะของเหล่ากลุ่มแฟนบอล การทำกิจกรรมต่างๆ ผิดกับช่วงที่ผ่านมาช่วงเลกแรกที่มีแฟนบอลเข้ามาชมเกมในสนามที่มีค่าเฉลี่ยน้อยลงไปมาก

ส่วนร้านขายสินค้าที่ระลึกของสโมสร สามารถเรียกกระแสได้ดีไม่แพ้กัน โดยเฉพาะเสื้อแข่งขันของ “ลีซอ” ที่สกรีนข้างหลังเป็นเบอร์ 14 ขายดีแบบสุดๆ รวมไปถึงสินค้าที่ระลึกชนิดอื่นๆ

ซึ่งภาพปรากฎการณ์เหล่านี้พวกเราไม่ได้เห็นมานานในรอบหลายปีเลยก็ว่าได้

ชลบุรี เอฟซี

ในเรื่องของการแข่งขัน “โค้ชเตี้ย” มาด้วยความมั่นใจที่จะรับมือหยุด บุรีรัมย์ ให้ได้ โดยได้มีการปรับทัพในบางตำแหน่ง เริ่มด้วยการแก้ไขปัญหาในตำแหน่งแบ็กซ้าย ส่ง มงคล นามนวด ลงประเดิมสนามหลังจากที่เพิ่งย้ายมาร่วมทีม และดัน กฤษดา กาแมน ขึ้นไปเล่นในตำแหน่งกองกลางรับเช่นเดิม ประสานงานร่วมกับมิดฟิลด์จอมขยันอย่าง ธีระพงศ์ ดีหามแห คอยวิ่งไล่เบรกเกมรุกของ “ปราสาทสายฟ้า” ส่วนแนวรุกได้ตัว ลูเคี่ยน อาราอูโจ้ กลับมาช่วยทีมอีกครั้ง และที่สามารถเรียกเสียงฮือฮาจากแฟนบอลได้ คือการส่ง ธีรเทพ วิโนทัย ประเดิมลงเล่นเป็นตัวจริง

ส่วนทางด้าน โบซิดาร์ บันโดวิช มีการปรับเปลี่ยนในบางตำแหน่งด้วยเช่นเดียวกัน ก่อนหน้านี้ขาด ศุภชัย ใจเด็ด ที่ยังพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บ แดนหลังเลือกส่ง สเตฟาน ปัลล่า ลงสนามในเกมนี้ ในแดนกลางได้ ฮาจิเมะ โฮโซไก พ้นโทษแบนกลับมา ส่วนในแดนหน้าเลือกใช้ ฮาเวียร์ ปาตินโญ่ ยืนเป็นหัวหอกเพียงรายเดียว หลังปล่อย เปรโด จูเนียร์ ออกจากทีม และศูนย์หน้าคนใหม่อย่าง นาเซอร์ บาราซิส ยังไม่พร้อมลงสนาม

รูปเกมโดยรวมถือว่าสู้แลกใส่กันสนุกทั้งสองทีม แต่ฟอร์มการเล่นของ บุรีรัมย์ ในเกมนี้อาจจะดูต่ำกว่ามาตรฐานพอสมควร ปัจจัยส่วนหนึ่งคือ การขาดนักเตะโดยเฉพาะตำแหน่งศูนย์หน้า หลังจากที่เพิ่งปล่อยตัว เปรโดร จูเนียร์ ออกจากทีม ส่วนอีกหนึ่งจุดที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทีมอยู่ในจังหวะที่ อันเดรส ตูเญซ มีอาการบาดเจ็บถูกเปลี่ยนตัวออกไปในช่วงครึ่งเวลาแรก ซึ่งทำให้ “ฉลามชล” ดูมีความคึกทันที

อันเดรส ตูเญซ

ส่วนเจ้าบ้านที่ดูเป็นรองก่อนเริ่มเขี่ยบอลกลับ โชว์ฟอร์มได้อย่างน่าตื่นตา ไล่ตั้งแต่ กองหลังทั้ง คิม คยอง มิน และซอ มิน ตุน โชว์ผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม แม้ว่ากองหลังชาวเกาหลีจะบาดเจ็บ จนต้องใช้ จูเนียร์ โลเปซ  ปราการหลังรายใหม่ลงมาแก้ขัด แต่เขาก็ทดแทนได้อย่างไร้ที่ติ

สิ่งที่ต้องชมในเกมนี้คือ ความนิ่งในแผงเกมรับในแดนกลางของ กฤษดา กาแมน กับธีระพงษ์ ดีหามแห ที่ถูกใบเหลืองในช่วงต้นเกมจากการตัดเกมในแดนกลาง ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการที่จะโดนใบแดงไล่ออกจากสนาม แต่อย่างไรก็ตามทั้งสองคนรักษาความคงเส้นคงว่าในการเล่นจนจบ 90 นาที ได้ รวมไปถึง  “เจ้ายิม” วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ กองกลางดาวรุ่งของทีมที่มีโอกาสในการยิงอยู่หลายจังหวะ แต่ก็ยังไม่สามารถผ่านมือของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ได้

ที่แฟนบอลชลบุรี ได้เห็นอีกครั้งในเกมวันนี้คือ “บราซิล คอนเนคชั่น” ในช่วงครึ่งหลังที่ ไคออน กองหน้าชาวบราซิล ที่เพิ่งย้ายมาจาก ประจวบ เอฟซี ลงสนาม เพื่อสร้างความปั่นป่วนในแนวรับของ บุรีรัมย์ และสุดท้ายเจ้าตัวสามารถยิงประตูชัยจากการประสานร่วมกันกับ ลูเคี่ยน พาทีมเก็บ 3 คะแนน ที่สำคัญได้สำเร็จ หลังในอดีต “ฉลามชล” เคยมีการประสานงานของ ติอาโก้ คุญญ่า กับ เลอันโดร อัสซัมเซา พาทีมทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำ จนพวกเขาทิ้งผลงานที่สุดยอดไว้ให้เหล่าแฟนบอล ฉลามชล ได้เก็บไว้เป็นความทรงจำที่ดีจนถึงทุกวันนี้

ไคออน

ไฮไลท์สำคัญ การประเดิมสนามของ “ลีซอ” ในสีเสื้อของ ชลบุรี เอฟซี ที่ก่อนหน้านี้ใครหลายๆ คน จะไปเชื่อว่าเขาจะย้ายมาร่วมทัพ “ฉลามชล” จริงๆ ซึ่งทีมเคยเกือบที่จะได้มาร่วมทีมในช่วง 9 ปีก่อน ระหว่างดีลแลกตัวกับ ไมเคิ่ล เบิร์น สตาร์ของทีมในช่วงสมัยก่อนนั้น กับ ลีซอ ที่ค้าแข้งให้กับ เมืองทอง ยูไนเต็ด แต่ดีลเกิดล่มซะก่อน

ธีรเทพ วิโนทัย จัดว่าเป็นนักเตะที่เรียกกระแสจากแฟนบอลให้กลับเข้ามาในสนามอีกครั้ง โดยที่ ชลบุรี ดึงตัวเข้ามาครั้งนี้สามารถช่วยทีมได้เยอะอยู่พอสมควร ทั้งในเกมรับเกมรุกสามารถทำได้อย่างดีลงตัว เห็นได้ชัดจากในจังหวะที่ลงมาล้วงแย่งบอลมาจาก ศศลักษณ์ ไหประโคน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งส่วนที่พาทีมได้ประตูชัยในเกมนี้ รวมไปถึงเข้ามาช่วยเป็นผู้นำให้กับนักเตะรุ่นน้องภายในทีมได้อีกด้วย เจ้าตัวแสดงถึงความมุ่งมั่น ทัศนคติที่ดี จนทำให้แฟนบอลส่วนใหญ่ต่างรัก และยอมรับมากขึ้น ซึ่งทำให้เจ้าตัวได้รับรางวัลเป็น “Man Of The Match” เกมดังกล่าวได้อีกด้วย ทำให้ได้ใจแฟนบอลชาวจังหวัดชลบุรีไปไม่น้อย

ธีรเทพ วิโนทัย

ในรายของ “เจ้าโก้” ดัสกร ทองเหลา ที่หลายๆ คนตั้งคำถามว่าทำไมถึงยังไม่ได้ลงในเกมดังกล่าว ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นทางด้านของแท็กติกของทีมที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้เจ้าตัว บวกกับนักเตะของ บุรีรัมย์ ขึ้นชื่อว่าเป็นทีมที่เพรสซิ่งอยู่เกือบตลอด ด้วยอายุของเจ้าตัวที่มากขึ้นจึงอาจจะทำให้เล่นได้ยาก โดยเกมที่คาดว่าจะได้ประเดิมลงสนาม อาจจะต้องเป็นเกมที่สามารถเอื้อให้เจ้าตัวเล่นได้ง่ายขึ้น หรือเป็นเกมที่ต้องอาศัยประสบการณ์ความเก๋าของนักเตะวัย 35 ปี รายนี้

จากที่ได้เห็นผลงานใน 3 นัด ภายใต้ในการคุมทัพของ “โค้ชเตี้ย” ถือว่า กุนซือรายนี้เข้ามาเพิ่มชีวิตชีวาในการเล่นฟุตบอลของนักเตะได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน รวมทั้งมิติในการเล่นที่มีความหลากหลายมากกว่าเดิม การใช้จิตวิทยาปลุกใจนักเตะ ถึงแม้ว่าศักยภาพนักเตะของเขาอาจจะดูเป็นรอง บุรีรัมย์ อยู่พอสมควร แต่พวกเขาแสดงให้เห็นแล้วว่าใช้หัวใจความมุ่งมั่นเข้าแลกสู้ บวกกับเสียงเชียร์ของเหล่าแฟนบอลคนที่ 12 ที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่นำพาไปสู่ชัยชนะ

หลังจบเกม “โค้ชเตี้ย” ได้ให้สัมภาษณ์แถลงข่าวในช่วงหลังจบเกมที่สามารถเก็บชัยเหนือ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้ ว่า “ดีครับ ดีมาก ผมบอกแล้วไงว่า ชลบุรี เป็นจังหวัดที่บ้าฟุตบอลอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น มันต้องเจอกับคนบ้า ผมย้ำอีกครั้งว่าบรรยากาศแบบนี้ ชลบุรี ต้องมี”

ส่วน “ลีซอ” ธีรเทพ วิโนทัย ได้เปิดใจผ่านเฟซบุ๊ค หลังจากที่ได้ลงประเดิมสนามในเกมแรกให้กับ “ฉลามชล” ว่า “ผมอยากจะขอบคุณทุกคนนะครับ ที่ทำให้ 3 แต้มเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ผู้เล่นทุกคน แฟนบอลทุกท่าน ผู้บริหารทีม โค้ชเตี้ย ทีมงานสตาฟโค้ชที่ไว้วางใจ และให้โอกาสผมในการลงเล่น”

“นักเตะทุกคนที่ทำงานร่วมกันและทุ่มเทอย่างหนัก แฟนบอลทุกท่านที่มาเป็นกำลังใจให้พวกเราในสนามจนเต็มความจุ ถ้าพวกเราไม่รวมใจกันแบบนี้ผลงานดีๆก็จะไม่เกิดขึ้นแน่นอน ขอให้มาเชียร์กันเต็มสนามแบบนี้ทุกนัดต่อไป รับรองฟุตบอลชลบุรี จะกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้งแน่นอน หรืออย่างน้อยๆฟุตบอลชลบุรีก็จะกลับมาสนุกเหมือนที่เคยทำได้ในอดีตที่ผ่านมาครับ ลุยต่อไปด้วยกันนะครับฉลามชล”

ค่ำคืนที่ผ่านมา น่าจะเป็นอีกหนึ่งค่ำคืนแห่งความประทับใจที่ควรเก็บไว้เป็นความทรงจำเลยก็ว่าได้ เพราะด้วยความเปลี่ยนแปลงในหลายๆ อย่าง ทำให้เหล่าแฟนบอลจุดประกายความหวังขึ้นมาอีกครั้งที่จะเห็นฉลามตัวนี้ตื่นขึ้นมา พร้อมกลับมายืนอยู่บนเส้นทางที่จะประสบความสำเร็จอีกครั้งโดยมีเป้าหมายของคือการติดท็อป 5 ในไทยลีก 2019 ให้ได้

สุดท้ายเราขอทิ้งบทเพลงของแฟนบอลที่ “ศรัทธาฟ้าน้ำเงิน” ได้ร้องหลังจากจบเกมเมื่อวานนี้ ซึ่งเป็นเพลงที่ที่เปี่ยมไปด้วยความหมายในหลายๆ อย่างที่มีความลึกซึ้ง ในการให้กำลังใจเหล่านักเตะ ผู้บริหาร ทีมงานสตาฟฟ์โค้ช รวมไปถึงผู้เล่นคนที่ 12 คนสำคัญที่ขาดไปไม่ได้

ศรัทธาฟ้าน้ำเงิน

รวมพลังกายใจมุ่งสู่ความยิ่งใหญ่ ด้วยหัวใจของเราปรารถนา เลือดที่สีน้ำเงินพล่านในกายของเราหายใจเข้าออก คือ ชลบุรี เอฟซี
มองทะเลสีคราม หมู่ฉลามว่ายอยู่ แบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเลย เป็นฉลามทั้งกาย
เป็นฉลามทั้งใจ ไม่มีวันจะเปลี่ยนผันใจ
เราคือชลบุรี เอฟซี เราคือชลบุรี เอฟซี เราจะสู้ด้วยกันตลอดไป
เราคือชลบุรี เอฟซี เราคือชลบุรี เอฟซี รวมพลัง เพื่อความยิ่งใหญ่

เลือดในกายฉีดแรง พร้อมจะแข่งคว้าชัย พลังกายพลังใจ ทุ่มเทไปไม่เคยถอยหนี
สู้ในเกมส์กีฬา ด้วยศรัทธาและสามัคคี เข้าชิงชัยครั้งนี้ ….

“ชลบุรี เอฟซี”

 

“Chunka”

บุรีรัมย์ แชมป์,ดุมบูย่า ดาวซัลโว! รวมสถิติที่น่าสนใจในเลกแรกของ โตโยต้า ไทยลีก 2019

ไทยลีก 2019 เพิ่งจบเลกแรกไป และเตรียมฟาดแข้งต่อทันทีในเลกที่สอง ครึ่งทางของการหาสโมสรที่ดีที่สุดในไทย มีสถิติอะไรน่าสนใจบ้าง ลองมาดูกัน

 

นี่คือสถิติที่น่าสนใจของการแข่งขันโตโยต้า ไทยลีก 2019 หลังผ่านไปครึ่งทาง มาดูกันว่ามีสถิติใดบ้างที่เกิดกับทีมรักของท่าน

บุรีรัมย์, สมุทรปราการ ไร้พ่ายในบ้าน

หลังจากผ่านไป 15 เกม ก็ปรากฎว่า มี 2 สโมสร ที่ยังไม่พลาดท่าให้ใครในบ้านของตัวเองเลย ได้แก่บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่เอาชนะไปถึง 6 เกม เสมอ 3 เกม จาก 9 เกมในบ้านของตัวเอง ส่วนอีกทีม ก็คือ สมุทรปราการ ซิตี้ ที่ลงเล่นในบ้านไปแล้ว 7 เกม แบ่งเป็นการเอาชนะ 5 เกม เสมอ 2 เกม

ชัยนาท, สุพรรณบุรี ไร้ชัยนอกบ้าน

เมื่อเราได้เห็นรายชื่อทีมที่เล่นได้อย่างแข็งแกร่งในบ้านแล้ว คราวนี้เราก็มาดูสถิติในด้านตรงข้ามกันบ้าง ซึ่งนั้นก็คือทีมที่ไม่สามารถเอาชนะใครได้เลยยามเล่นเป็นทีมเยือน ซึ่งก็มี 2 ทีมด้วยกัน ที่เป็นเจ้าของสถิติอันไม่น่าจดจำนี้ ได้แก่ ชัยนาท ฮอร์นบิล ที่ลงเล่นเป็นทีมเยือนไปแล้ว 6 เกม และพวกเขาก็แพ้ไปถึง 4 เกมด้วยกัน ส่วนอีก 2 เกมที่เหลือเป็นการเสมอ นอกจากนี้พวกเขายังเสียประตูทุกนัดยามเล่นเป็นทีมเยือนด้วย ขณะที่อีกทีมก็เป็น สุพรรณบุรี เอฟซี ที่ลงเล่นเกมเยือนไปแล้ว 8 เกม สามารถเก็บผลเสมอได้แค่ 2 เกม ส่วนอีก 6 นัดเป็นการแพ้ทั้งหมด

แนวรุกสุดโหดต้องยกให้ ทรูแบงค็อก, ท่าเรือ

มากันที่เรื่องสถิติของเกมรุกกันบ้าง สำหรับ 15 เกมที่ผ่านพ้นไป ในศึกโตโยต้า ไทยลีก 2019 ปราฎว่า ทีมที่ยิงประตูได้มากที่สุดคือ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด และ การท่าเรือ เอฟซี ซึ่งทำไปถึง 30 ประตู จาก 15 เกม หรือเฉลี่ยนัดละ 2 ประตู โดยผลงานการทำประตูที่ร้อนแรงของทัพแข้งเทพนั้น ส่วนหนึ่งต้องยกความดีความชอบให้ เนลสัน โบนีญ่า หัวหอกทีมชาติเอล ซัลวาดอร์ ที่ทำไปแล้ว 11 ประตู จากการลงเล่นเพียง 13 เกมเท่านั้น ส่วนทางท่าเรือนั้น ผลงานหลักๆ ในเกมรุกของพวกเขามาจาก ดราแกน บอสโควิช และ เซร์จิโอ ซัวเรส ที่ทำไปคนละ 5 ประตู

การท่าเรือ เอฟซี

พยัคฆ์ล้านนา หลังรั่ว

ขณะเดียวกัน ทีมที่มีสถิติเกมรับแย่ที่สุดในช่วงเลกแรก ก็เป็นทีมน้องใหม่อย่าง เชียงใหม่ เอฟซี ซึ่งพวกเขาเสียไปแล้ว 35 ประตู และมีเพียงแค่ 2 เกมเท่านั้น ที่พวกเขาสามารถเก็บคลีนชีตได้

ปราสาทสายฟ้าจอมเก็บ3แต้ม/ค้างคาวไฟรักสันติ/ราชบุรี,เมืองทอง,เชียงใหม่ แพ้มากสุด

สำหรับทีมที่เก็บชัยชนะได้มากที่สุดใน 15 เกมแรกของฤดูกาลนี้ ก็ยังคงเป็นจ่าฝูงอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่คว้าชัยไปถึง 9 เกม ขณะที่ทีมที่เสมอบ่อยที่สุดก็เป็น สุโขทัย เอฟซี ที่เสมอไปถึง 9 นัด ส่วนทีมที่แพ้บ่อยที่สุดนั้นมี 3 ทีม ได้แก่ ราชบุรี มิตรผล เอฟซี, เชียงใหม่ เอฟซี และเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ที่แพ้ไปแล้วทีมละ 9 เกม

เชียงใหม่ เอฟซี

บุรีรัมย์-โคราช ได้จุดโทษมากสุด/ 3 ทีมไร้โอกาส

สำหรับทีมที่ได้จุดโทษมากที่สุดในศึกโตโยต้า ไทยลีก หลังจบเลกแรกไป ก็คือสองทีมดังจากภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จ่าฝูงของลีก และ นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ซึ่งทั้งสองสโมสรได้ไป 5 ครั้งเท่ากัน แต่เป็นทางทัพปราสาทสายฟ้าที่ยิงได้แม่นยำกว่า โดยพวกเขายิงเข้า 4 ครั้ง พลาด 1 ครั้ง ส่วนทาง “สวาทแคท” ยิงเข้า 3 ครั้ง พลาด 2 ครั้ง ขณะที่ทีมที่ได้จุดโทษมากเป็นอันดับรองลงมา คือ พีที ประจวบ เอฟซี, การท่าเรือ เอฟซี, ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด และ สมุทรปราการ ซิตี้ ที่ได้ไปทีมละ 3 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม มีทีมทั้งหมด 3 ทีม ด้วยกัน ที่ไม่ได้จุดโทษเลยหลังผ่านไปแล้ว 15 เกม คือ ตราด เอฟซี, ชัยนาท ฮอร์นบิล และ พีทีที ระยอง

สรุปสถิติจุดโทษของแต่ละทีมในไทยลีกหลังผ่านไป 15 เกม

อันดับ 1 (5 ครั้ง) : บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด (เข้า 4 ไม่เข้า 1), นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี (เข้า 3 ไม่เข้า 2)

อันดับ 2 (3 ครั้ง) : พีที ประจวบ เอฟซี (เข้าทั้งหมด), ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด (เข้าทั้งหมด), การท่าเรือ เอฟซี (เข้า 2 ไม่เข้า 1), สมุทรปราการ ซิตี้ (เข้า 1 ไม่เข้า 2)

อันดับ 3 (2 ครั้ง) : สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด (เข้าทั้งหมด), สุพรรณบุรี เอฟซี (เข้าทั้งหมด), เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด (เข้าทั้งหมด), ราชบุรี มิตรผล เอฟซี (เข้าทั้งหมด), ชลบุรี เอฟซี (เข้า 1 ไม่เข้า 1)

อันดับ 4 (1 ครั้ง) : สุโขทัย เอฟซี (เข้า), เชียงใหม่ เอฟซี (เข้า)

ไม่ได้จุดโทษเลย : ตราด เอฟซี, ชัยนาท ฮอร์นบิล, พีทีที ระยอง

พีทีที ระยอง โดนจุดโทษมากสุด

นอกจากจะไม่เคยได้จุดโทษตลอด 15 เกมแรกแล้ว พีทีที ระยอง ยังเป็นทีมที่เสียจุดโทษมากที่สุด โดยพวกเขาเสียจุดโทษไปแล้ว 5 ครั้ง ในฤดูกาลนี้

แมตช์ ชลบุรี เปิดรังรับน้องใหม่อย่าง เชียงใหม่ เอฟซี ซัดประตูกันมากที่สุด

สำหรับเกมที่มีการยิงประตูกันมากที่สุด ก็หนีไม่พ้นเกมที่ ชลบุรี เอฟซี เปิดบ้านเอาชนะ เชียงใหม่ เอฟซี 7-5 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน ที่ผ่านมา

ท่าเรือ สุดโหดครองสถิติใบเหลือง, แดง มากสุด

ส่วนสถิติใบเหลืองใบแดงนั้น ปรากฎว่าตลอด 15 แมทช์เดย์ที่ผ่านมา มีการแจกใบเหลืองไป 544 ใบ ใบแดงอีก 25 ใบ โดยทีมที่โดนใบเหลืองมากที่สุดก็เป็น การท่าเรือ เอฟซี กับ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ที่ได้รับใบเหลืองไปทีมละ 46 ใบ ส่วนทีมที่โดนใบแดงมากที่สุดก็เป็น การท่าเรือ เอฟซี ที่ได้รับไป 5 ใบ

ลอนซาน่า ดุมบูย่า คว้าดาวซัลโวครึ่งฤดูกาลแรก

มากันที่สถิติรายบุคคลกันบ้าง โดยสถิติรายบุคคลเรื่องแรกที่เราจะพูดถึงคือการทำประตู ซึ่งผ่านไปแล้ว 15 เกม คนที่ทำประตูได้มากที่สุดก็เป็น ลอนซาน่า ดุมบูย่า ดาวยิงจากแดนน้ำหอมของทีมน้องใหม่อย่าง ตราด เอฟซี ที่ทำไปแล้ว 12 ประตู จาก 15 เกม ส่วนอันดับรองลงมาเป็น ลูเคี่ยน อัลเมด้า ของ ชลบุรี เอฟซี และ เนลสัน โบนีญ่า ของ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ที่ทำไป 11 ลูก

ลอนซาน่า ดุมบูย่า

เมืองทอง ฟอร์มตกแต่ เฮแบร์ตี้ ยังขึ้นแท่นจอมแอสซิสต์

ผ่านจอมถล่มประตูกันไปแล้ว เราก็มาดูจอมแอสซิสต์กันบ้าง ซึ่งคนที่ทำแอสซิสต์ได้มากที่สุดในช่วงเลกแรกก็เป็น เฮแบร์ตี้ แฟร์นานเดซ แนวรุกของ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ที่ทำไปแล้ว 7 แอสซิสต์ ส่วนอันดับสองเป็นของ สรรวัชญ์ เดชมิตร มิดฟิลด์ทีมชาติไทยของ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ที่ทำไป 5 ครั้ง

ศิวรักษ์ คลีนชีตมากสุด

ส่วนผู้รักษาประตูที่รักษาคลีนชีตได้มากที่สุด ก็เป็น ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน มือกาวทีมชาติไทยของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่ไม่เสียประตู 8 นัด จากการลงสนาม 15 เกม ส่วนอันดับ 2 มีด้วยกัน 2 คน ได้แก่ อภิรักษ์ วรวงษ์ นายด่านของสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด และ กิตติคุณ แจ่มสุวรรณ ของ สุโขทัย เอฟซี ที่ทำไปคนละ 6 คลีนชีต

ฟาลเคสการ์ด เซฟจุดโทษ 100%

อีกหนึ่งสถิติที่น่าสนใจของตำแหน่งผู้รักษาประตู ก็คือ สถิติการป้องกันจุดโทษได้ 100% ของ ไมเคิ่ล ฟาลเคสการ์ด มือกาวทีมชาติฟิลิปปินส์ของ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ที่ป้องกันจุดโทษได้ทั้ง 2 ครั้ง ที่ทีมเสีย โดยเป็นการเซฟจุดโทษในเกมบุกเสมอ นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี 1-1 และเกมแพ้คาบ้านต่อ ชลบุรี เอฟซี 2-4

ไมเคิ่ล ฟาลเคสการ์ด

ลูเคี่ยน ทำประตูต่อเกมมากที่สุด

ส่วนนักเตะที่ทำประตูในเกมๆ เดียวมากที่สุด ก็เป็น ลูเคี่ยน อัลเมด้า ดาวยิงตัวเก่งของ ชลบุรี เอฟซี ที่ทำคนเดียว 5 ประตู ในเกมเปิดบ้านชนะ เชียงใหม่ เอฟซี 7-5

มีนักเตะทำแฮตทริกไปแล้ว 5 คน

ส่วนนักเตะที่สามารถทำแฮตทริกได้ในไทยลีกหลังผ่านไปครึ่งทาง ก็มี 5 คนด้วยกัน ประกอบไปด้วย ยานนิค โบลี่ (ราชบุรี มิตรผล เอฟซี) ในเกมชนะ ตราด เอฟซี 3-2, ลูเคี่ยน อัลเมด้า (ชลบุรี เอฟซี) ในเกมชนะ เชียงใหม่ เอฟซี 7-5, เลอันโดร อัสซัมเซา (นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี) ในเกมชนะ ชลบุรี เอฟซี 4-0, เนลสัน โบนีญ่า (ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด) ในเกมชนะ พีที ประจวบ เอฟซี 6-1 และ บิรัม ดิยุฟ (ตราด เอฟซี) ในเกมเสมอ ชลบุรี เอฟซี 3-3

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์แฟนบอลเข้าสนามมากสุด

สำหรับสนามที่มีแฟนบอลเข้าชมในสนามมากที่สุดหลังผ่านไปถึง 15 เกม ได้แก่ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซึ่งสนามช้าง อารีน่า ของพวกเขา มีแฟนบอลเข้ามาดูเกมมากถึง 117,040 คน

“เอล กลาซิโก้ เมืองไทย” คนดูเยอะสุด

สำหรับเกมที่มีแฟนบอลเข้ามาชมเยอะที่สุดในช่วงเลกแรก ก็เป็นเกมเจอกันระหว่างของสองทีมยักษ์ใหญ่อย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กับ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ที่สนามช้าง อารีน่า ซึ่งมีผู้ชมมากถึง 27,009 คน ซึ่งผลในเกมนี้ ก็เป็นเจ้าบ้านที่เอาชนะไป 1-0

เอล กลาซิโก้ เมืองไทย

แฟนบอลเข้าสนามร่วม 7 แสน ยอดบัตร/สินค้าที่ระลึกมากกว่า 70 ล้าน

ส่วนยอดแฟนบอลที่เข้ามาเชียร์ในสนามตลอดทั้ง 120 เกม จากช่วง 15 สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีผู้ชมมากถึง 695,819 คน และยอดจำหน่ายบัตร รวมถึงสินค้าที่ระลึก ก็มากถึง 73,297,438 บาท

 

ติดตามโปรแกรมการแข่งขัน ไทยลีก 2019 พร้อมลิ้งดูบอลสด อัพเดตทุกสัปดาห์ได้ที่นี่ คลิกเลย

 

TRUE TALK : “โค้ชเตี้ย” กับภารกิจปลุก “ฉลามชล” ให้กลับมาฟื้นคืนชีพอีกครั้ง ... by "Chunka"

“รวมพลังกายใจมุ่งสู่ความยิ่งใหญ่ ด้วยหัวใจของเราปรารถนา เลือดที่สีน้ำเงินพล่านในกายของเราหายใจเข้าออก คือ ชลบุรีเอฟซี”

เราขอยกบทเพลงเชียร์ของ “ฉลามชล” ที่ร้องก่อนเกมที่จะเริ่มและช่วงนักฟุตบอลเดินมาขอบคุณแฟนบอลหลังจากจบเกม นำมาประกอบการเขียนบทความนี้ ซึ่งเป็นบทเพลงที่มีความหมายลึกซึ้งกินใจเป็นอย่างมากต่อเหล่าแฟนบอล เดอะชาร์ค พาวเวอร์, ฉลามหลังโกล และแฟนบอลที่มีความเชื่อใน “ศรัทธาฟ้าน้ำเงิน” ทุกๆ คน ไม่ว่าทีมจะเป็นอย่างไร ตกอยู่ในสถานการณ์ไหน พวกเขาก็พร้อมที่จะเปล่าเสียงร้องเพลงนี้ออกมา และก้าวฝ่าฝันกับทีมไปด้วยกัน

ชลบุรี

แม้ว่าในช่วงเวลาหลัง มีข้อสงสัย และคำถามจากแฟนบอลถึงทิศทางการทำทีม หลังจาก ชลบุรี โชว์ผลงานไม่น่าประทับใจนักในช่วงปีหลังๆ ทั้งที่ถามว่า เหตุใจ จึงไม่ยอมทุ่มเงินดึง ซูเปอร์สตาร์เข้าสู่ทีม หรือทำไมใช้แต่โค้ชคนไทย ที่ไร้ประสบการณ์ ซึ่งคำตอบของคำถามดังกล่าวคือ การที่มองไปที่ “เน้นสร้างมากกว่าซื้อ”

เหล่าผู้บริหาร “ชลาชล” เห็นว่าการที่ทุ่มเม็ดเงินทุกบาททุกสตางค์ในแต่ละปี มองว่ามันเป็นแค่ความสำเร็จเพียงแค่ชั่ววูบเท่านั้น บวกกับทีมมีงบประมาณอย่างจำกัดด้วย เพราะฉะนั้นก็ต้องมองถึงไปการให้โอกาสกับนักเตะเยาวชนให้ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในอนาคตให้ได้ดีกว่า

นอกจากการพัฒนาปั้นดาวรุ่งให้ขึ้นมาเป็นดาวแล้ว ทีมก็ยังมีการพัฒนาในระดับผู้ฝึกสอนอีกด้วย จะเห็นได้ว่าทีมดังแห่งภาคตะวันออก ส่วนใหญ่จะเน้นการใช้โค้ชคนไทยเป็นหลัก เพราะได้เปรียบในเรื่องการสื่อสารที่เข้าใจง่าย การใกล้ชิด และรู้ว่านักเตะไทยเป็นอย่างไร ทีมก็พร้อมที่จะให้โอกาสให้โค้ชได้เรียนรู้ประสบการณ์ในการทำทีมฟุตบอลอาชีพบนลีกสูงสุด โดยคนที่ผ่านในจุดตรงนี้มาแล้วมากมายหลายคน ยกตัวอย่างเช่น จเด็จ มีลาภ, เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, เทิดศักดิ์ ใจมั่น, จักรพันธ์ ปั่นปี และรวมไปถึง พิภพ อ่อนโม้ ที่กำลังศึกษาในด้านงานนี้อยู่อีกด้วย

แต่อย่างก็ตาม ผลงานของทีม ซึ่งดูจากตารางคะแนนแล้วยังไม่ดีเท่าที่ควร ก่อนที่จะพักเบรคในช่วง คิงส์ คัพ 5 นัดหลังสุด ชนะ 1 เสมอ 1 แพ้ 3 อยู่ในอันดับที่ 11 ห่างจากโซนตกชั้นอยู่เพียงแค่ 3 คะแนน ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการที่จะไปร่วมอยู่โซนตกชั้น จึงทำให้ จักรพันธ์ ปั่นปี ขอยุติบทบาทในการทำทีม เนื่องจากผลงานของทีมนั้นยังไม่ดีเท่าที่ควร จึงทำให้ต้องมีการมองหาตัวกุนซือคนใหม่เข้ามาคุมทีม

การที่เน้นพัฒนาเพียงอย่างเดียวคงยังไม่ตอบโจทย์ของการทำทีมฟุตบอล และแฟนบอลที่ย่อมอยากเห็นทีมประสบความสำเร็จ และคว้าโทรฟี่ ดั่งเช่นอดีตให้ได้ จนทำให้ ชลบุรี ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง

และ “โค้ชเตี้ย” คือผู้ที่เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของ “ฉลามชล”

เป็นอีกหนึ่งกระแสเรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อยที่สโมสรมีการเปลี่ยนแปลงภายในทีมอีกครั้ง โดยได้ตัดสินใจเลือก สะสม พบประเสริฐ เข้ามาเป็นนายใหญ่คนใหม่ของทัพฉลามชล ที่ในช่วงก่อนหน้านี้รับงานเป็นคอมเม้นเตเตอร์อยู่บ่อยครั้ง

สำหรับกุนซือจอมเฮี้ยบรายนี้ห่างหายจะการคุมทีมเป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม ผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชน ในวงการฟุตบอลของเมือง ไทย เคยผ่านการคุมทีม ในระดับ สโมสร และทีมชาติไทย  มาแล้วมากมาย เคยพา การท่าเรือ เอฟซี เถลิงบัลลังก์แชมป์ฟุตบอลถ้วยมา 2 รายการติดต่อกัน 2 ปี และพาสองสโมสร เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นบนลีกสูงสุดได้

ปี 2009 ได้แชมป์ เอฟเอ คัพ ด้วยการเอาชนะ บีอีซี เทโร ศาสน ในการดวลจุดโทษ 5-4
ปี 2010 ได้แชมป์ โตโยต้า ลีกคัพ ด้วยการล้ม ทีมอย่าง บุรีรัมย์ พีอีเอ 2-1
ปี 2012 พา แบงค็อก ยูไนเต็ด เลื่อนชั้นกลับมาสู่ ไทยลีก
และปี 2017 ก็พา แอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล เอฟซี จาก ไทยลีก 2 เลื่อนชั้นกลับมาสู่ ไทยลีก 1

ในทุกๆ ปี เจ้าตัวได้ให้โอกาสกับนักเตะดาวรุ่งมาอย่างมากมาย จากการคุมทีมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เอกชัย สำเร, สมปอง สอเหลบ, จิรวัฒน์ มัครมย์, ใหญ่ นิลวงศ์ และคนอื่นๆ อีกมายมาย ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ เป็นนักเตะที่ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังมาก แต่ในเมื่อเขารู้ว่านักเตะคนนี้เล่นเป็นอย่างไร ควรจัดวางไปเล่นในตำแหน่งไหน ทำให้เล่นได้ตรงตามแท็กติกที่ได้วางไว้ จนก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะที่มีฝีเท้าดีเป็นแกนหลักให้กับสโมสรและก้าวขึ้นสู่ทีมชาติไทยได้

การที่ได้มีโอกาสไปทำ แอร์ฟอร์ซ ยูไนเต็ด ใช้เวลาเกือบ 4 ปีเต็ม ในการวางโครงสร้างรากฐานของทีมให้มีความมั่นคงยั่งยืนในแบบฉบับของตัวเองขึ้นมา ที่เปี่ยมไปด้วยนักเตะดาวรุ่งที่ใช้ใจรวมพลังสู้จนสามารถกลับขึ้นมาลีกสูงสุดได้อีกครั้ง

โค้ชเตี้ย ได้ให้สัมภาษณ์เปิดใจกับทางสื่อของสโมสร หลังจากที่เข้ารับตำแหน่งกุนซือใหญ่ฉลามชลครั้งแรก เขามองว่าเหมือนเป็นการท่องเที่ยวผจญภัยในโลกของฟุตบอล เป็นอีกงานที่มีความท้าทาย นโยบายของสโมสรสอดคล้องกับการทำงานเหมือนกันเกือบทั้งหมด คือการพัฒนาในระบบเยาวชนให้มีความก้าวหน้าในอาขีพนักฟุตบอล ให้ก้าวขึ้นมาสู่ชุดใหญ่ อีกทั้งต้องการพา ชลบุรี ประสบความสำคัญให้ได้ในอนาคตข้างหน้า

“เหตุผลอันดับแรกก็คือชลบุรี เป็นทีมที่อยู่ในความคิดของตัวเองที่วาดหวังไว้ว่านี่คือหนึ่งในทีมที่อยากร่วมงานด้วย และที่สำคัญชลบุรีเป็นทีมที่เป็นต้นแบบของวงการฟุตบอลไทยมานานมาก เพราะฉะนั้นผมไม่อิดออดที่จะเห็นภาพชลบุรีกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ผมเชื่อว่าโค้ชทุกคนในประเทศไทยก็อยากร่วมงานกับทีมนี้อยู่แล้ว”

“นโยบายของชลบุรีมันตรงกับที่ผมทำงานมาตลอด นั่นก็คือนโยบายปั้นเด็ก สโมสรมีนโยบายอยู่แล้วว่าให้ปั้นเด็ก ไม่ว่าจะเป็นเด็กอายุ 17,18,19 ,21,23 ผมก็ประกาศตรงนี้เลยว่าเด็กคนไหนที่มันเก่งจริง และสามารถเล่นชุดใหญ่ได้ ผมไม่รีรอที่จะเอาขึ้นเหมือนกัน”

ส่วนทางด้านของ “เสี่ยบอล” ศศิศ สิงห์โตทอง ผู้จัดการทีมไฟแรง ได้พูดถึงเหตุผลที่ทีมได้ตัดสินใจเลือก “โค้ชเตี้ย” เข้ามาคุมทัพ เป็นอีกหนึ่งกุนซือที่มีประสบการณ์สูง มีจิตวิทยาที่ดีในการกระตุ้นลูกทีมให้มีความกระหาย สามารถดึงศักยภาพของนักเตะที่ไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์ที่มีชื่อเสียง มาใช้ได้อย่างเต็มที่ได้

“ทางบอร์ดบริหารได้ติดตามผลงานของโค้ชเตี้ยมานาน ถึงแม้โค้ชเตี้ยจะไม่ใช่คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชลบุรีมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้ แต่สิ่งที่เป็นซิกเนเจอร์ของโค้ชเตี้ยก็คือความกล้า และจิตวิทยาที่ทางเราได้ศึกษาข้อมูลมาจากกุนซือคนนี้ รวมทั้งประสบการณ์ที่โชกโชนกับวงการฟุตบอลไทย ที่โค้ชเตี้ยผ่านงานมากับหลายสโมสรฯหลายขวบปีในวงการฟุตบอลไทย อีกทั้งโค้ชเตี้ยมีความกล้า มีจิตวิทยา และทางเรา(ชลบุรี) ก็ต้องการให้ โค้ชเตี้ยเค้นศักยภาพนักเตะของเราออกมา ทั้งนักเตะที่เป็นดาวรุ่ง นักเตะต่างชาติ และนักเตะไทย”

“ย้อนไปเมื่อครั้งที่โค้ชเตี้ยทำทีมท่าเรือได้แชมป์ลีก คัพ หากเทียบตัวผู้เล่นแล้ว นักเตะท่าเรือชุดนั้นก็เป็นนักเตะที่ไร้ซุปเปอร์สตาร์ แต่โค้ชเตี้ยก็สามารถเค้นหัวใจ และความเก่งของนักเตะเหล่านั้นออกมาจนได้แชมป์ โดยเฉพาะเกมนัดชิงกับ เทโรฯ ที่เกมนั้นรูปเกมท่าเรือแพ้ตลอด 90 นาที แต่โค้ชเตี้ยก็ปลุกหัวใจผู้เล่นสิงห์เจ้าท่า ให้วิ่งล่าตาข่ายจนได้แชมป์”

ปัญหาที่ “มูรินเตี้ย” จะต้องเร่งแก้ไข

นอกจากจะมีผลงานมาตั้งแต่ช่วงอดีตที่ผ่านมาแล้ว แต่อย่างไรก็ตามกุนซือรายนี้จะต้องรีบเร่งแก้ไขของปัญหาเหล่านี้ให้ได้ โดยปัญหาแรก คือ การที่ทีมยังมีปัญหากับเกมรับที่เสียประตูง่าย ซึ่งเป็นทีมที่มีสถิติการเสียประตูมากที่สุดในลีก ณ ขณะนี้ โดยเสียไปแล้วถึง 28 ประตู ยกตัวอย่างในเกมที่เอาสามารถชนะ เชียงใหม่ เอฟซี ได้ 7-5 ถือว่าเป็นเกมที่เสียประตูมากที่สุดในฤดูกาลนี้ของสโมสร ดูจากที่สกอร์นั้นสามารถคาดเดาได้เลยว่า ในเกมดังกล่าวกองหลังมีปัญหากับการยืนตำแหน่งประกบคู่ต่อสู้อยู่ตลอดทั้งเกม ซึ่งในจุดนี้จะต้องมีการแก้ไขให้ได้โดยเร็วที่สุด เพราะถ้าหากยังคงเป็นแบบนี้อยู่ จะส่งผลเสียต่อทีมได้ในอนาคต

ปัญหาที่สอง คือ นักเตะของทีมยังคงขาดผู้นำในห้องแต่งตัว นับตั้งแต่นักเตะรุ่นพี่อย่าง สินทวีชัย หทัยรัตนกุล, อดุลย์ หละโสะ ที่ย้ายทีมออกไป รวมถึงการประกาศเลิกเล่นของ พิภพ อ่อนโม้ จนในปัจจุบันคิดว่ายังไม่มีใครเข้ามาทำในตำแหน่งนี้ได้เลย จะเป็นคนที่คอยกระตุ้นให้ลูกทีมมีความกระหายในชัยชนะอยู่ตลอดเวลา มีสภาพจิตใจที่ฮึกเหิมดั่งฉลาม ไม่มีคำว่ากลัว ไม่ว่าจะเกมไหนก็ตาม

ซึ่งปัญหาในข้อสองทาง ชลบุรี ก็เตรียมหนทางแก้ไว้แล้ว ด้วยการดึงตัว ดัสกร ทองเหลา กองกลางระดับตำนานของเมืองไทย เข้ามาเสริมทีม หลังจากที่ถูก สีหมอก เอฟซี ยกเลิกสัญญาเนื่องจากปัญหาภายในทีม นอกจากนี้ “เจ้าโก้” ยังเข้ามาเสริมความเก๋าให้กับแดนกลางของทีม เพราะนักเตะแดนกลางเต็มไปด้วยดาวรุ่ง ทั้ง วรชิต กนิษศรีบำเพ็ญ, สหรัฐ สนธิสวัสดิ์ รวมไปถึงคนอื่นๆ ซึ่งประสบการณ์ของนักเตะเหล่านี้ยังถือว่าน้อย ในการรับมือกับแรงกดดันต่างๆ

คิดว่าไม่ใช่แค่ในรายของ ดัสกร คนเดียวเท่านั้น อาจจะมีส่วนของตำแหน่งอื่นๆ ที่ทีมต้องเสริมเข้ามา คือ ตำแหน่งกองหลัง โดยเฉพาะตำแหน่งแบ็กทั้งสองฝั่ง, เซนเตอร์ฮาร์ฟ และกองหน้าตัวเป้าที่จะคอยเข้ามาช่วยล่าตาข่ายร่วมกับ ลูเคี่ยน อาราอูโจ้ ที่นำเป็นดาวซัลโวของทีมอยู่ขณะนี้

เปิดหัวด้วยงานหนักกับ “เอล กลาซิโก้”

เริ่มแรกการประเดิมคุมทีมซ้อม “โค้ชเตี้ย” ได้การต้อนรับอย่างอบอุ่นจากแฟนบอล ที่เข้ามามอบดอกไม้เพื่อให้กำลังใจ และนักเตะทุกคนในทีมให้ก้าวฝ่าฟันกับอุปสรรค์ของทีมที่เกิดขึ้นให้ได้ โดยแฟนบอลจะเป็นคนที่คอยช่วยหนุนหลังกับทีมอยู่เสมอ

ล่าสุดในการประเดิมแมตช์แรกอย่างเป็นทางการที่ผ่านมา เปิดบ้านทำศึก “ไทยแลนด์ กลาซิโก้” พบกับ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ที่เพิ่งจะเปลี่ยนโค้ชเช่นเดียวกัน และเป็นทางฝั่ง ฉลามชล สามารถเอาชนะไปได้ 2-0 เก็บ 3 แต้มแรกในการคุมทีมได้สำเร็จ ทำให้ทีมขึ้นไปอยู่ใน อันดับ 8 มี 18 คะแนน ทิ้งห่างโซนตกชั้น 6 คะแนน

เราเห็นได้ว่า โค้ชเตี้ย เข้ามาช่วยสร้างความแตกต่างให้กับทีมในด้านต่างๆ อาทิเช่น ในด้านแท็กติกที่ดูมีมิติมากขึ้นเปิดเกมรุกที่ดุดันพร้อมด้วยเกมรับที่ดูนิ่งขึ้นกว่าครั้งก่อนๆ สามารถเก็บคลีนชีตได้อีกด้วย โดยเฉพาะในด้านเกมส์รับ มีการปรับตำแหน่งด้วยการนำ นิรันดร์ มีมาก มายืนแทนในรายของ ซอว์ มิน ตุน กองหลังทีมชาติเมียนมาร์ ซึ่งเล่นเกมรับได้ดีกว่า และมีความนิ่งกว่า บวกทั้งสามารถเคลียร์บอลในจังหวะที่อันตรายได้ ทำให้นักเตะดีกรีเยาวชนทีมชาติสวีเดน U18 เป็นอีกส่วนสำคัญที่พาทีมไม่เสียประตูในเกมนี้ และจะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักคนสำคัญในแดนหลังได้อย่างแน่นอน

ส่วนกองกลางตัวรับ มีการจับ “เจ้าแระห์” กฤษดา กาแมน นักเตะดาวรุ่งวัย 20 ปี ที่ปกติเล่นในตำแหน่งเซนเตอร์ฮาร์ฟธรรมชาติ เข้ามายืนแทน ปาร์ค ฮยอน-บอม จนโชว์ฟอร์มได้เด่น คุมจังหวะในแดนกลางได้อย่างลงตัว อีกทั้งยังได้มีจังหวะยิงไกลที่สวยงามพาทีมขึ้นนำ เมืองทอง ได้อีกด้วย

การที่ กฤษดา ขยับขึ้นมาเล่นในตำแหน่งกลางรับ น่าจะทำให้เจ้าตัวมีความมั่นใจมากขึ้นกว่าเดิม และไม่แน่ตำแหน่งนี้ อาจจะเป็นตำแหน่งแจ้งเกิดใหม่ของ เจ้าแระห์ เพราะหลังเกมได้รับรางวัล แมนออฟ เดอะ แมตช์ มาครอง บวกกับคำชมของ “โค้ชเตี้ย” ที่จะให้ยืนในตำแหน่งกองกลางรับต่อไป

ส่วนอีกหนึ่งด้านก็คือ การปลุกขวัญกำลังใจกับนักเตะ ซึ่งนักเตะแต่ละคนในทีมกลับมาเล่นแบบมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง ดูมีความมุ่งมั่น มั่นใจ มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พร้อมกับประกาศอีกว่า พร้อมจะอาสาปั้นให้ วรชิต และกฤษดา ที่โชว์ฟอร์มได้ดีในเกมล่าสุด กลับมาติดธงชาติไทยให้ได้อีกครั้ง

หลังจากผ่านนัดแรก ซึ่งเป็นนัดสำคัญของ เฮดโค้ชป้ายแดง ถือว่าทำผลงานได้อย่างน่าพอใจ ทั้งในการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ความคีกคักของทีม ของแฟนบอล ที่กลับเข้ามาชมเต็มสนาม แต่อย่างไรก็ตามเส้นทางบนเวทีไทยลีกยังเหลืออีกหนึ่งเลก มีโอกาสที่ทำผลงานให้ดีที่สุดเพื่อพิสูจน์ตัวเองต่อไป

สุดท้ายก็อยากที่จะเอาใจช่วยให้ฉลามตัวนี้ กลับมามีฟอร์มการเล่นที่สวยงาม ดุดัน มีความกระหายกับชัยชนะมากขึ้น พร้อมที่จะแหวกว่ายไล่กินเหยื่อบนท้องทะเล และผงาดคว้าถ้วยแชมป์กลับมาสู่ จังหวัดชลบุรี อีกครั้ง ซึ่งแฟนบอลที่มี “ศรัทธาฟ้าน้ำเงิน” ก็พร้อมที่จะร้องเพลงเปล่งเสียงประกาศศักดาได้อย่างภาคภูมิใจอีกครั้ง

 

“Chunka”

 

พรีวิว ไทยลีก 2019 : "นู๋ดุนะ พี่เนไหวเหรอ" การท่าเรือ เอฟซี VS บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ... by "Chunka"

พรีวิว ไทยลีก 2019
การท่าเรือ เอฟซี vs บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

รายการ : ไทยลีก 2019
วัน / เวลาทำการแข่งขัน : วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน 2019 เวลา 19.00 น.
สนาม : แพท สเตเดี้ยม
ถ่ายทอดสด : TRUESPORT HD2 & TrueID App

ไทยลีก 2019

เรียกได้ว่าเป็นลีกที่เต็มไปด้วยความสนุก สุดมันส์ และเร้าใจแบบสุดๆ สมกับที่แฟนบอลทั้งประเทศรอคอยอย่าง ไทยลีก 2019 ท่ามกลางการขับเคี่ยวของ 16 ทีมชั้นนำของไทย มั่นใจได้เลยว่า ไทยลีก ยังคงตอบโจทย์คอลูกหนังไม่เปลี่ยน

แน่นอน สำหรับแฟนบอลไทยที่ไม่อยากตกเทรนด์ฟุตบอลไทยลีก ในฤดูกาลนี้ TrueID Sports จัดเต็มให้กับการอัพเดตทุกแง่มุมทั้งข่าวสารอัพเดตแบบเรียลไทม์ คลิปไฮไลท์ รวมถึงช่องทางติดตามชมฟุตบอลไทยลีกแบบสดๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ ด้วยความคมชัดระดับ HD และถูกลิขสิทธิ์ได้ที่ sport.trueid.net

เกมคู่นี้ลงแข่งขันกันวันวันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน 2019 เวลา 19.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ถ่ายทอดสดทางช่อง TRUESPORT HD2 TrueID App

Photo / ACTION24CNX

สภาพความพร้อม การท่าเรือ เอฟซี

พลพรรค “สิงห์เจ้าท่า” มีโอกาสได้พักเบรคในช่วงที่ทีมชาติลงแข่งขันศึก คิงส์ คัพ 2019 เกือบสองสัปดาห์เต็ม โดยในรายแข้งที่ถอนตัวอย่าง นูรูล ศรียานเก็ม และบดินทร์ ผาลา น่าจะหายจากอาการบาดเจ็บ พร้อมที่จะกลับมาเป็นตัวเลือกให้กับทีมได้อีกครั้ง

ส่วนที่ขาดหายไปจะเป็นเพียงแค่ในรายของ โก ซุลกิ ที่ติดสัญญายืมตัวไม่สามารถลงสนามได้ แต่เจ้าถิ่นจะยังได้ เซร์คิโอ ซัวเรซ ที่โดนโทษแบนก่อนหน้านี้กลับมาลงสนามได้อีกครั้ง

จเด็จ มีลาภ กุนซือใหญ่ของทีม น่าจะยังคงไว้ใจในขุมกำลังหลัก ไล่มาตั้งแต่ตำแหน่งผู้รักษาประตูอย่าง วัชระ บัวทอง ที่สามารถกลับมายึดเป็นมือหนึ่งของทีมได้อีกครั้ง

ในส่วนของเซนเตอร์ฮาล์ฟ นำทัพโดย ดาบิด โรเชล่า กัปตันทีม จับคู่กับ เอเลียส ดอเลาะ ที่กำลังมีความมั่นใจ ส่วนริมเส้นฝั่งขวายังคงเป็น นิติพงษ์ เสลานนท์ และอาจจะใช้ ปัณณ์พันธุ์พงษ์ ปิ่นกอง ยืนประจำการทางฝั่งซ้ายต่อไป

ส่วนแดนกลางของทีม คาดว่า การท่าเรือ อาจจะต้องเลือกใช้ อดิศร แดงเรือง ลงเล่นในเกมนี้แทน โก ซุลกิ คู่กับ ศิวกร จักขุประสาท ผู้ถูก “โค้ชโต่ย” หมางเมินทั้งๆ ที่เป็นหนึ่งใน 23 แข้งชุดลุยคิงส์ คัพ พร้อมกับแนวรุกอย่าง ปกรณ์ เปรมภักดิ์ กับ บดินทร์ ผาลา ที่สลับคราบอาการบาดเจ็บพร้อมลงบู๊ในแมตช์สำคัญที่สุดในเลกแรกของ การท่าเรือ โดยมีสองสตาร์ต่างชาติอย่าง เซร์คิโอ ซัวเรซ และดราแกน บอสโควิช ลงกระซวกตาข่ายให้กับทีม

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

สภาพความพร้อม บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

“ปราสาทสายฟ้า” อาจดูเหมือนเสียเปรียบเจ้าถิ่นอยู่เล็กน้อย หลังต้องลงเล่นในแมตช์กลางสัปดาห์กับ พีทีที ระยอง แต่สุดท้ายแชมป์เก่าไทยลีกก็ยังโชว์ฟอร์มแกร่งสมราคา หลังสามารถยัดเยียดความปราชัยกับ “พลังเพลิง” ไปได้อย่างท่วมท้น 5-0

ซึ่งในเกมดังกล่าว บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้มีการโรเตชั่นนักเตะในบางตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นการส่ง ศุภณัฎฐ์ เหมือนตา กองหน้าวัย 16 ปี ที่ทำไปแล้วหลายสถิติที่ผ่านมา ทั้งในระดับสโมสร และทีมชาติไทย อีกหนึ่งคนคือ อภิวัฒน์ งั่วลำหิน เซนเตอร์แบ็กของทีมที่ไม่ค่อยได้รับโอกาสลงสนาม ได้ลงเล่นเป็นตัวจริง ทำให้สภาพทีมของรองจ่าฝูงไทยลีก 2019 ไม่บอบช้ำเท่าที่ควร โดยขาดเพียงแค่ จักรพันธ์ แก้วพรม ที่สภาพร่างกายยังไม่ฟิตพร้อมลงสนาม

เกมนี้คาดว่า โบซิดาร์ บันโดวิช เฮดโค้ชของทีมน่าจะยังคงไว้ใจกับนักเตะในชุดที่เปิดรังเอาชนะ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด นำโดย ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ที่จองสัมปทานในตำแหน่งผู้รักษาประตู ส่วนในตำแหน่งแนวรับจะยังคงใช้ พรรษา เหมวิบูลย์, ชิติพัทธ์ แทนกลาง และอันเดรส ตูเญซ  ส่วนวิงแบ็กริมเส้น ยังคงไว้ใจ นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม และกรกช วิริยอุดมศิริ ลงสนามไม่เปลี่ยน

แดนกลางเกมนี้ “บอสโก้” พร้อมใช้บริการของดาวเตะสารพัดประโยชน์อย่าง รัตนากร ใหม่คามิ ประสานงานร่วมกันกับ ฮาจิเมะ โฮโซไก มิดฟิลด์ประสบการณ์สูงเลือดซามูไร พ่วงด้วย ศศลักษณ์ ไหประโคน ที่กำลังฟอร์มเข้าฝัก

ขณะที่แนวรุก เชื่อว่า บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด น่าจะมั่นใจส่ง สุภโชค สารชาติ ที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพร้อมจะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักในทีมชาติไทยชุดใหญ่ต่อไปได้ลงสนามตั้งแต่วินาทีแรกของเกม พร้อมด้วย เปโดร จูเนียร์ ที่จะยืนเป็นหัวหอกล่าตาข่ายในแดนหน้า

บทวิเคราะห์ การท่าเรือ เอฟซี vs บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งนัดที่เปี่ยมไปด้วยความหมายสำหรับทั้งสองทีม… การท่าเรือ ชัยชนะจากเกมนี้ จะช่วยการันตีการจบเลกแรกด้วยตำแหน่งแชมป์ ขณะที่ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ต้องการชัยชนะในช่วงโค้งสุดท้ายเพื่อแย่งบัลลังก์จ่าฝูงกลับคืนมา

สถานการณ์ของเจ้าถิ่น ณ ขณะนี้ถือว่ากำลังได้เปรียบในเรื่องความกระหายในการไล่ล่าความสำเร็จ พร้อมกับแพสชั่นของผู้บริหารของทีมที่ต้องการให้ทีมคว้าแชมป์ให้ได้ในปีนี้ แต่การขาดหายไปของ โก ซุลกิ ในเกมนี้อาจจะมีผลต่อทีมอยู่พอสมควรโดยเฉพาะความสมดุลในแดนกลาง

ฉะนั้น การพาทีมลงสนามในบิ๊กแมตช์สุดสัปดาห์นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งงานที่ท้าทายกึ๋นของ “เซอร์เด็จ” เป็นอย่างยิ่ง โดยคาดว่าเกมนี้ การท่าเรือ น่าจะอาศัยเสียงเชียร์ในสังเวียน “นรกทีมเยือน” อย่าง แพท สเตเดี้ยม เร้าตัวเองให้เปิดเกมรุกเข้าใส่อาคันตุกะจากอีสานใต้ตั้งแต่เสียงนกหวีดแรกชนิดไม่มีเกรงกลัวศักดิ์ศรีแชมป์เก่าอย่างแน่นอน แต่ยังมั่นใจว่าเกมรับที่แกร่งดั่งภูผาหินของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จะยังสามารถต้านทาน และเอาตัวรอดในเกมนี้ไปได้ พร้อมกับแบ่งไปทีมละหนึ่งคะแนนในท้ายที่สุด

ยังมั่นใจว่า “ซูเปอร์บิ๊กแมตช์” ที่มีเก้าอี้จ่าฝูงเป็นเดิมพันในสัปดาห์นี้ จะเป็นอีกหนึ่งเกมที่ดีที่สุดในฤดูกาลนี้ พร้อมเปี่ยมไปด้วยความมันส์ เร้าใจ ด้วยคุณภาพของนักเตะระดับท็อปของทั้งสองทีม พร้อมกับบรรยากาศรอบสนามที่ชวนขนหัวลุกด้วยเสียงเชียร์จากเหล่าแฟนบอล ที่พร้อมแห่เข้ามาให้กำลังใจเต็มความจุของสนาม แพท สเตเดี้ยม อย่างแน่นอน

11 ผู้เล่นตัวจริง ที่คาดว่าจะลงสนาม (ทั้งสองทีม)

การท่าเรือ เอฟซี : วัชระ บัวทอง (GK) , นิติพงษ์ เสลานนท์, เอเลียส ดอเลาะ, ดาบิด โรเชล่า, ปัณณ์พันธุ์พงษ์ ปิ่นกอง, ศิวกร จักขุประสาท, อดิศร แดงเรือง, เซร์คิโอ ซัวเรซ, ปกรณ์ เปรมภักดิ์, บดินทร์ ผาลา, ดราแกน บอสโควิช

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด : ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน (GK) , นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม, ชิติพัทธ์ แทนกลาง, อันเดรส ตูเญซ, พรรษา เหมวิบูลย์, กรกช วิริยอุดมศิริ, รัตนากร ใหม่คามิ, ฮาจิเมะ โฮโซไก, ศศลักษณ์ ไหประโคน, สุภโชค สารชาติ, เปโดร จูเนียร์

สกอร์ที่คาด

การท่าเรือ เอฟซี 1-1 บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

“Chunka”

 

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports